โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

HELP(2) อัลบั้มที่กอบกู้ความไร้เดียงสาของเด็ก ในสมรภูมิรบของผู้ใหญ่

Thairath Plus - ไทยรัฐพลัส

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

จุดเริ่มต้นของ The Help Album

ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนปี 2025 นับว่าเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ Abbey Road Studios เต็มไปด้วยกิจกรรมและความวุ่นวาย ริช คลาร์ก ผู้บริหารของทางมูลนิธิ War Child ที่เป็นหัวหน้าฝ่ายจัดการด้านดนตรีและระดมทุนให้กับทางมูลนิธิย้อนเวลากลับไปในช่วงเวลานั้นว่า

“ผมจำได้ว่ามีแต่ศิลปินเต็มสตูดิโอไปหมด รวมถึงห้องอาหารของทางสตูดิโอด้วย ผมเงยหน้าขึ้นไปก็เห็น กรีน แชทเทน (วง Fontaines D.C.) กำลังคุยอยู่กับ คาร์ล บารัต (วง The Libertines) พอมองไปอีกทางผมก็เห็น เดมอน อัลบาร์น แห่งวง Blur และ Gorlliaz นั่งรออาหารอยู่กับ โจนาธาน เกลเซอร์ (ผู้กำกับภาพยนตร์เจ้าของรางวัลออสการ์) ทันใดนั้นผมก็เห็นสมาชิกวง Pulp ทั้งวงกำลังต่อคิวเพื่อรับลาซานญ่าที่ได้สั่งเอาไว้” สิ่งแรกที่ทุกคนคิดไม่ใช่เรื่องอาหารการกินหรือว่าศิลปินแต่ละคนกำลังหิวขนาดไหน แต่คำถามที่น่าค้นหามากกว่าก็คือพวกเขามารวมตัวกันได้อย่างไรมากกว่า?

นี่เป็นเพียงแค่ศิลปินบางส่วนเท่านั้นที่มาร่วมงานกันเพื่อทำอัลบั้มการกุศล HELP(2) เพื่อนำเงินที่ได้รับจากยอดขายทั้งหมดให้กับทางมูลนิธิการกุศล War Child UK แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ Opening Night ซิงเกิลแรกของอัลบั้มเป็นเพลงใหม่เพลงแรกของวง Arctic Monkeys นับตั้งแต่ปี 2022 ซึ่งนับว่าเป็นเพลงที่ให้บรรยากาศที่ทั้งเท่, อันตรายและมีเสน่ห์ด้วยเสียงร้องที่นับว่าสุขุมลุ่มลึกที่สุดเพลงหนึ่งเท่าที่ อเล็กซ์ เทอร์เนอร์ เคยร้องมาเลย

ถึงแม้ว่าเพลงนี้จะฟังเท่และเย้ายวนใจขนาดไหนก็ตาม แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าภายใต้น้ำเสียงนั้น มันซุกซ่อนความกลัว, ความวิตกกังวล และความปรารถนาที่จะเห็นสันติภาพเกิดขึ้นกับโลก ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศที่รุนแรงจนนำไปสู่สงครามที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ นอกจากความสูญเสีย เหยื่อที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือเด็กๆ ผู้บริสุทธิ์ ที่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับความบาดหมางที่นำไปสู่การสู้รบของผู้ใหญ่เลย

มูลนิธิ War Child ก่อตั้งขึ้นในปี 1993 โดยนักทำหนังชาวอังกฤษ 2 คน คือ เดวิด วิลสัน และ บิล ลีสัน ในช่วงเวลานั้นทั้งคู่เดินทางไปยังยูโกสลาเวียเพื่อถ่ายทำสารคดีในสงครามบอสเนีย สิ่งที่พวกเขาได้เห็นนอกจากซากปรักหักพังของบ้านเมืองและความสูญเสียภายในครอบครัวแล้ว สิ่งที่กระทบความรู้สึกของทั้งคู่เป็นอย่างมากก็คือความโหดร้ายของสงครามที่เกิดขึ้นกับเด็กๆ ภาพความเลวร้ายที่ติดตาเหล่านั้นทำให้พวกเขาตระหนักว่าแค่การบันทึกภาพอย่างเดียวคงไม่พอ

สานต่อเจตนารมณ์

เมื่อกลับมาถึงอังกฤษ ทั้งคู่ได้ร่วมกันก่อตั้งมูลนิธิ War Child ขึ้นมาเพื่อระดมทุนในการช่วยเหลือเยียวยาเด็กที่ได้รับทั้งบาดแผลทางใจและทางกายจากสงคราม ซึ่งต่างก็ต้องการปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีพไม่ว่าจะเป็นน้ำ, อาหารและที่พักสำหรับหลบภัยท่ามกลางสมรภูมิรบในเขตบอสเนียและเฮอร์เซโกวินา ส่วนสิ่งที่มีความจำเป็นไม่น้อยไปกว่ากันเลยก็คือการได้รับการสนับสนุนในการบำบัดปัญหาสุขภาพจิตรวมถึงการศึกษาในระยะยาว

สิ่งเหล่านี้ต้องใช้เงินทุนจำนวนมากในการช่วยเหลือ ส่งผลให้มูลนิธิ War Child คิดโปรเจกต์ในการทำอัลบั้มเพื่อนำเงินที่ได้รับจากยอดขายทั้งหมดไปเป็นทุนในการเยียวยาเด็กๆที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม เดวิด วิลสัน และ บิล ลีสัน ใช้คอนเนกชั่นในอุตสาหกรรมดนตรีอังกฤษที่ทั้งคู่มีในการรวมพลคนดนตรีในการทำเพลงสำหรับอัลบั้มการกุศล

จากโปรเจกต์เล็กๆที่ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก The Help Album ที่วางจำหน่ายในปี 1995 กลับกลายเป็นงานเพลงการกุศลระดับปรากฎการณ์ เพราะได้วง Radiohead, Blur, Oasis, Portishead, Manic Street Preachers, Suede, ซีเนด โอ’คอนเนอร์ รวมถึง พอล แม็คคาร์ทนีย์, โนล กัลลาเกอร์ และ พอล เวลเลอร์ ก็ได้ตั้งวงซูเปอร์กรุ๊ปเฉพาะกิจที่มีชื่อว่า The Smokin' Mojo Filters ขึ้นมาด้วย (วงนี้ยังได้ สตีเฟน เครด็อก แห่งวง Ocean Colour Scene และ สตีฟ ไวท์ แห่งวง The Style Council มาเป็นวงแบ็กอัปด้วย) โดยงานเพลงชุดนี้ได้รับเงินจากการระดมทุนราวๆ 1.25 ล้านปอนด์

“งานเพลงชุดนั้นถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทำให้โลกได้รู้ว่าดนตรีมีศักยภาพสูงมากในการระดมทุนสู่มูลนิธิการกุศล” ริช คลาร์ก กล่าว “ณ ช่วงเวลานั้น เม็ดเงินที่ได้จากงานเพลงสามารถนำไปใช้ในการลำเลียงปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามหลังแนวรบในซาราเจโว ซึ่งมีส่วนอย่างมากในการเพิ่มสเกลในการช่วยเหลือมูลนิธิและทำให้ War Child เป็นองค์กรการกุศลที่ได้รับการสนับสนุนมากขึ้น นั่นเป็นเพราะว่าโลกมองเห็นว่าสิ่งที่จะทำให้ War Child มีศักยภาพในการช่วยเหลือเด็กในสงครามได้จริงคือเงินที่ได้รับจากการระดมทุน”

เด็กคือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามรบมากที่สุดในทุกสมรภูมิ

ไม่ว่าสมรภูมิรบจะเกิดขึ้นที่ใด จะในวงแคบหรือวงกว้างแค่ไหน ไม่มีทางที่เด็กๆจะไม่ได้รับผลกระทบ และก็เป็นมนุษย์ตัวน้อยนี่แหละที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ทาง War Child ยังคงยื่นมือช่วยเหลือเยียวยาเด็กๆในสมรภูมิรบอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งในปี 2022 ไอเดียในการทำอัลบั้มการกุศล Help ชุดที่ 2 ก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา นับตั้งแต่รัสเซียบุกเข้าไปทำสงครามในยูเครน

“นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เราได้เป็นสักขีพยานแห่งความอัปยศที่สงครามได้กระทำต่อผู้คนในประเทศแถบตะวันออกกลางมากมาย นอกจากนี้เราได้เห็นสงครามกลางเมืองที่เกิดขึ้นในซูดาน ซึ่งจะว่าไปแล้วสงครามในซูดานได้สร้างวิกฤติแห่งมวลมนุษยชาติครั้งใหญ่ที่สุดของโลก เราไม่อาจรู้เห็นความใหญ่โตของสงครามกลางเมืองในซูดานได้ เพราะน้อยคนที่จะได้ไปเห็นด้วยตาตัวเองจริงๆ แต่จากสถิติที่มูลนิธิการกุศลทั่วโลกได้รับข้อมูลมาก็คือมีเด็กเป็นจำนวนราวๆ 15 ล้านคนที่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือด้านมนุษยชนอย่างเร่งด่วน นี่ถือเป็นดัชนีที่ชี้วัดได้อย่างเห็นภาพเลยว่าสเกลของสงครามกลางเมืองมันน่ากลัวขนาดไหน” ริช คลาร์ก กล่าวก่อนทิ้งท้ายว่า “มีศิลปินจำนวนไม่น้อยเลยที่เป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมือง และพวกเขาได้ก่อตั้งคอมมูนิตีขึ้นมาล่วงหน้าแล้วด้วยซ้ำ เพื่อที่จะรอทำอะไรสักอย่างเพื่อช่วยเหลือเด็กๆ”

