โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

สหรัฐจ่อลงดาบไทย มาตรา 301 รีดภาษี 25% ปมสินค้าสวมสิทธิ์-ดุลการค้าพุ่ง

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

กรณีสหรัฐเตรียมเปิดไต่สวนตามามาตรา 301 กับ 16 ประเทศซึ่งรวมถึงไทย กำลังกลายเป็นความเสี่ยงใหม่ต่อภาคการส่งออก โดยเฉพาะใน 3 กลุ่มสินค้า ได้แก่ ยานยนต์ เครื่องจักร และยาง ซึ่งมีมูลค่าการค้าสูงกับตลาดสหรัฐ นักวิชาการด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศเตือนว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไทยถูกจับตา คือข้อสงสัยเรื่อง “สินค้าสวมสิทธิ์” จากจีนที่อาจใช้ไทยเป็นทางผ่านเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า การที่ สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) เตรียมเปิดการไต่สวนตามมาตรา 301 กับ 16 ประเทศ รวมถึง ประเทศไทย นั้น ประเด็นหลักที่สหรัฐให้ความสำคัญคือข้อสงสัยเรื่อง การค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะการเกินดุลการค้าของไทยกับ สหรัฐอเมริกา ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ไทยมีดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐสูงถึงประมาณ 45,000-51,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ของไทยกลับต่ำกว่า 60% ต่อเนื่องเป็นเวลา 2 ปี สถานการณ์ดังกล่าวจึงทำให้สหรัฐตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดการผลิตในประเทศชะลอตัว แต่การส่งออกไปสหรัฐกลับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระ และผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน

ดร.อัทธ์ ระบุว่า ปัจจัยที่ทำให้สหรัฐตั้งข้อสงสัยคือการ “สวมสิทธิ์สินค้า” หรือ Circumvention ซึ่งเป็นการนำสินค้าจาก จีน เข้ามาในไทย แล้วทำเพียงขั้นตอนง่าย ๆ เช่น เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ ก่อนจะติดตรา “Made in Thailand” และระบุชื่อโรงงานในไทยเพื่อส่งออกไปยังสหรัฐ ซึ่งเป็นการหลีกเลี่ยงภาษีที่สหรัฐใช้กับสินค้าจีน

“ผมประเมินว่าการสวมสิทธิ์ในบางกลุ่มสินค้าอาจมีสัดส่วนสูงถึง 35-40% ซึ่งเป็นเรื่องที่สหรัฐกังวลมาก เพราะถือเป็นการใช้ประเทศที่สามเป็นทางผ่าน” ดร.อัทธ์ กล่าว

สำหรับ ปัญหานี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในสองด้านพร้อมกัน ด้านแรกคือสินค้าราคาถูกจากจีนทะลักเข้ามาในตลาดไทยจนผู้ประกอบการภายในประเทศแข่งขันได้ยาก ขณะที่อีกด้านหนึ่งสินค้าที่ส่งออกไปภายใต้ชื่อไทยก็ไม่ได้ใช้วัตถุดิบหรือ Local Content ในประเทศจริง ทำให้ธุรกิจไทยทั้ง SME และรายใหญ่ไม่ได้ประโยชน์จากการจ้างงานหรือการใช้วัตถุดิบในประเทศ

สำหรับกลุ่มสินค้าที่สหรัฐกำลังจับตามองเป็นพิเศษ ได้แก่ ยานยนต์ เครื่องจักร และยาง โดยในกรณียางนั้น มองว่าเป้าหมายหลักของสหรัฐน่าจะอยู่ที่ “ล้อยางรถยนต์” มากกว่ายางพาราแผ่น เนื่องจากสหรัฐนำเข้ายางพาราจากไทยในปริมาณไม่มาก โดยส่วนใหญ่ไทยส่งออกยางพาราไปจีน

ปัญหาที่เกิดขึ้นคือราคายางไทยสูงกว่าประเทศคู่แข่ง ทำให้โรงงานบางแห่งนำเข้ายางจาก เวียดนาม หรือ อินโดนีเซีย มาผลิตในไทยเพื่อส่งออกต่อ หรือในบางกรณีอาจนำล้อรถสำเร็จรูปจากจีนมาปรับบรรจุภัณฑ์และติดฉลากไทยก่อนส่งออกไปยังสหรัฐ

ขณะที่กลุ่มยานยนต์ สหรัฐให้ความสนใจเป็นพิเศษกับการลงทุนของผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจีนในไทย โดยเฉพาะชิ้นส่วนสำคัญ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ หน้าจอรถยนต์ หรือระบบ AI ที่ผลิตในจีน แต่ถูกส่งออกผ่านไทย

