ฟังเสียงคลื่นไร้ภาพ บนชายหาดที่ไม่มีอยู่จริง ใน The Voice of Hind Rajab
บทความพิเศษ | ศรัณยู ตรีสุคนธ์
ฟังเสียงคลื่นไร้ภาพ
บนชายหาดที่ไม่มีอยู่จริง
ใน The Voice of Hind Rajab
ก่อนที่จะเข้าสู่บทวิเคราะห์ความไม่ธรรมดาของหนัง The Voice of Hind Rajab มีความจำเป็นที่จะต้องย้อนถึงเหตุการณ์ที่สะเทือนใจคนทั้งโลกมาแล้ว ซึ่งเป็นที่มาของหนังเรื่องนี้ให้ทราบก่อน
ในวันที่ 29 มกราคม ปี 2024 ฮินด์ ราจาบ เด็กหญิงวัยเพียง 6 ขวบพร้อมด้วยสมาชิกครอบครัวอีก 5 คนได้ขึ้นรถอพยพหนีการสู้รบในย่านเทล อัล-ฮาวา ในฉนวนกาซา แต่รถของพวกเขาถูกรถถังของกองกำลังอิสราเอลระดมยิงใส่ไม่ยั้งจนเป็นเหตุให้คนในรถเสียชีวิตแทบทั้งหมด ยกเว้นฮินด์ ราจาบ เพียงคนเดียวเท่านั้น
ความหวังเดียวที่เธอมีคือ รอการเข้ามาช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่จากกาชาดและสาธารณสุขที่ศูนย์รับแจ้งเหตุ
สมาคมเสี้ยววงเดือนแดง (Red Crescent) ต้องทำการบ้านอย่างหนักเพื่อร้องขอให้ผู้มีอำนาจเปิดทางให้หน่วยกู้ภัยเข้าไปช่วยเหลือเด็กน้อยได้
นอกจากภาษาภาพยนตร์ที่ใช้งานภาพแบบ Hand Held (ถือกล้องถ่ายโดยไม่ใช้ Steadicam หรือขาตั้งกล้อง) จะทำให้ผู้ชมเหมือนอยู่ในห้องรับแจ้งเหตุฉุกเฉินในปาเลสไตน์จริงๆ แล้ว
การใช้เทคนิคกระจกใสในศูนย์แจ้งเหตุ เพื่อสะท้อนภาพตัวละครในหลายฉากที่ในบางครั้งแสดงให้เห็นถึงความบิดเบี้ยวและรางเลือนของเจ้าหน้าที่ ทำให้ผู้ชมรับรู้โดยอัตโนมัติว่า จริยธรรมและศีลธรรมอันดีงามของมนุษย์ถูกลดทอนคุณค่าลงในสภาวะสงครามเสมอ
ส่วนสิ่งที่ถือเป็นตัวเอกของหนังเรื่องนี้ก็คือ “เสียง” และนี่คือหัวข้อหลักที่เราจะมาทำความเข้าใจกัน
เสียงในที่นี้ไม่ใช่ดนตรีประกอบ (Score) หรือการออกแบบเสียง (Sound Design) เพื่อเร้าอารมณ์ผู้ชมเท่านั้น
แต่เป็นเสียงของฮินด์ หรือฮามูด ที่ครอบครัวใช้เรียกเธอด้วยความเอ็นดูในภาษาอาหรับ
ฮามูด เป็นชื่อที่ใช้เรียกเด็กเล็กที่ไร้เดียงสา ส่งผลให้ชื่อนี้ไม่ได้มีความหมายในระดับปักเจกเท่านั้น แต่หมายรวมถึงเด็กๆ ทั่วโลกด้วย
ซึ่งเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ที่ใครก็ตามที่มีลูกสาวหรือหลานสาวที่อยู่ในวัยใกล้เคียงกับฮินด์ จะรู้สึกหัวใจสลายทุกครั้งที่เธอบอกกับเจ้าหน้าที่จากศูนย์แจ้งเหตุฉุกเฉินซ้ำไปซ้ำมาตลอดทั้งเรื่องว่า “มารับหนูเร็วๆ หน่อย หนูกลัว”
เพราะภาพที่ปรากฏขึ้นในห้วงความคิดของผู้ชมก็ไม่ต่างไปจากเด็กๆ ในครอบครัวของเราเอง
ผู้กำกับ เคาเธอร์ เบน ฮาเนีย ฟังเสียงขอความช่วยเหลืออย่างทรหดของฮินด์ เป็นเวลา 70 นาที (ตัดมาแล้วจากหลายชั่วโมง)
ส่วนซาวด์แทร็กและการออกแบบเสียงที่วางโครงเรื่องของซาวด์ในระดับความถี่ที่แตกต่างกันออกไปก็สร้างสถานการณ์อันตึงเครียดในหนังก็ได้รับเสียงชื่นชมอย่างมาก เพราะถึงแม้ว่าเหตุการณ์ในหนังทั้งเรื่องจะเกิดขึ้นในศูนย์แจ้งเหตุ และไม่มีภาพความสยดสยองใดๆ เลย