เจมส์ ฟอร์ด หัวเรือใหญ่ของอัลบั้ม HELP(2)

โปรเจ็กต์อัลบั้ม Help ชุดใหม่เริ่มมีการพัฒนาอย่างจริงจังในช่วงปลายปี 2024 เมื่อ เจมส์ ฟอร์ด นักแต่งเพลงและโปรดิวเซอร์สมาชิกวง The Last Shadow Puppets และ Simian Mobile Disco ที่อยู่เบื้องหลังงานเพลงของวงอย่าง Arctic Monkeys, Depeche Mode, Foals, Haim, Geese และอีกมากเข้ามารับหน้าที่ดูแลภาพรวมของโปรเจกต์ทั้งหมด “ไม่ว่า เจมส์ จะจับอะไร ดูเหมือนว่ามันจะกลายเป็นทองคำไปหมดทุกอย่าง” แม็ตต์ เฮลเดอร์ส มือกลองวง Arctic Monkeys ที่ร่วมงานกับ เจมส์ มานานกล่าวกับทางนิตยสาร Rolling Stone และกล่าวทิ้งท้ายว่า “ถ้าหากเขานำบางอย่างที่น่าสนใจมารวมกัน พวกเรารู้ทันทีเลยว่ามันจะต้องเป็นสิ่งที่ไม่ธรรมดาแน่นอน และที่สำคัญที่สุดก็คือมันจะเป็นสิ่งที่มีคุณภาพมากด้วย”

เจมส์ ฟอร์ด ทำหน้าที่เป็นหัวเรือใหญ่ในการรวบรวมศิลปินมาร่วมกันทำงานเพลงสำหรับอัลบั้ม HELP(2) ซึ่งนับว่าเป็นงานหินของจริง เพราะเขามีเวลาไม่มากที่จะติดต่อศิลปินเพื่อที่จะมาแต่งเพลง, บันทึกเสียง, มิกซ์และมาสเตอร์ริง ซึ่งทุกอย่างล้วนแล้วแต่เป็นงานคราฟต์ที่โดยปรกติแล้วระยะเวลาเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้คุณภาพของงานเพลงออกมามีคุณสมบัติที่ดีครบถ้วนได้

สาเหตุที่ทำให้ Arctic Monkeys เข้ามาร่วมโปรเจกต์เป็นวงแรกๆนั้นเป็นเพราะทางวงเคยแสดงคอนเสิร์ตที่ Royal Albert Hall และบริจาคเงินค่าบัตรคอนเสิร์ตให้กับมูลนิธิ War Child ในปี 2018 อัลบั้มบันทึกการแสดงสดจากคอนเสิร์ตครั้งนั้นถูกปล่อยออกมาในอีก 2 ปีให้หลัง ซึ่งเงินที่ได้จากยอดขายอัลบั้มนี้ได้นำไปช่วยเหลือเด็กๆที่ได้รับผลกระทบจากสงครามอีกทอดหนึ่ง โดยเงินจากบัตรคอนเสิร์ตและยอดขายอัลบั้มได้นำไปสมทบเข้ามูลนิธิ War Child อย่างน้อย 1.5 ล้านปอนด์ (ราวๆ 64 ล้านบาท)

สิ่งที่เหลือเชื่อก็คือเซสชั่นเฉพาะการบันทึกเสียงสำหรับอัลบั้ม HELP(2) ที่ Abbey Road Studios ใช้ระยะเวลาจริงๆ ไม่ถึง 7 วัน (ไม่นับรวมการซ้อมและการพูดคุยเพื่อการพัฒนาแต่ละเพลงกับโปรดิวเซอร์) ทั้งๆที่มันมีรายละเอียดยิบย่อยหลายอย่างมากสำหรับขั้นตอนการทำ ทั้งในเรื่องการบันทึกเสียงโดยศิลปินจำนวนหลายสิบชีวิต รวมถึงการเก็บรายละเอียดด้านงานวิชวลซึ่งเป็นหน้าที่ของ โจนาธาน เกลเซอร์ ที่นั่งเก้าอี้ Creative Director ของโปรเจ็กต์ หากมองถึงมุมนี้เวลาที่เร่งรัดก็นับว่าสร้างแรงกดดันมากพอแล้ว แต่มันยังมีอุปสรรคบางอย่างที่อยู่เหนือการควบคุมด้วย

ก่อนที่การบันทึกเสียงอย่างเป็นทางการจะเริ่มต้นขึ้นราว 1 สัปดาห์ เจมส์ ฟอร์ด มีอาการป่วยและต้องเข้าห้อง ICU อย่างเร่งด่วน เนื่องจากเขาเคยได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าป่วยเป็นโรคลูคีเมีย (มะเร็งเม็ดเลือดขาว) แบบเฉียบพลันในช่วงปลายปี 2024 อาการป่วยนี้มีความจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาทันทีและต้องใช้ระยะเวลาในการพักฟื้นนานพอสมควร แต่ในเมื่อการบันทึกเสียงจะเริ่มขึ้นในอีก 1 สัปดาห์ข้างหน้า สตูดิโอสำหรับบันทึกเสียงที่จองไว้ไม่สามารถเลื่อนคิวได้แน่ๆและเหล่าศิลปินที่มีตารางการทำงานแน่นเอี๊ยดสุดๆไม่สามารถเลื่อนวันในการทำงานได้อีกแล้ว ทีมงานจะแก้ปัญหานี้อย่างไร?

หลังจากที่ประชุมอย่างเคร่งเครียดได้ไม่นาน ทางทีมงานก็หาทางออกให้กับปัญหานี้ได้ด้วยการดึงทีมโปรดิวเซอร์และวิศวกรเสียงผู้ชำนาญการด้านการทำงานที่เวลาจำกัดให้ออกมาดีที่สุดเท่าที่จะทำได้เข้ามาเป็นผู้ช่วยให้กับ เจมส์ ฟอร์ด ทีมโปรดิวเซอร์และวิศวกรเสียงกลุ่มนี้อยู่ภายใต้การดูแลของ Toby L ผู้ร่วมก่อตั้งต่าย Transgressive Records ที่เข้ามาดูแลขั้นตอนการทำงานแบบวันต่อวันที่ Abbey Road Studios โดยหน้าที่หลักของทีมนี้คือการเช็คซาวด์สำหรับเตรียมการบันทึกเสียงล่วงหน้าและให้คำแนะนำในเรื่องของการเรียงลำดับเพลง รวมถึงการประสานงานด้านการสรรหาและพัฒนาศิลปิน (A&R) ซึ่งเป็นหน้าที่หลักของ เจมส์ ฟอร์ด มาตั้งแต่แรกด้วย

“ทุกคนยอมเหนื่อยสายตัวแทบขาดเพื่อให้ทุกอย่างยังคงเดินหน้าต่อไปได้” ริช คลาร์ก กล่าว “สิ่งที่ผมได้รับกลับมาจากอุปสรรคที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ดีมากกว่าสิ่งที่แย่ เพราะมันแสดงให้เห็นถึงการร่วมแรงร่วมใจของชุมชนคนทำดนตรีในสหราชอาณาจักร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมดนตรีร่วมสมัยที่ทำงานกันในแบบต่างคนต่างอยู่มานาน”

เมื่ออาการป่วยของ เจมส์ ฟอร์ด เริ่มทรงตัว เขาถูกย้ายไปอยู่ห้องพักฟื้นทันทีที่ได้รับการถ่ายเลือด เมื่ออาการเริ่มดีขึ้นบ้าง เจมส์ ขอให้หมอย้ายเขาไปอยู่ในห้องผู้ป่วยทั่วไปทันทีเพื่อที่จะกลับเข้าสู่โหมดโปรดิวเซอร์ทางไกลด้วยการสั่งงานผ่าน Zoom แบบ Real Time และสิ่งที่เขาทำไม่ได้เป็นเพียงแค่การสั่งงานเท่านั้น แต่เขาทำหน้าที่โปรดิวเซอร์แบบเต็มร้อยด้วยการเรียบเรียงโน้ตในแต่ละเพลง, ควบคุมการมิกซ์เสียงให้ได้มิติตามที่เขาต้องการ รวมถึงการดูแลงานด้านโปรดักชั่นกับทีมงานด้วย

“ในฐานะคนป่วย การทำงานทางไกลด้วยการมีสมาธิอย่างจดจ่อที่สุดนี้ทำให้ผมรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้ มันทำให้ผมมีกำลังใจที่จะต่อสู้กับอาการป่วยของตัวเองที่นับว่าไม่เบาเลย การทำอัลบั้มนี้ให้เสร็จสมบูรณ์เป็นเจตจำนงของผมและมันเป็นทั้งเครื่องยึดเหนี่ยวและเยียวยาจิตใจของผมได้ดีที่สุด” เจมส์ ฟอร์ด กล่าว “การรับผิดชอบอัลบั้มให้ออกมาดีที่สุดเป็นความรู้สึกที่อยู่เหนือสถานการณ์ที่ตัวผมเองกำลังเผชิญอยู่ หมายความว่าผมไม่อนุญาตให้อาการป่วยของตัวเองมาเป็นภาระของใครก็ตามที่มีส่วนร่วมกับอัลบั้มชุดนี้ ผมรู้สึกหัวใจสลายอยู่บ้างเหมือนกันที่ไม่สามารถไปอยู่ในห้องอัดหรือห้องประชุมที่ Abbey Road ได้ ไม่สามารถพูดคุนหรือแฮงก์เอาท์กับศิลปินทุกคน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมรักมากที่สุดได้”

“มันเหมือนกับผมพลาดการเข้าชมเทศกาลดนตรี Glastonbury ซึ่งจัดขึ้นเป็นการส่วนตัวสำหรับผมยังไงยังงั้นเลย”

The Book of Love บทเพลงที่สร้างความหวัง

เจมส์ ฟอร์ด ให้เครดิตกับ โอลิเวีย ร็อดริโก ในฐานะที่เป็นคนโคฟเวอร์เพลง The Book of Love ของวง The Magnetic Fields ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมและน่าสนใจด้วยมุมมองที่สดใหม่ แถมยังได้ แกรห์ม คอกซอน มาเล่นกีตาร์ให้ด้วย “ผมได้คุยกับ โอลิเวีย ถึงขั้นตอนการทำเพลงอย่างละเอียด เรามีความเห็นพ้องต้องกันว่าจะทำเพลงนี้อให้ออกมาในแบบ แฟรงค์ ซิเนตรา สไตล์ นั่นก็คือการอัดเสียงร้องพร้อมกับวงเครื่องสาย ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าเธอมีความเป็นมืออาชีพสูงมาก เธอมีความมั่นใจสูงในแบบที่ว่าเธอก็แค่เดินเข้ามาในสตูดิโอแล้วก็ทำทุกอย่างออกมาได้เป๊ะมาก!”

เพลงนี้ถูกเลือกมาเพื่อใช้เป็นเพลงปิดอัลบั้มโดยเฉพาะ โดยคอนเซปต์ของมันก็คือการให้เนื้อหาของเพลงเป็นการสรุปแบบรวบยอดว่าท่ามกลางความโหดร้ายของสงคราม เด็กๆ ที่มองโลกที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงจากผู้ใหญ่นั้นสามารถสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับตัวเองได้ด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์และการอยู่กับเพื่อนๆ เพื่อที่จะทำกิจกรรมที่หลากหลายได้อย่างไร เด็กทุกคนมีของขวัญจากสรวงสวรรค์ติดตัว เพราะพวกเขาสร้างความสุขได้เสมอไม่ว่าสภาพของบ้านมืองรอบตัวจะพังพินาศมากแค่ไหนก็ตาม

มิวสิควิดีโอที่ทาง War Child Records ปล่อยออกมานำเสนอภาพของเด็กๆ ในฉนวนกาซา, เยเมน, ซูดาน และ ยูเครน ที่ยังคงวิ่งเล่น, ส่งเสียงหัวเราะอย่างมีความสุขและยังคงมองเห็นสิ่งสวยงามท่ามกลางซากปรักหักพังของบ้านเมืองได้ เพราะสภาพจิตใจของพวกเขาไม่ได้พังพินาศตามไปด้วย ภาพวิดีโอเหล่านี้เด็กๆเป็นคนถ่ายด้วยตัวเองจากกล้องที่ โจนาธาน เกลเซอร์ เป็นคนมอบให้และควบคุมการผลิตทุกขั้นตอนหลังจากที่ได้รับภาพกลับมาแล้ว ส่วนดนตรีอะคูสติกและเสียงเครื่องสายในเพลง The Book of Love เวอร์ชั่นโคฟเวอร์ก็กลมกลืนไปกับภาพความไร้เดียงสาของเด็กๆ ที่ได้เห็นจริงๆ

เพลงนี้พูดถึงความรักในแง่มุมที่เรียบง่ายที่สุดผ่านการตีความใหม่ในเรื่องความรักในโลกของผู้ใหญ่ที่เต็มไปด้วยข้อแม้มากมายไปสู่ความหวังของมนุษยชาติ และความหวังนั้นก็มีทั้งความเปราะบางและความจริงใจสูงมากด้วย หนังสือแห่งความรักนี้ไม่ได้รวบรวมทฤษฎีความรักที่ทั้งคลิเช่และน่าเบื่ออีกต่อไป แต่ในบริบทของสงครามที่เด็กๆ ต้องเผชิญ มันคือความหนักหน่วงที่ยากจะแบกรับเอาไว้

แต่ความเลวร้ายในโลกที่เต็มไปด้วยความรุนแรงและความโกรธแค้น เสียงหัวเราะอย่างมีความสุขที่มองความความขัดแย้งในโลกผู้ใหญ่ทำให้บ้านเมืองพังพินาศย่อยยับของเด็กๆ ไม่อาจะกระชากความหวังของพวกเขาไปได้ มันมีเส้นที่แบ่งโลกของผู้ใหญ่และโลกของเด็กๆออกจากกันอย่างชัดเจน สิ่งที่เห็นเป็นรูปธรรมมากที่สุดก็คือเด็กๆสามารถเล่นกันได้ถึงแม้ว่ารอบด้านจะเต็มไปด้วยซากของเมืองและกลิ่นอายของดินระเบิดที่ยังคงคุกรุ่นอยู่

Pulp และเพลง Begging for Change

Pulp เป็นอีกหนึ่งวงที่มีความสัมพันธ์อันดีกับทางมูลนิธิ War Child มาโดยตลอด ในปี 1996 อัลบั้ม Different Class ของวงได้รับรางวัลชนะเลิศจากเวที Mercury Prize โดย จาร์วิส ค็อกเกอร์ กล่าวชื่นชมและยกย่องการทำงานเพื่อช่วยเหลือเด็กในสงครามของทาง War Child มาโดยตลอด ส่งผลให้เขาบริจาคเงินรางวัลจำนวน 25,000 ปอนด์ให้กับทางมูลนิธิเพื่อนำไปช่วยเหลือเด็กทั้งหมด และหลังจากที่ได้รับคำชวนจาก เจมส์ ฟอร์ด ให้กลับมาร่วมงานกันอีกครั้งในการทำอัลบั้ม HELP(2) จาร์วิส ก็ตอบตกลงทันทีเพราะนี่คือโอกาสอันดีที่จะได้ใช้แพลตฟอร์มนี้ในการสร้างเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวพวกเขาเอง

“ช่วงเวลาที่เด็กเติบโตถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมาก มันเป็นช่วงแรกที่เราทุกคนจะได้เรียนรู้ความเป็นมนุษย์ และนั่นคือสิ่งที่ไม่ง่ายเลยนะ ถ้าหากว่าเด็กๆไม่มีเข็มทิศนำทางให้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่ใช้ชีวิตอยู่ในเขตสงคราม” จาร์วิส ค็อกเกอร์ เผย “สำหรับเด็กที่เติบโตมาในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความโกลาหล หรือว่าต้องนั่งเรียนในห้องเรียนที่ไม่ปลอดภัยด้วยความรู้สึกที่ว่าเรากำลังตกอยู่ในอันตรายตลอดเวลา คุณลองคิดถึงความรู้สึกเหล่านั้นดูสิ ในฐานะผู้ใหญ่หรือศิลปิน หน้าที่ของเราคือการทำทุกวิถีทางเพื่อหยิบยื่นช่วงเวลาแห่งความปิติยิน, ความสงบสุขและการพักรบทางจิตใจเพื่อให้เด็กๆ เหล่านี้ได้มีโอกาสหลีกหนีจากความโหดร้ายที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่บ้าง”

เพื่อให้ผู้ฟังรับรู้ได้ถึงความไม่ปราณีปราศรัยของสงคราม เพลง Begging for Change ของวง Pulp จึงเลือกใช้ซาวด์ที่ค่อนข้างรุนแรงในแบบโพสต์พังก์, โปรโตพังก์ และการาจร็อก ซึ่งเป็นแนวเพลงที่หาฟังได้ยากมากจากวง Pulp ที่มักจะทำเพลงในแนวอินดี้ร็อกที่มีเมโลดีและฮาร์โมนีที่ติดหูและสวยงามมากกว่า

จาร์วิส ค็อกเกอร์ ยังคงเป็นนักเล่าเรื่องที่เก่งฉกาจ เขาใช้การเล่นคำที่สื่อความหมายของคำว่า Change ได้หลายนัย เพราะมันสามารถแปลได้ทั้งคำว่า “เศษเงิน” และ “การเปลี่ยนแปลง” ซึ่งถ้าหากตีความผ่านมุมมองของเด็กในสภาวะสงครามแล้วล่ะก็ คำว่า Begging หรือการร้องของนั้นมีความหมายมิติทีเดียว ประการแรกก็คือการร้องขอเพื่อความอยู่รอด ซึ่งถูกเน้นยำในช่วงท้ายของเพลงที่ว่า "I beg to live. I beg to breathe. I beg for food. I beg to exist" นี่คือคำร้องขอเพียงปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต

ประการต่อมาก็คือความปรารถนาในการเปลี่ยนโชคชะตาของตัวเอง (Changing the Storyline) เพราะอนาคตของพวกเขาถูกขีปนาวุธทำลายลงจนกลายเป็นซากตึกไปเสียแล้ว ดังนั้นการขอผู้ใหญ่ให้หาพื้นที่แห่งความหวังให้กับเขาแทนที่สิ่งที่แหลกสลายไปแลวก็คือสิ่งที่ยิ่งกว่าจำเป็น ในเพลงที่มีกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างรวมถึงการเปลี่ยนชื่อหรือการเปลี่ยนเสียง (ของตัวเองให้ดังขึ้น) ที่สื่อถึงการหลุดพ้นไปจากเหยื่อสงคราม ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ที่เด็กไม่ต้องการเพื่อที่จะได้เป็นเด็กธรรมดาที่สามารถเล่นและเรียนได้โดยที่ไม่ต้องหวาดกลัวถึงภยันตรายใดๆ และท่อนที่แต่งออกมาในเชิงประชดประชันได้อย่างเจ็บแสบมากก็คือ "You pay with your life, they pay with their card" เพราะในขณะที่ผู้ใหญ่ที่มีอำนาจเล่นเกมการเมืองที่ลงเอยด้วยสงคราม (ใช้เงินซื้อและขายอาวุธเพื่อความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจและการเมือง) แต่คนที่ต้องจ่ายมากที่สุดก็คือเด็กและผู้บริสุทธิ์ เพราะพวกเขาต้องจ่ายมันด้วยชีวิตที่ปลิดปลิวไปโดยที่ไม่อาจหวนคืนกลับมาได้อีกเลย

หากโลกยังไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลงเชิงในโครงสร้างอย่างแท้จริง การอ้อนวอนขอการเปลี่ยนแปลงอาจจบลงด้วยการถูกจองจำอยู่ในวงจรแห่งความขัดแย้งต่อไปไม่รู้จบ นี่คือประวัติศาสตร์ที่จะซ้ำรอยเดิมต่อไปถ้าหากผู้มีอำนาจยังมองไม่เห็นคุณค่าของชีวิตมนุษย์สำคัญมากกว่าเม็ดเงินที่ได้จากการค้าอาวุธและการบุกรุกดินแดนเพื่อที่จะได้มีอำนาจต่อรองต่อประเทศอื่นๆบนเวทีโลก

จาร์วิส ค็อกเกอร์ ใช้เวลาพอสมควรในการปรับแต่งเนื้อหาของเพลง ก่อนที่จะได้พบปะพูดคุยกับ จอห์นนี มาร์ อดีตมือกีตาร์แห่งวง The Smiths ซึ่งเป็นเพื่อนที่เขาไม่ได้เจอมานานแล้ว หลังจากนั้น จาร์วิส ก็ได้ทำความรู้จักกับ เค เทมเพสต์ (Kae Tempest) ศิลปินแนว Spoken Word (ศิลปะการแสดงที่นำการพูด, บทกวี และการแสดงประกอบดนตรีมาผสมกันอย่างกลมกลืน), กรีน แชทเทน แห่งวง Fontaines D.C. และ คาร์ท บารัต แห่งวง The Libertines ทั้ง 4 คนได้มาร่วมกันร้องประสานเสียงให้กับวง Pulp ด้วย ซึ่งเป็นโอกาสที่หาฟังกันไม่ได้ง่ายๆ

วกกลับมาที่ เจมส์ ฟอร์ด อีกครั้ง การร่วมมือกันระหว่างศิลปินที่ต้องการรายละเอียดในการสร้างสรรค์งานเพลงทุกขั้นตอนแบบนี้เป็นเรื่องยากมากแค่ไหนสำหรับเขาที่ต้องสั่งงานอยู่ที่ห้องผู้ป่วยในโรงพยาบาล “ผมแทบจะไม่ได้เอาเฮดโฟนออกจากหูเลย Space Bar เป็นปุ่มมหัศจรรย์สำหรับผม เพราะทันทีที่ผมกดปุ่มนี้ ผมจะสามารถพูดกับทุกคนในสตูดิโอได้ มันเป็นประสบการณ์ที่ค่อนข้างเหนือจริงอยู่เหมือนกันนะ มันได้มอบความรู้สึกอบอุ่นและมึนๆให้ผมอยู่เหมือนกัน ซึ่งผมไม่แน่ใจว่ามันมาจากยาสลบหรือว่าความรู้สึกลึกๆในใจ ผมภูมิใจมากที่เราทุกคนได้ทำทุกอย่างให้สำเร็จด้วยความมุ่งมั่นสามัคคีจริงๆ”

ศิลปินทุกคนที่ร่วมโปรเจกต์นี้ได้มอบลิขสิทธิ์เพลงต้นฉบับของแต่ละเพลงในอัลบั้ม HELP(2) ให้กับทาง War Child Records อย่างไม่มีเงื่อนไข ทางกลุ่ม Beggars Group ก็มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการประสานงานด้านโลจิสติกส์เพื่อให้ทุกอย่างเป็นจริงได้ โดย ริช คลาร์ก กล่าวว่าทุกคนที่มีส่วนร่วมกับอัลบั้มชุดนี้ต่างก็ทุ่มสุดตัวเพื่อที่จะให้ตัวอัลบั้มสร้างสิ่งที่พิเศษที่สุดต่อโลกใบนี้ โดยทางค่ายเพลงและผู้ที่เกี่ยวข้องได้งดเว้นค่าธรรมเนียมในการจัดจำหน่ายด้วย

เจมส์ ฟอร์ด เผยว่า “โลกยุคใหม่เต็มไปด้วยความขัดแย้งมากมาย การทำอัลบั้มชุดนี้ให้สำเร็จได้ด้วยความมุ่งมั่นสามัคคีและทุกคนคือผู้ให้อย่างแท้จริงได้สร้างความหวังที่ยากจะหาได้จากโลกทุนนิยม คุณก็รู้ใช่ไหมว่าในตอนนี้โลกมันพังทลายไปถึงไหนแล้ว เราต้องถามตัวเองอยู่บ่อยๆว่า มันยังมีความหวังอะไรเหลืออยู่อีกนะ ผมพูดตามตรงเลยว่าไม่มีสิ่งใดในโลกอีกแล้วที่จะมอบความหวังให้กับผมได้ นอกจากดนตรี มันเป็นสิ่งที่สร้างคุณค่าและความหมายให้ผมได้อย่างลึกซึ้ง และถ้าความรู้สึกนั้นสามารถส่งต่อไปยังคนอื่นๆได้บ้างผ่านโปรเจกต์นี้ นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่ผมและทีมงานทุกคนจะคาดหวังได้แล้ว”

งานวิชวล 'by children, for children'

ผู้ใหญ่มักมีชุดความคิดว่าเด็กก็คือเด็ก เด็กอ่อนต่อโลกและไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความรุนแรง นี่คือการตีกรอบอัตลักษณ์ของเด็กแบบเหมารวมที่ไม่ถูกต้อง เพราะเด็กที่ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศที่คุกรุ่นไปด้วยวงครามต่างก็เป็นนักสู้ จริงอยู่ที่พวกเขาเหวาดกลัว แต่ด้วยความที่พวกเขาไม่เข้าใจบริบททางการเมืองและไม่ทั้งซ้ายจัดหรือขวาจัด เด็กจึงวางตัวอยู่ตรงกลางได้อย่างเป็นธรรมชาติ เรียนรู้ที่จะมีความสุขในพื้นที่ที่คนทั่วโลกมองว่าไม่มีความหวังใดๆ หลงหลืออยู่อีกแล้ว แต่เด็กๆ นั่นแหละคือความหวังที่ทอประกายมากที่สุด

คอนเซปต์ที่ทางมูลนิธิ War Child วางเอาไว้ก็คือการนำเสนอภาพลักษณ์ของเด็กในมุมที่น่ายกย่อง, ให้เกียรติและถ่ายทอดพลังอันล้นเหลือของวัยเยาว์ออกมา War Child ไม่มีวันใช้ภาพที่แสดงให้เห็นถึงร่างกายที่ได้รับบาดเจ็บหรือเด็กที่ได้รับบาดแผลทางจิตใจมานำเสนอเด็ดขาด สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นผ่านหน้าปกอัลบั้ม HELP(2) ที่หลายคนสงสัยว่าทำไมถึงต้องเป็นเด็กผู้ชายกำลังวิ่งลุยน้ำอยู่

การวิ่งด้วยความเร็วสูงเป็นการจับห้วงขณะแห่งการก้าวข้ามขีดจำกัดและการหลบหนีออกจากความจริงที่โหดร้าย เด็กทั่วโลกต่างก็มีพรสวรรค์นั้น พวกเขามักค้นพบความหวังและแสงสว่างที่หลบอยู่ในมุมที่มืดที่สุดเสมอ ภาพของเด็กชายที่กำลังวิ่งลุยน้ำแม้จะเป็นภาพสะท้อนถึงความโหดร้ายของสงคราม แต่ในขณะเดียวกันมันก็มีความสว่างไสวที่เรืองรองมาจากตัวเด็กเองด้วย ซึ่งนั่นก็คือการเฉลิมฉลองของวัยเยาว์ หน้าปกอัลบั้มมีการปรับเกรดสีให้ดูนวลตาเพื่อแสดงให้เห็นถึงความสุขที่ปราศจากพันธนาการ ไม่ว่าจะเป็นความรื่นเริง แสงสว่างและน้ำที่เป็นตัวแทนของสรรพสิ่ง

ไอเดียในการออกแบบปกและภาพเคลื่อนไหวสำหรับโปรเจกต์ทั้งหมดเป็นความคิดสร้างสรรค์ของ โจนาธาน เกลเซอร์ เขาเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ที่เข้าถึงจิตวิญญาณของเด็กได้ดี การได้ทีม Academy Films มาต่อยอดแนวคิดของ โจนาธาน ก็นับว่าท้าทายอยู่ไม่น้อย เพราะมีการคัดเลือกกล้องหลายๆ รุ่นสำหรับมอบให้กับเด็กๆวัย 8 และ 9 ขวบเพื่อนำไปบันทึกภาพเหล่าศิลปินขณะที่กำลังเล่นดนตรี, ร้องเพลง และบันทึกเสียงอยู่ โดยที่ไม่จำกัดอาณาเขตใดๆ เลย นั่นหมายความเด็กจะสามารถเข้าไปอยู่ในพื้นที่ไหนของสตูดิโอก็ได้ จะอยู่ใกล้กับตัวศิลปินมากแค่ไหนก็ได้ มันสะท้อนแนวคิดในมุมกลับว่าถึงแม้ Abbey Road Studios จะเป็นดั่งสมรภูมิรบก็ตาม ก็ไม่มีใครมีสิทธิ์ที่จะไปห้ามไม้ให้พวกเขาเข้าไปยังโซนหวงห้าม เพราะทุกพื้นที่คือสนามเด็กเล่น และเด็กทุกคนในโลกจะต้องได้เล่นสนุกตามประสา ดังนั้นภาพทุกภาพที่เด็กๆถ่ายก็คือการเล่นของเขาและทุกคนจะได้เห็นทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในสตูดิโอผ่านสายตาและมุมมองของเด็กอย่างแท้จริง

ไม่ได้มีเพียงแต่ภาพของศิลปินระดับโลกที่กำลังทำเพลงอยู่ในสตูดิโอที่ผู้ชมเห็นผ่านมุมมองของเด็กเท่านั้น แต่ยังมีการส่งกล้องวิดีโอไปให้เด็กๆ ที่อยู่ในพื้นที่สงครามของฉนวนกาซา, เยเมนและซูดานอีกด้วย ขั้นตอนการส่งมอบวิดีโอให้เด็กๆในแถบ War Zone ไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ด้วยการประสานกับมูลนิธิเพื่อสันติภาพท้องถิ่นและ Academy Films สิ่งนี้จึงเป็นความจริงขึ้นมาได้

ทีมงานไม่ได้มอบโจทย์อะไรมากไปกว่าวิธีการบันทึกภาพแบบง่ายๆ ให้เด็ก ๆนำกล้องไปถ่ายเพื่อนวัยเดียวกันอย่างสนุกสนาน และด้วยวิสัยทัศน์ของ โจนาธาน เกลเซอร์ ที่มองว่าไม่ว่าจะเป็นเด็กชาติไหนก็ตาม ความขัดแย้งจะมลายหายไปจนหมดถ้าหากว่าพวกเขามีเพื่อนที่พร้อมจะออกไปวิ่งเล่น, กระโดด, ปีนป่าย, หัวเราะ หรือแม้กระทั่งหกล้มจนกล้องหลุดออกจากมือ สิ่งที่น่าสนใจก็คือมีเด็กหลายคนเลยทีเดียวที่เลือกจะถ่ายภาพธรรมชาติอันสวยงามที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของบ้านเมือง

ภาพเหล่านี้สะเทือนอารมณ์อย่างลึกซึ้ง เพราะมันเต็มไปด้วยพลังบวกและเป็นการส่งต่อกำลังใจ ภาพความขัดแย้งที่ควรจะคุกรุ่นไปด้วยความโกรธและความเกลียดชังกลายเป็นความความหวังและแสงสว่าง มีความเป็นมนุษย์นิยมอยู่ในแทบจะทุกช็อตที่เด็กถ่ายมา เพราะความเยาว์เป็นภาษาสากลที่ทุกคนเข้าใจได้

เด็กคือแรงบันดาลใจในการทำเพลงในสตูดิโอ

คอนเซปต์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ใหญ่ควรมองว่าเด็กเป็นศูนย์กลางของอนาคต นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะไม่ว่าเด็กจะถือกล้องถ่ายสิ่งใดก็ตามที่พวกเขาเห็น สิ่งนั้นคือความจริงแท้สำหรับพวกเขา ไม่มีอะไรที่มาเบี่ยงเบนความสนใจจากพวกเขาได้ ไม่มีทั้งความขัดแย้งทางการเมือง, ความแตกต่างทางด้านเชื้อชาติ, ความร่ำรวยหรือว่ายากจน, ประเทศไหนที่ถือครองอาวุธมากกว่ากัน, ประเทศมหาอำนาจก่อสงครามเพื่อปราบผู้ก่อการร้ายหรือว่าผลประโยชน์ทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจ และอีกมากมาย เด็กถ่ายสิ่งที่พวกเขาอยากเห็น พวกเขาอยากเห็นเพื่อนที่เล่นด้วยกันเท่านั้น ไม่ใช่รอยกระสุนบนผนังตึก, บ้านเมืองที่พังราบเป็นหน้ากลอง หรือว่าซากรถถังที่ย่อยยับด้วยแรงระเบิด

เช่นเดียวกันกับที่ Abbey Road Studios พวกเขาอยากรู้ว่าอะไรที่ทำให้เกิดเสียงนั้นเสียงนี้ เครื่องดนตรีเล่นอย่างไร ผู้ใหญ่กำลังทำอะไรอยู่ ทั้งหมดนี้มาจากความสงสัยใคร่รู้ เด็กๆไม่สนว่าศิลปินคนนั้นคนนี้จะดังขนาดไหน เพราะมันไม่ใช่กงการอะไรของเด็ก เช่นเดียวกับความขัดแย้งของพวกผู้ใหญ่ ที่ไม่ใช่เรื่องที่เด็กต้องคอยมาใส่ใจเช่นกัน

ในโลกที่หมุนด้วยอำนาจของผู้ใหญ่ แต่ในช่วงระยะเวลาสั้นๆของเดือนพฤศจิกายนปี 2025 ณ Abbey Road Studios โลกกลับเปลี่ยนไปหมุนด้วยความบริสุทธิ์ของเด็กๆ เพราะไม่ว่าจะเป็น เดมอน อัลบาร์น, โอลิเวีย ร็อดริโก, จาร์วิส ค็อกเกอร์, เบ็ธ กิบบอนส์ และอีกมากต้องเป็นฝ่ายปรับตัวเข้าหากล้องในมือของเด็กๆ ซึ่งการปรับตัวนี้ทำให้ผู้ใหญ่มีความนอบน้อมมากขึ้นและในขณะเดียวกันต่อให้ดังแต่ไหน พวกเขาก็ต้องลดทอนอีโก้ของตัวเองลง เพื่อให้ทำงานเพลงอย่างราบรื่นต่อไปให้ได้ โดยที่ไม่มองว่าตัวเองถูกรบกวน เพราะสตูดิโอแห่งนี้คือสนามเด็กเล่น และในมุมมองของเด็กแล้ว ทุกพื้นที่ในสตูดิโอล้วนกระตุกต่อมความรู้อยากเห็นทั้งนั้น

ทั้ง Abbey Road Studios และพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบต่อสงครามแตกต่างกันมากเหลือเกินในสายตาของผู้ใหญ่ แต่ในสายตาของเด็กๆมันคือสิ่งที่เดียวกัน มันเป็นทั้งสนามเด็กเล่นและพื้นที่แห่งการเรียนรู้ ไม่ใช่สตูดิโอที่ศักด์สิทธิ์ที่สุดแห่งหนึ่งในประวัติศาสตร์วงการดนตรีโลก หรือบ้านเมืองที่พังพินาศเพราะแรงระเบิด

การบันทึกภาพนี้ไม่ใช้การเก็บภาพเบื้องหลัง หากแต่เป็นการลดระดับอีโก้หรืออะไรก็ตามที่ขวางกั้นความสัมพันธ์ระหว่างซูเปอร์สตาร์กับเด็กๆให้เหลือเพียงแค่ความเท่าเทียมกันในฐานะมนุษย์ และอำนาจในการเล่าเรื่องของผู้สังเกตการณ์ก็อยู่ในมือของเด็กที่ไม่ใช่เหยื่อแต่เป็นผู้บันทึกเหตุการณ์ และความสวยงามที่ โจนาธาน เกลเซอร์ ได้รับก็คือภาพวิดีโอที่แทบจะไม่มีช็อตไหนที่สมบูรณ์เลย แต่ในความไม่สมบูรณ์ที่ไร้การปรุงแต่งนี้สะท้อนความไร้เดียงสาของเด็กๆออกมาได้อย่างหมดจด นี่แหละคืออาวุธทางอารมณ์ที่ทรงพลังที่สุดที่สุดในการสร้างความรู้สึกเห็นอกเห็นใจให้กับผู้ชม

งานศิลปะของ โจนาธาน เกลเซอร์ มักเรียบง่ายและเงียบเชียนแต่ทว่าส่งเสียงดังสนั่นให้เกิดขึ้นภายในความรู้สึกเสมอ สำหรับโปรเจกต์ HELP(2) เขาพอใจที่งานที่เขาคิดและสร้างสรรค์เป็นสารคดีชีวิตที่ย้ำเตือนว่า

"จริงอยู่ที่สงครามพรากบางอย่างไปจากเด็กๆ ก็ได้ แต่ไม่สามารถพรากการเล่นสนุกตามธรรมชาติของเด็กทุกเชื้อชาติไปได้เลย" และผู้ใหญ่จะได้เรียนรู้อะไรอีกมากมายจากเด็กเหล่านี้เสมอถ้าลดทอนอีโก้ของตัวเองลงได้

บรรยากาศในสตูดิโอ

หลายคนอาจจะสงสัยว่าแล้วบรรยากาศในสตูดิโอล่ะ เป็นอย่างไรบ้าง? คนที่ตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุดคือ ริช คลาร์ก ที่อยู่กับทุกฝ่ายมาตั้งแต่แรกและดูแลในเรื่องของการจัดคิวศิลปินในการบันทึกเสียงในสตูดิโอด้วย ทุกคนตื่นเต้นที่ได้พบกับ โจนาธาน เกลเซอร์ ที่เป็นนักทำหนังและศิลปินที่ทุกคนชื่นชมยกย่องเหมือนกันหมด วง English Teacher มักจะกอดกันเวลาที่ทางวงรู้สึกตื่นเต้นหรือประหม่า ซึ่งก็ช่วยได้ดีทีเดียว ด้าน ลิลี่ แห่งวง Fontaines D.C. ถึงกับหยุดกิจกรรมทุกอย่างเพื่อที่จะไป เซย์ เฮลโล กับ จาร์วิส ค็อกเกอร์ เพราะนักร้องและนักแต่งเพลงแห่งวง Pulp คนนี้เป็นฮีโร่ของเขา

ในสตูดิโอเต็มไปด้วยศิลปินยอดฝีมือ ซึ่งคนที่ดูจะตื่นเต้นกับทุกเพลงที่แต่ละวงเล่นออกมามากที่สุดคือ จอห์นนี มาร์ ที่มักแอบไปดูศิลปินแต่ละคนเล่นดนตรีอยู่เสมอ โดยเขาแอบเข้าไปดูวง Fontaines D.C. ซ้อมเพลง Black Boys on Moped ซึ่งเป็นการโคฟเวอร์เพลงเก่าของ ซีเนด โอ’คอนเนอร์ แต่ก็ไม่ได้ให้คำแนะนำอะไรนอกจากรอยยิ้มที่มุมปาก

ริช คลาร์ก เผยว่าเขาชอบบรรยากาศการทำงานแบบนี้มาก เพราะมันไม่มีเรื่องของผลประโยชน์, การโฆษณาหรือความคาดหวังใดๆมาสร้างความกดดัน ทุกคนทำงานกันอย่างเป็นอิสระด้วยบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสุขและเมื่อตัดสิ่งที่สร้างแรงกดดันดังกล่าวออกไปทั้งหมด สิ่งที่ทุกคนจะได้รับกลับมาก็คือการได้ทำความรู้จักกันจริงๆ หลายคนไม่เคยเจอกันมาก่อน ถ้าหากเป็นการทำงานในอุตสาหกรรมดนตรีปรกติ ในช่วงเวลาที่จำกัดขนาดนี้ไม่มีทางที่แต่ละคนจะได้พูดคุยกันแน่นอน แต่เขาเห็นมิตรภาพที่งอกเงยขึ้น หลายคนกลายเป็นเพื่อนและสนิทกันอย่างรวดเร็วจากการพูดคุยกันไม่กี่นาที สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงแก่นของอัลบั้มชุดนี้ที่ต้องการสร้างพื้นที่ที่ทำให้ไม่ว่าใครก็ตามอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขด้วย

เบื้องหลังการทำอัลบั้มและบริบทที่ซุกซ่อนในแต่ละเพลง

Flags เป็นเพลงที่ เดมอน อัลบาร์น แต่งทำนองเอาไว้ล่วงหน้าและรอให้ศิลปินคนอื่นๆเข้ามามีส่วนร่วมในการแต่งเพลงด้วยกัน เค เทมเพสต์ และ กรีน แชทเทน ต่างก็เขียนเนื้อร้องในส่วนของตัวเองเพื่อโต้ตอบกัน ส่วนนักดนตรีที่เข้ามามีบทบาทในเพลงนี้ด้วยก็มี จอห์นนี มาร์ ที่เล่นกีตาร์และร่วมร้องเพลงในคณะประสานเสียง เอเดรียน อัตลีย์ (วง Portishead) ร่วมเล่นกีตาร์ เฟมี โคเลโอโซ (วง Ezra Collective ดูแลภาคริทึม) เซเย อเดเลกัน (วง Gorillaz เล่นเบส) เดมอน เล่าว่าการบันทึกเสียงเพลงนี้ใช้เวลา 2 วัน สิ่งที่ดึงดูดเป็นพิเศษก็คือการได้เห็นเด็กๆมาถ่ายทำในสตูดิโอ เพราะมันเป็นแรงบันดาลใจและช่วยให้เราทำเพลงกันได้ดีขึ้นเพื่อที่จะสามารถสื่อสารกับเด็กได้ด้วย พูดได้ว่าเด็กคือส่วนกระบวนการสำคัญที่สุดในการทำเพลงนี้เลย ทางด้าน กรีน ก็เผยว่าการได้ร่วมงานกับศิลปินในดวงใจแบบนี้ไม่ต่างจากการได้รับของขวัญที่พิเศษที่สุดในชีวิต

จุดเด่นของเพลงนี้คือการแบ่งคณะประสานเสียงออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือคณะนักร้องประสานเสียงที่เป็นเด็กจำนวน 43 คน และคณะนักร้องประสานเสียงผู้ใหญ่ที่ได้ จาร์วิส ค็อกเกอร์, คาร์ล บารัต และ เดแคลน แมคเคนนา มาร่วมร้องด้วย เพลงนี้ขับเคลื่อนด้วยโน้ตเปียโนที่ไม่ซับซ้อนแต่มีการคุมจังหวะที่แม่นยำมาก ส่วนหัวใจสำคัญของเพลงอยู่ที่การตั้งคำถามว่าในโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งนี้ เราจะยึดติดกับสัญลักษณ์ซึ่งก็คือกำแพงที่กั้นกลางขวางมนุษย์ด้วยกันไปอีกนานแค่ไหน

กำแพงดังกล่าวก็คือธงที่ไม่ได้หมายถึงความเป็นชาติและในโลกยุคใหม่มันถูกนำไปใช้เพื่อโบกสะบัดเพื่อให้คำว่า “เรา” และ “เขา” อยู่ไกลห่างออกจากกันไปเรื่อยๆ โดยเนื้อเพลงท่อนหนึ่งที่แต่งว่า "Stitch a tear to a prayer. Fly it so they see. See it turn to sails that catch the wind, and follow it until it leaves" พูดถึงคนเราที่มักจะมองเห็นความแตกต่างก่อนที่จะมองเห็นความเหมือนหรือความเท่าเทียมกัน และเราควรใช้ธง (ชาติ) หลายๆผืนที่สร้างความแตกต่างนั้นมาสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันด้วยการทำให้มันเป็นใบเรือใบเดียวกันเพื่อที่จะก้าวข้างความขัดแย้งไปให้ได้

Universal Soldier โดยวง Depeche Mode เพลงนี้ขับเคลื่อนด้วยเสียงสังเคราะห์ในฟอร์มดนตรีอิเล็กทรอนิก/ดาร์กเวฟตามแบบฉบับของวง งานโปรดักชั่นของเพลงนับว่ายอดเยี่ยมมากทั้งในแง่ของการเรียบเรียงดนตรีและใช้เสียงเบสและเสียงในย่านความถี่สูงที่กลืนไปในทิศทางเดียวกันได้อย่างน่าทึ่ง การมิกซ์ดนตรีในแนวทางนี้เข้ากับเนื้อหาของเพลงได้เป็นอย่างดีด้วย

นี่ไม่ใช่เพลงของ Depeche Mode แต่เป็นเพลงเก่าของที่แต่งเนื้อร้องโดย บัฟฟี เซนต์-มารี และเป็นซิงเกิลของวงโฟล์กจากยุค 60 อย่างวง The Highwaymen เนื้อหาของเพลงนี้ไม่ได้โจมตีตัวบุคคลหรือประเทศใดประเทศหนึ่งที่เป็นตัวการในการก่อสงคราม แต่มันคือการ “รื้อถอนโครงสร้าง” (Deconstruct) กลไกของสงครามออกมาให้เห็นว่ามันดำรงอยู่ได้เพราะอะไร

Universal Soldier คือการบอกโดยนัยว่าทหารจะเป็นใครก็ได้ไม่ว่าจะเป็นชาติไหนก็ตาม และมีการเอ่ยถึงฮิตเลอร์และซีซาร์ด้วยว่าผู้นำที่ลุแก่อำนาจนี้จะไม่มีทางยิ่งใหญ่ได้เลยถ้าหากไม่มีทหารที่มาตายเพื่อปูทางความยิ่งใหญ่เกรียงไกรให้ ส่วนทหารก็ไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากการเอาชีวิตรอด โดยมีท่อนหนึ่งของเพลงที่แต่งว่า "เขารู้ว่าไม่ควรฆ่า แต่เขาก็รู้อยู่ดีว่าต้องฆ่า" ทหารมีความเป็นมนุษย์มีศีลธรรม แต่ถูกกลไกของสงครามกดทับจนต้องทำในสิ่งที่ขัดกับมโนธรรมของตัวเองเพื่อรักษาผลประโยชน์ของ "ฝ่ายเรา" เท่านั้น แต่หากพูดถึงภาพรวมแล้ว เพลงนี้มองสงครามว่าเป็น "ความรับผิดชอบร่วมกัน" เพราะหากปราศจากความยินยอมของประชาชนที่จะเป็นทหารแล้วล่ะก็ สงครามก็ไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย

Sunday Morning ของวง Velvet Underground เป็นเพลงที่ไม่ได้มีความเชื่อมโยงกับสงครามก็จริง แต่ด้วยบรรยากาศของเพลงและเนื้อหาบางท่อนมาวิพากษ์กับสงครามในโลกยุคใหม่ก็จะพบว่ามันได้สร้างบริบทใหม่ขึ้นมาได้อย่างน่าสนใจและเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าเพลงเก่าของวงอาร์ตร็อกระดับตำนานวงนี้อยู่เหนือกาลเวลาจริงๆ

เบ็ธ กิบบอนส์ แห่งวง Portishead นำเพลงนี้มาโคฟเวอร์ในสไตล์เพลงอะคูสติกบัลลาดโดยใช้กีตาร์โปร่งในการบรรเลงเพลง มีการใช้คีย์บอร์ดที่สร้างเสียงกังวานล่องลอยเพื่อเสริมความเหงาให้กับเพลงมากขึ้น "It's just the wasted years so close behind" และ "It's all the streets you crossed not so long ago" เป็นท่อนที่ทำให้ความเหงาในวันหยุดเปลี่ยนบริบทไปทันทีถ้าหากมองในมุมของสงครามที่ไม่ว่าใครก็ตามที่เคยเผชิญหน้าและได้รับบาดแผลจากการต่อสู้ สิ่งนั้นจะตามหลอกหลอนเราทั้งในชีวิตจริงและในความฝัน เพราะความดีงามและสดใสของชีวิตที่เคยผ่านมาก่อนหน้านี้ได้ถูกทำลายไปแล้วอย่างสูญเปล่าเพราะความสูญเสีย

Let’s Do It Again! ของวง The Last Dinner Party เพลงนี้น่าสนใจตรงทั้งในแง่ของสไตล์ดนตรีและโครงสร้างของการเล่าเรื่องที่มีความประชดประชันอยู่ไม่น้อย นี่คือเพลงในแนวอาร์ตร็อกและพาวเวอร์ป็อปที่มีกลิ่นอายของดนตรีร็อกแอนด์โรลผสมอยู่ เนื้อหาของเพลงถึงแม้ว่าจะพูดถึงความสัมพันธ์ของคู่รักในเชิง Toxic แต่มันกลับถ่ายโอนบริบทไปในเชิงการต่อสู้ได้ด้วย

เพราะการกล่าวถึงกิจวัตรทั้งรักทั้งชังที่เชิญชวนให้ทำซ้ำแบบวนลูปเช่นนี้แสดงให้เห็นถึงวงจรแห่งความรุนแรงและสิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นก็คือเมื่อมันกลายเป็นเรื่องปรกติก็กลับกลายเป็นว่าเราได้เสพติดวงจรรักแท้ในคืนหลอกหลวงนี้ไปเสียแล้ว

มีการกล่าวถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้นภายในบ้าน "Cut down the willow tree", "Knocked it down", "Pins on the floorboards" ภาพเหล่านี้เปรียบเปรยถึงบ้านที่เคยปลอดภัยแต่กลับถูกความรุนแรงจากสงครามที่เข้ามารุกล้ำ สิ่งเหล่านี้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนกลายเป็นสนามรบภายในบ้าน และเมื่อพูดถึงบ้านเมื่อไหร่ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงในบ้านมากที่สุดก็คือเด็ก นี่คือสภาวะที่มนุษย์ติดหล่มอยู่ในกับดักของอดีต และถูกซ้ำเติมจากวงจรของการทำลายล้างได้ ซึ่งก็คือสถานะของโลกของเราในขณะนี้ที่พยายามแสวงหาสันติภาพ แต่ก็มักจะลงเอยด้วยการต่อสู้แย่งชิงอำนาจจนเกิดการต่อสู้อย่างรุนแรงอยู่เสมอ วนเวียนไปแบบนี้ไม่รู้จบ

Parasite ของวง English Teacher ที่ได้ แกรห์ม ค็อกซอน มาร่วมฟีเจอริงเป็นเพลงโพสต์ร็อกที่มีไลน์กีตาร์ที่สร้างทั้งริทึมและเมโลดีออกมาได้อย่างงดงามทีเดียว เพลงนี้สะท้อนแนวคิดการใช้ชีวิตแบบเบียดเบียนผู้อื่นระหว่าง “ผู้นำ” กับ “ประชาชน” แต่มันเป็นวงจรอุบาทว์ที่ไม่อาจะหลีกเลี่ยงได้เหมือนท่อนแรกของเพลง (I can't escape you, try as I might)

การถูกล้างสมองด้วยการสร้างความเชื่อแบบผิดๆเช่นข่าวปลอม, การนำเสนอข่าวด้านเดียว, เขาผิดเราถูกและอื่นๆถือเป็นปรสิตทางอุดมการณ์เพื่อสร้างความชอบธรรมในการก่อสงคราม และในสงครามยุคใหม่ ทั้งผู้ล่าและผู้ถูกล่าต่างต้องพึ่งพาความรุนแรงนั้นเพื่ออยู่รอด (We both gotta feed) ส่วนท่อนที่ร้องว่า "You don't swing in our moral playground, do you, babe?" คือการวิพากษ์วิจารณ์ความเสื่อมทรามของศีลธรรมในยุคสงครามผ่านสนามเด็กเล่นทางศีลธรรมได้อย่างแสบสันต์ไม่น้อย

"Without you sitting there, I've eaten everyone" เป็นท่อนที่น่าสยดสยองมาก เพราะมันสะท้อน "ภาวะจำยอมในสงคราม" ได้ดีที่สุด สงครามทำให้มนุษย์กลายร่างเป็นสัตว์ร้ายเพื่อความอยู่รอด หากขาด ความเป็นมนุษย์หรือความเข้าใจเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (ที่ในเพลงเปรียบกับคนที่นั่งอยู่ตรงข้าม) เราก็พร้อมจะหันไปเข่นฆ่าผู้อื่นเพียงเพื่อรักษาผลประโยชน์ของฝ่ายตนเอง นี่แหละคือสารัตถะของสงครามอันเป็นวงจรที่ไหลเวียนเป็นวงกลมเหมือนท่อน Outro ของเพลงที่ร้องว่า "We both gotta, both gotta…" ซ้ำไปซ้ำมา

วง Fontaines D.C. นำเพลง Black Boys on Mopeds ของ ซีเนด โอ’คอนเนอร์ มาทำใหม่ในฟอร์มที่ฉีกไปจากดนตรีแนวอินดี้ร็อกอันเป็นเอกลักษณ์ของวงไปค่อนข้างมาก นี่คือเพลงช้าที่ถูกถมด้วยกำแพงแห่งเสียงที่มีทั้งแนวอะคูสติกป็อปและนอยซ์ร็อกที่นำวงเสียงเครื่องสายที่ทั้งไพเราะและน่าหวาดผวาเข้ามาเสริมในช่วงท้ายของเพลงด้วย

นี่คือเพลงที่ตั้งคำถามถึงความจริงของรัฐ (ในที่นี้คืออังกฤษในยุคที่ มาร์กาเรต แธตเชอร์ เป็นผู้นำประเทศ) ที่สร้างภาพลักษณ์ตัวเองว่ารักสันติและมีศีลธรรม แต่ในขณะเดียวกันกลับใช้อำนาจป่าเถื่อนกับพลเมืองที่ไม่มีทางสู้ของตนเอง และการแสดงความที่ตกใจกับการประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมินในปักกิ่งของ แธตเชอร์ ทั้งที่ตัวเองก็สร้างการรุนแรงต่อคนในชาติไม่ต่างกันรวมถึงการที่เธอไม่ให้ “สถานะนักโทษการเมือง” กับกลุ่ม IRA ที่นำไปสู่เหตุการณ์ประท้วงอดอาหารของ บ็อบบี้ แซนด์ส จนกระทั่งเขาเสียชีวิตในปี 1981 เป็นการสะท้อนว่าเธอก็คือเครื่องจักรสงครามที่ไม่ได้ใช้อำนาจไว้เพื่อปกป้องใคร แต่เธอใช้มันเป็นเครื่องมือของสำหรับจัดการคนอีกกลุ่มหนึ่งเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองเท่านั้น สิ่งเหล่านี้ยังคงปรากฏให้เห็นได้อย่างชัดเจนในสงครามตัวแทนอยู่เสมอ

ท่อนที่เขียนว่า "And I love my boy and that's why I'm leaving" แสดงให้เห็นถึงภาวะสิ้นหวังของคนเป็นแม่ที่ไม่อยากให้ลูกเติบโตมาในโลกที่ต้องเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดจากความโหดร้ายของรัฐ นี่คือความเชื่อมโยงที่แนบแน่นที่สุดกับอัลบั้ม HELP(2) เพราะมันคือมุมมองจากคนที่มองเห็นว่า "โลกของผู้ใหญ่" กำลังทำลาย "ความเป็นเด็ก" ของลูกๆอย่างเลือดเย็นอย่างไรบ้าง

Beabadoobee หยิบเพลง Say Yes ที่นักร้องและนักแต่งเพลงผู้ล่วงลับ เอลเลียต สมิธ แต่งขึ้นหลังจากที่ได้เลิกรากับ โจแอนนา โบล์ม มือเบสหญิงแห่งวง Stephen Malkmus and the Jicks ได้ไม่นาน เห็นได้ชัดว่า เอลเลียต แต่งเพลงนี้ขึ้นมาเพื่อให้กำลังใจตัวเอง แต่ในน้ำเสียงจริงๆแล้วปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาทั้งรู้สึกแย่และสิ้นหวังกับสถานการณ์เช่นนี้มากแค่ไหน

เสียงร้องของ Beabadoobee ยังอ่อนหวานสดใสแต่ก็สัมผัสได้ถึงความเหงาอย่างจับใจ เธอจับอารมณ์เปล่าเปลี่ยวในน้ำเสียงของ เอลเลียต สมิธ ที่เป็นเสน่ห์ตราตรึงใจแฟนเพลงมาโดยตลอดได้อย่างน่าประทับใจ น่าสนใจที่เธอเลือกเพลงนี้มาร้องในอัลบั้ม เพราะจริงๆแล้วมันคือเพลงอกหักที่เจ็บปวดไม่น้อย แต่เมื่อมันมาอยู่ในอัลบั้ม HELP(2) เนื้อหาของเพลงกลับสื่อถึงความหมายซ้อนเร้นในสภาวะสงครามได้อย่างน่าทึ่ง

แทนที่เนื้อเพลง "But now I feel changed around. And instead of falling down. I'm standing up the morning after" จะสื่อถึงการลุกขึ้นใหม่เมื่อความรักไม่มีทางหวนคืนกลับมาอีกแล้ว แต่ด้วยบริบทของ Protest Song นี่คือสภาวะการต้านทานความตาย เพราะธรรมชาติของสงครามย่อมทำให้ผู้คนบาดเจ็บล้มตายและแตกสลาย แต่เพลง Say Yes ในบริบทนี้สื่อถึงการตัดสินใจที่จะ "ยืนหยัด" ต่อไปแม้จะรู้ว่าสันติภาพ (หรือความรัก) มันเปราะบางเพียงใด นี่คือการเลือกที่จะมีความหวังในพื้นที่ที่แทบจะไม่มีความหวังหลงเหลืออยู่อีกแล้ว

เพลงนี้ถ้าหากฟังไปพร้อมกับภาพเด็กๆที่กำลังวิ่งเล่นสนุกกันตามประสาท่ามกลางบ้านเมืองที่กลายเป็นซากไปแล้วก็จะให้ความรู้สึกที่ไม่สามารถบรรยายเป็นคำพูดได้เลย

ทุกเพลงในอัลบั้ม Help(2) มีคุณค่าและความหมายในตัวของมันเองผ่านการตีความที่เรียบง่ายและซับซ้อนทั้งในเชิงการเล่าเรื่อง, ความหมายซ่อนเร้นที่ท้าทายการตีความ, การเรียงลำดับเพลง, การคุมโทนในเรื่องของมิติดนตรี ซาวด์ ไปจนถึงการงานวิชวลและโปรดักชั่น

นี่คืองานเพลงชั้นยอดที่นอกจากเพลงที่ได้กล่าวถึงไปแล้วก็ยังมีเพลงดีๆอีกหลายเพลงอย่าง Warning ของ แคเมรอน วินเทอร์ ที่ทำหน้าที่เป็นสัญญาณเตือนให้ผู้คนตื่นจากการเมินเฉยต่อความรุนแรงของสงครามที่ส่งผลกระทบต่อทุกคนบนโลกใบนี้ Sunday Light เพลงแนว Ethereal Wave และ Dream Pop รวมดาวศิลปินหญิงที่ได้ แอนนา คาลวี, นิลูเฟอร์ ยันยา, โดฟ เอลลิส และ เอลลี โรว์เซลล์ แห่งวง Wolf Alice มาร่วมกันทำเพลงที่มีเนื้อหาพูดถึงเยาวชนที่ถูกแช่แข็งเอาไว้ในความทรงจำที่แหลกสลาย

วันเวลาของพวกเขาหยุดเดินเพราะความโดดเดี่ยวและการรอคอยในสิ่งที่ไม่มีวันเดินทางมาถึงอีกต่อไปแล้วไม่ว่าจะเป็นครอบครัวหรือบ้านหลังเดิมที่พังทลายไปแล้ว เนื้อเพลงที่เขียนว่า “Handprints on the wall” แสดงภาพที่เห็นได้อย่างชัดเจนว่าเด็กที่ได้มอบความหวังสุดท้ายให้กับตัวเองด้วยการทิ้งหลักฐานว่า "ฉันเคยอยู่ที่นี่นะ" ก่อนที่ทุกอย่างจะพังทลายลงและอดีตอันงดงามก็ไม่มีทางที่จะหวนคืนกลับมาอีกแล้ว

เพลง Strangers ของวง Black Country, New Road เพลง Helicopters ของวง Ezra Collective และ Greentea Peng เพลง The 343 Loop ของ King Krule เพลง Nothing I Could Hide (ที่เพราะมาก) ของ Arlo Parks เพลง Lilac Wine ที่ Arooj Aftab และ Beck ที่นำเพลงของ เจมส์ เชลตัน มาโคฟเวอร์ เพลง Relive, Redie ของวง The Big Thief เพลง Don’t Fight the Young ของวง Young Fathers เพลง Naboo ของ Sampha เพลง When the War Finally Done ของวง Foals และ Carried My Girl ของ Bat for Lashes ล้วนแล้วแต่เป็นเพลงที่ดีและสะท้อนให้เห็นมุมมองที่ศิลปินแต่ละคนและแต่ละวงมีต่อสงครามและเด็กๆที่ได้รับผลกระทบต่อสงครามด้วยกรอบที่น่าสนใจแตกต่างกันออกไป

หากสรุปแบบโดยรวมแล้ว ประเด็นที่แต่ละเพลงมีร่วมกันคือการสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นมนุษย์ที่ถูกสั่นคลอนด้วยโลกที่หมุนได้ด้วยอำนาจและความปรารถนาในการครอบครอง การนำความรุนแรงของผู้ใหญ่ไปตัดสินคนรุ่นใหม่นั้นทำลายจิตวิญญาณเยาวชนได้เลวร้ายเพียงใด ชีวิตที่เดินอย่างไร้จุดหมายโดยสองข้างทางเต็มไปด้วยความตายนั้นเป็นทางเดินที่ทอดยาวไม่รู้จบ การตื่นขึ้นมาเพื่อพบว่าไม่มีที่ให้ซ่อนตัวอีกแล้วสร้างความรู้สึกสิ้นหวังได้ถึงระดับไหนในสงครามที่เป็นวงจรที่วนไปเวียนมาอย่างไม่จบไม่สิ้นเช่นนี้

แต่ถึงอย่างนั้นในหลายเพลงก็ยังมอบความหวังที่น่าชื่นชมทั้งในน้ำเสียงของศิลปินและความหมายระหว่างบรรทัดว่า ยังมีผู้ใหญ่อีกเป็นจำนวนไม่น้อยเลยที่พยายามจะพาเด็กน้อยเดินทางหนีออกจากสนามรบทั้งภายในและภายนอก เพื่อสร้างพื้นที่ให้เยาวชนที่ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสมรภูมิรบนี้ได้เติบโต ได้มีจินตนาการ ได้มีความคิดเป็นของตัวเองและได้เลือกเดินในเส้นทางที่พวกเขาพอที่จะเลือกเองได้บ้าง

เมื่อฟังอัลบั้ม HELP(2) ไปแล้วหลายรอบและทบทวนความคิดทุกครั้งหลังจากที่ฟังจบแต่ละรอบ สิ่งที่งานเพลงชุดนี้มอบให้กับผู้ฟังทุกคนก็คือ จริงอยู่ที่โลกนี้เต็มไปด้วยความรุนแรงและความอยุติธรรม ไม่ได้มีเพียงเด็กเท่านั้นที่ต้องเผชิญกับความเลวร้าย เพราะผู้ใหญ่ก็ต้องเผชิญด้วยเช่นกัน แต่มันไม่ได้เป็นหน้าที่ของเราเลยที่จะส่งผ่านความรุนแรงหรือบาดแผลที่เกิดขึ้นในใจของเราไปสู่ใจดวงน้อยที่เต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ของเด็กๆ

ภาพตึกที่พังพินาศเพราะแรงระเบิดจากขีปนาวุธดูน่ากลัวก็จริง แต่สิ่งเหล่านั้นสามารถสร้างขึ้นใหม่ได้เสมอเมื่อสงครามจบลง ใช่แล้ว สงครามไม่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลาและธรรมชาติที่แท้จริงของความรุนแรงไม่ได้เกิดขึ้นข้างนอก หากแต่มันค่อยๆถูกบ่มเพาะอยู่ข้างในจิตใจของเราและมันเป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่จะต้องร่วมมือร่วมใจกันเพื่อหยุดวงจรแห่งความรุนแรงที่ก่อเกิดขึ้นภายในตัวตนของเรา เพื่อที่จะแน่ใจได้ว่ามันจะไม่ถูกส่งต่อไปยังเด็กๆที่ไม่ได้รู้อิโหน่อิเหน่อะไรด้วย

ความไร้เดียงสาของเด็กเมื่อมันถูกทำลายลงด้วยแรงระเบิดและบาดแผลภายในใจแล้ว เราไม่สามารถที่จะรักษามันได้อีกต่อไป สิ่งเดียวที่เราทำได้ก็คือเก็บเศษซากแห่งความไร้เดียงสาที่ไม่อาจหวนคืนกลับมาอีกแล้วไปฝังไว้ในสุสานด้วยหัวใจสลาย

HELP(2) เป็นอัลบั้มที่สร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องความไร้เดียงสานั้น หรือในกรณีที่เลวร้ายที่สุดนี่คืองานเพลงที่พยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อกระตุ้นให้ความไร้เดียงสาซึ่งเป็นทรัพย์สินทางจิตวิญญาณของเด็กๆที่ใกล้หมดลมหายใจลงไปทุกทีให้ฟื้นคืนสภาพกลับมาให้มีชีวิตชีวาอีกครั้ง

ในโลกที่เต็มไปด้วยการสู้รบและการเอาชนะคัดคานที่ซับซ้อนเกินกว่าเด็กคนหนึ่งจะแบกไหว สิ่งที่เราทำได้ไม่ใช่การสั่งสอนให้พวกเขาเข้าใจความจริงของสงคราม แต่คือการนั่งข้างเขาและอ่านความงดงามบนโลกใบเดิมให้พวกเขาได้ฟัง ชี้ความสวยงามเล็กๆน้อยๆให้พวกเขาได้เห็น และให้พวกเขาได้วิ่งเล่นในสนามอันกว้างใหญ่เพื่อที่จะบอกว่าโลกใบนี้ยังคงมีพื้นที่ที่ทำให้ความฝันของพวกเขาเติบโตได้อยู่เสมอ

อ้างอิง:

https://www.rollingstone.co.uk

https://radiox.cms.socastsrm.com

https://diymag.com

https://www.buildhollywood.co.uk

https://faroutmagazine.co.uk

https://www.brooklynvegan.com

บทความต้นฉบับได้ที่ : HELP(2) อัลบั้มที่กอบกู้ความไร้เดียงสาของเด็ก ในสมรภูมิรบของผู้ใหญ่

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...