ดร.อัทธ์ ยังเตือนว่าแม้อุตสาหกรรมเหล็กจะไม่ได้อยู่ใน 3 กลุ่มสินค้าที่ถูกระบุในเบื้องต้น แต่สถานการณ์ในไทยถือว่าน่ากังวลอย่างมาก เนื่องจากดัชนี MPI ของอุตสาหกรรมเหล็กไทยลดลงต่ำกว่า 30% หรืออยู่เพียงประมาณ 28-29% เท่านั้น สะท้อนว่าอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศกำลังเผชิญแรงกดดันรุนแรงจากเหล็กราคาถูกจากจีนที่ทะลักเข้าสู่ตลาดโลกและตลาดไทย

“หากผลการไต่สวนของสหรัฐพบว่าไทยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสวมสิทธิ์สินค้า บทลงโทษอาจรุนแรงถึงขั้นเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มสูงสุดถึง 25% ซึ่งเป็นระดับเดียวกับที่สหรัฐเคยใช้กับสินค้าจีน”

ทั้งนี้ สหรัฐมักใช้มาตรการทางการค้าหลายเครื่องมือร่วมกัน เช่น มาตรา 122 มาตรา 301 และมาตรา 232 เพื่อควบคุมการนำเข้าสินค้าและเพิ่มรายได้ภาษี โดยมีเป้าหมายจัดเก็บรายได้ราว 400,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำมาชดเชยงบประมาณที่สูญเสียจากภาระค่าใช้จ่ายด้านสงครามและปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ ขณะเดียวกัน เป้าหมายสำคัญของสหรัฐในการไต่สวนครั้งนี้ คือการสกัดสินค้าจีนที่ใช้ประเทศที่สามเป็นทางผ่าน โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่มีราคาถูก

“ถ้าไทยพิสูจน์ไม่ได้ว่าเรามีการใช้วัตถุดิบในประเทศจริง หรือมี Local Content เพียงพอ เรามีโอกาสถูกเก็บภาษีเพิ่มถึง 25% ได้” เขากล่าว

อย่างไรก็ตาม ดร.อัทธ์ เสนอว่า แนวทางที่ไทยควรดำเนินการคือการรวบรวมข้อมูลเชิงลึกเพื่อชี้แจงต่อ USTR อย่างเป็นระบบ โดยไม่ควรจำกัดเฉพาะ 3 กลุ่มสินค้าที่ถูกตั้งคำถามเท่านั้น แต่ควรตรวจสอบทั้งห่วงโซ่การค้าในสองมิติ คือ การนำเข้าและการส่งออกในอุตสาหกรรมอื่น ๆ ด้วย ขณะเดียวกัน ไทยควรศึกษาแนวทางของเวียดนามที่ออกกฎหมายเฉพาะเพื่อควบคุมปัญหาสินค้าสวมสิทธิ์ โดยมีมาตรการตรวจสอบเข้มงวดทั้งที่ด่านศุลกากรและโรงงานผลิต รวมถึงการตรวจสอบพิกัดศุลกากรของสินค้าอย่างละเอียด

ดร.อัทธ์ ยังมองว่าปัญหาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐและจีนมีความเชื่อมโยงกันอย่างชัดเจน เพราะยิ่งไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐมากเท่าใด ไทยก็ยิ่งขาดดุลกับจีนมากขึ้นในระดับใกล้เคียงกัน เนื่องจากไทยกลายเป็นเส้นทางผ่านของสินค้าจีน นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบต่อภาคเกษตรไทย เนื่องจากสินค้าจากจีน เช่น ผัก หอม กระเทียม แครอท และผลไม้ สามารถเข้ามาแข่งขันในตลาดไทยได้มากขึ้นผ่านโครงข่ายขนส่งที่สะดวกขึ้น

“ไทยต้องแยกให้ชัดว่าสินค้าเกษตรชนิดใดที่เราผลิตได้เอง และควรมีมาตรการควบคุม ไม่ใช่ปล่อยให้เกษตรกรไทยต้องแข่งขันกับสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศจนอยู่ไม่ได้ ขณะที่การชี้แจงต่อสหรัฐต้องทำควบคู่กับการปกป้องอุตสาหกรรมไทยในประเทศ เพราะหากไทยดำเนินการเพียงเพื่อให้สหรัฐพอใจโดยไม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ก็อาจทำให้ผู้ประกอบการไทยยังคงเผชิญการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมต่อไปในระยะยาว” ดร.อัทธ์ กล่าวตอนท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...