แต่เสียงร้องขอความช่วยเหลือ เสียงปืนที่ยิงระรัว ไปจนถึงเสียงระเบิดที่ทุกครั้งที่ดังขึ้นในหนัง หมายถึงความสูญเสียและความน่าหวาดผวาที่เกิดขึ้นจริง
สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้กดดันความรู้สึกของผู้ชมอย่างยิ่งก็คือ “เสียง, ความเงียบ และการรอคอย”
การใช้เสียงจริงของฮินด์และลูกพี่ลูกน้องของเธอที่เสียชีวิตจากกระสุน ทั้งๆ ที่ยังคงพูดกับเจ้าหน้าที่อยู่ มาใช้จริงในหนังสร้างความกระอักกระอ่วนใจอย่างหนักให้กับผู้ชม
โดยผู้กำกับ เคาเธอร์ เบน ฮาเนีย ที่เขียนบทหนังเรื่องนี้ด้วยเผยว่า หัวใจที่สำคัญที่สุดของหนังเรื่องนี้ก็คือการใช้เสียงเพื่อให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนกันกับเธอว่า “ฉันไม่สามารถยอมรับโลกที่ปล่อยให้เด็กตัวน้อยร้องไห้ต่อหน้าความตายที่ใกล้เข้ามาโดยที่ไม่มีใครยื่นมือมาช่วยได้”
คณะกรรมการจากเทศกาลภาพยนตร์ Film Fest Gent ของประเทศเบลเยียมมอบรางวัล Grand Prix ให้กับหนังเรื่องนี้ โดยให้เหตุผลที่น่าสนใจว่า
“หนังระทึกขวัญหลายเรื่องใช้ความเงียบเป็นหนึ่งในภาษาหนังเพื่อสร้างความหวั่นวิตกให้กับผู้ชม แต่การที่หนังเรื่อง The Voice of Hind Rajab สร้างพื้นที่เฉพาะขึ้นมาเพื่อใส่เสียงขอความช่วยเหลือของเด็กผู้หญิงจากเหตุการณ์จริงเข้าไปนั้น มีการวางแผนอย่างละเอียดรอบคอบ มันเริ่มจากเสียงเล็กๆ ที่ค่อนข้างมีความมั่นใจ ก่อนที่จะค่อยๆ แปรเปลี่ยนไปเป็นไม่มั่นคงทางจิตใจและกลายเป็นความหวาดกลัวถึงขีดสุด”
“เสียงร้องไห้ของเธอเป็นเสียงที่เปล่งออกไปเพื่อให้มวลมนุษยชาติได้ยิน มันเป็นเสียงที่ตั้งคำถามว่ายังมีความเป็นมนุษยนิยมหลงเหลืออยู่ในโลกที่โหดร้ายนี้อยู่บ้างไหม และด้วยภาษาภาพยนตร์ที่ผสมเรื่องจริงและเรื่องแต่งเข้าไว้ด้วยกันจนเป็นหนึ่งเดียว ความแม่นยำในการใช้เสียงของหนังเรื่องนี้ โดยเฉพาะเสียงคร่ำครวญของเด็กหญิงได้พัฒนากลายเป็นการต่อต้านความรุนแรงทุกรูปแบบ”
” และได้สร้างความทรงจำที่ผู้ชมจะไม่มีทางลืมเลือนได้เลยตลอดชีวิต”
สิ่งที่สำคัญที่สุดของหนังคือ เสียงที่โอบล้อมหนังทั้งเรื่องเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นเสียงพูด, เสียงบรรยากาศอันตึงเครียด, เสียงปากกาเมจิกที่ลากไปกับกระจกใส, เสียงกดเบอร์โทรศัพท์, เสียงกระจกแตก, เสียงปุ่มคีย์บอร์ดที่ถูกกดซ้ำไปมาและอื่นๆ
เสียงที่เราได้ยินกันเป็นปกติเหล่านี้ไม่สลักสำคัญอะไรในชีวิตประจำวันของพวกเราที่นั่งดูทีวีอยู่ในห้องแอร์
แต่ทุกเสียงคือสัญญาณแห่งความเป็นความตายที่อาจจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้
เชื่อว่าผู้ชมจำนวนมากแทบจะไม่รู้สึกเลยด้วยซ้ำว่าหนังเรื่องนี้มีดนตรีประกอบด้วย เพราะอามีน บูฮาฟา ผู้ประพันธ์ดนตรี จงใจออกแบบเสียงให้มีความบิดเบี้ยว (Distort) ในหลายมิติ
แต่ความเข้มของเสียงนั้นมีความดังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าเสียงบทสนทนาพอสมควร
ส่งผลให้ถึงแม้ว่าซาวด์ดีไซน์และงานสกอร์จะเกิดขึ้นในศูนย์ช่วยเหลือ แต่มันกลับสะท้อนความหวาดกลัวจนถึงขีดสุดของฮินด์ ที่อยู่ห่างออกไปไกลถึง 52 ไมล์ ที่ฉนวนกาซาได้อย่างกับอยู่ในที่เดียวกัน
และการที่ไม่มีใครสามารถช่วยชีวิตเธอได้เลยจึงสร้างความหดหู่อย่างมาก
เมื่อคนทำหนังวางเสียงเรียกร้องขอชีวิตจากฮินด์ ซึ่งเป็นเสียงจากเหตุการณ์จริงให้เป็นกระดูกสันหลังของหนัง กลวิธีที่สร้างความหวั่นวิตกให้กับนักแสดงได้อย่างสมจริงก็คือ ผู้กำกับไม่อนุญาตให้ โมตาซ มาลฮีส (เจ้าหน้าที่ศูนย์ที่สวมบทเป็นโอมาร์) และนักแสดงคนอื่นๆ ได้ยินเสียงพูดของฮินด์ก่อน
การได้ฟังเสียงพูดของเด็กหญิงที่ใกล้ตายเต็มทีเป็นครั้งแรกส่งผลกระทบต่อจิตใจของนักแสดงทุกคน ส่งผลให้ความกระวนกระวายที่ส่งผ่านสีหน้าและน้ำเสียงรวมถึงหยาดน้ำตาแทบจะไม่ได้เป็นการแสดง แต่เป็นความรู้สึกของพวกเขาจริงๆ
มีอยู่ซีเควนซ์หนึ่งที่ถูกใส่เข้ามาอย่างมีนัยสำคัญ
นั่นก็คือภาพของน้ำทะเลที่ซัดเข้าหาชายหาดในกาซา
ผู้กำกับปล่อยให้ผู้ชมดื่มด่ำกับเสรีภาพแม้เพียงเล็กน้อยนี้กับอิสรภาพที่ถูกสาปของฮินด์อยู่พักใหญ่ โดยเสียงน้ำทะเลมีพลังอย่างมากในการเร้าอารมณ์ผู้ชม
ในช่วงท้ายของหนังที่แม่ของฮินด์บอกว่า ลูกสาวของเธอชอบทะเลมากและถามอยู่บ่อยครั้งว่าเมื่อไหร่สงครามจะยุติลงเสียที
เสียงทะเลที่ดังกังวานอย่างเนิ่นนานในฉากสุดท้ายจนล่วงเลยไปถึงช่วง End Credits ตั้งคำถามต่อผู้ชมอย่างเท่าเทียมกันว่า เราจะได้เห็น “ภาพ” ของน้ำทะเลที่ซัดเข้าหาฝั่งที่สื่อถึงสันติภาพและอิสรภาพที่แท้จริงได้เมื่อไหร่
เพราะสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่เราจะได้รับจากสันติภาพในเวลานี้คือ “เสียง” ของน้ำทะเลเท่านั้น มันอาจจะเป็นเสียงของเหล่าผู้นำประเทศมหาอำนาจที่พล่ามแต่การประหัตประหารกัน
และในขณะเดียวกัน มันก็เป็นเสียงเพรียกหาถึงความสงบสุขของใครก็ตามที่ตกเป็นเหยื่อของสงครามและขอโอกาสในการมีชีวิตอยู่
เสียงคลื่นจากท้องทะเลแห่งนี้ส่งเสียงอย่างยาวนานในหนัง และมันก็จบลงไปพร้อมกับความดำมืดของจอภาพยนตร์
ไม่มีภาพเกลียวคลื่นและท้องทะเลอันกว้างใหญ่ให้เห็น
มีแต่ความเงียบงันและเสียงระเบิดครั้งสุดท้ายได้พรากชีวิตของผู้บริสุทธิ์ไปอย่างไร้เหตุผลที่สุด
ทุกเสียงในหนังเรื่องนี้ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่ามัน “ดังกว่าเสียงของระเบิด” (Loudly Than a Bomb)
ไม่มีใครรู้ว่าการประชุมเพื่อก่อสงครามของเหล่าผู้นำประเทศมหาอำนาจในห้องห้องหนึ่ง พวกเขาส่งเสียงอะไรออกมาบ้าง
แต่เสียงต่างๆ ที่กล่าวมาทั้งหมดในหนังเรื่องนี้ทรงพลังยิ่งกว่าระเบิด
เราก็ได้แต่หวังว่า สิ่งละอันพันละเสียงที่อยู่ในหนังเรื่องนี้จะดังพอที่จะกลบเสียงแห่งอำนาจที่จำกัดอยู่ในมือคนไม่กี่คน
และท้ายที่สุดแล้ว เราจะได้เห็นกับภาพท้องทะเลที่กว้างใหญ่พร้อมๆ กับเสียงของมันเสียที
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ฟังเสียงคลื่นไร้ภาพ บนชายหาดที่ไม่มีอยู่จริง ใน The Voice of Hind Rajab
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly