24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 7 เมษายน 2569
24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 7 เมษายน 2569
>> จ.ลพบุรี รถยนต์ตู้รับส่งนักเรียน ชนกับรถบรรทุกสิบล้อ บาดเจ็บยกคัน กู้ภัยเร่งนำส่ง รพ.
07.39 น. รับแจ้งจากมูลนิธิร่วมกตัญญู จ.ลพบุรี มีอุบัติเหตุ รถตู้รับส่งนักเรียน ชนกับรถบรรทุก และมีผู้บาดเจ็บหลายราย บนถนนทางหลวงหมายเลข 3333 ใกล้เคียงโรงฆ่าสัตว์ ในพื้นที่ ต.โคกตูม อ.เมือง ลพบุรี จ.ลพบุรี
ที่เกิดเหตุ พบรถตู้ โตโยต้า สีขาว ป้ายทะเบียน สระบุรี ลักษณะชนกับ รถบรรทุก 10 ล้อ ป้ายทะเบียน สระบุรี
จากการตรวจสอบ พบว่าเป็นรถตู้รับส่งนักเรียน ของโรงเรียนแห่งหนึ่งในพื้นที่ จ.สระบุรี ที่ที่กำลังจะไปเรียนพิเศษ พบว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 18 ราย เป็นชาย 8 ราย หญิง 10 ราย ทั้งหมดเป็นคนขับและผู้โดยสารรถตู้นักเรียน ทางอาสาสมัครให้การช่วยเหลือและนำส่ง โรงพยาบาลพระนารายณ์, โรงพยาบาลอานันทมหิดล และ โรงพยาบาลเมืองนารายณ์ ในส่วนของสาเหตุที่แท้จริงนั้นอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โคกตูม
>> รถอเนกประสงค์ ชนกับรถจักรยานยนต์ คุณตาวัย 70 ปีเสียชีวิต จ.นครศรีธรรมราช
08.59 น. เจ้าหน้าที่และอาสามูลนิธิประชาร่วมใจ ตรวจสอบอุบัติเหตุ รถนั่งส่วนบุคคลชนกับรถจักรยานยนต์ และมีผู้เสียชีวิต บริเวณแยกบ่อล้อมุ่งหน้าหัวไทร หมู่ 4 ต.แม่เจ้าอยู่หัว อ.เชียรใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช
ที่เกิดเหตุ พบรถอเนกประสงค์ อีซูซุ มิวเซเว่น สีเทา ลักษณะชนกับ รถจักรยานยนต์ ฮอนด้า เวฟ สีน้ำเงิน ใกล้กันพบร่างของผู้เสียชีวิต 1 ราย ตรวจสอบเอกสาร เป็นชายไทย อายุ 70 ปี ในส่วนของสาเหตุที่แท้จริงนั้นอยู่ที่การสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เชียรใหญ่
>> รถบรรทุกชนกับรถจักรยานปั่น มีผู้เสียชีวิต 1 ราย ริมถนนสุขุมวิท จ.สมุทรปราการ
09.40 น. รับแจ้งจากมูลนิธิร่วมกตัญญู มีอุบัติเหตุรถบรรทุกชนกับรถจักรยาน และมีผู้เสียชีวิต บริเวณถนนสุขุมวิท ขาออก ใกล้เคียงศาลแขวงสมุทรปราการ ในพื้นที่ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ
ที่เกิดเหตุ พบรถบรรทุก ฮีโน่ สีขาว ป้ายทะเบียน กทม. จอดอยู่ลักษณะกันชนหน้าฝั่งขวามีร่องรอยการชนเสียหาย ห่างออกไป พบรถจักรยานล้มคว่ำ สภาพรถพังเสียหาย และติดกันพบร่างของผู้เสียชีวิต 1 ราย ตรวจสอบเอกสาร เป็นชายไทย อายุ 45 ปี
จากการสอบถามคนขับรถบรรทุก เล่าว่า ขับรถมาตามปกติ เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุได้มีชายเข็นจักรยานข้ามถนนกระทันหัน ทำให้เบรกไม่ทัน จึงพุ่งชนเข้าอย่างจัง
เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางปู พร้อมด้วยแพทย์เวรร่วมตรวจสอบ ก่อนมอบให้อาสาสมัครนำร่างผู้เสียชีวิตส่งโรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
>> นายกฯ หารือ เอกอัครราชทูตอินเดียฯ เดินหน้าสานต่อความร่วมมือการลงทุน - ท่องเที่ยว พร้อมหารือมาตรการพลังงาน รับมือสถานการณ์ตะวันออกกลาง
09.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ให้การต้อนรับนายนาเคศ สิงห์ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินเดียประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะเพื่ออำลาในโอกาสพ้นหน้าที่ ยืนยันรัฐบาลพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของเอกอัครราชทูตอินเดียฯ คนใหม่ เพื่อสานต่อความสัมพันธ์และสนับสนุนความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น
ทั้งสองฝ่ายได้หารือในประเด็นการค้า-การลงทุน และการท่องเที่ยว โดยเห็นพ้องผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกัน และขยายความร่วมมือสู่สาขาใหม่ ๆ มากขึ้น รวมทั้งพิจารณาปรับปรุงข้อตกลงด้านการบินระหว่างกัน เพื่อรองรับชาวอินเดียที่มีแนวโน้มเดินทางมาไทยมากขึ้น
พร้อมกันนี้ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและแนวทางการบริหารจัดการพลังงานในช่วงสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยนายกฯ เน้นย้ำว่า สถานการณ์ยังคงสามารถบริหารจัดการได้ รัฐบาลได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ในการจัดหาแหล่งน้ำมันสำรอง และออกมาตรการต่าง ๆ รวมถึงการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ
>> ศาลสั่งจำคุก 4 เดือน ไม่รอลงอาญา “สนธิ ลิ้มทองกุล” คดีหมิ่น “ธนากร นันที”
10.00 น. ที่ ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลมีคำพิพากษาให้จำคุก สนธิ ลิ้มทองกุล เป็นเวลา 4 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ในคดีหมิ่นประมาทที่ ธนากร นันที เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง จากกรณีการแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อสาธารณะ ซึ่งศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าเข้าข่ายเป็นการพาดพิงก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงและเกียรติยศของโจทก์
คดีนี้สะท้อนการตีความเส้นแบ่งระหว่างเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นกับความรับผิดทางกฎหมาย โดยแม้จำเลยจะยืนยันว่าเป็นการแสดงความเห็นโดยสุจริตภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่ศาลเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเกินขอบเขตที่กฎหมายคุ้มครอง ทั้งนี้ ภายหลังคำพิพากษา ทนายความและญาติของจำเลยอยู่ระหว่างยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์คดีต่อไป
>> หนุ่มวัย 45 ปีจมอยู่ในน้ำดับปริศนา พบพกเครื่องช๊อตปลาติดอยู่ที่ตัว จ.พระนครศรีอยุธยา
11.45 น. เจ้าหน้าที่สมาคมอยุธยารวมใจ หน่วยกู้ภัยอยุธยา รับแจ้งจากชาวบ้านว่าพบร่างผู้เสียชีวิตจมน้ำ ภายในคลองบริเวณแยกวัดเชียงรากน้อย หมู่ที่ 2 ตำบลเชียงรากน้อย อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ที่เกิดเหตุ พบผู้เสียชีวิต 1 ราย ทราบชื่อต่อมาคือ ชายไทย อายุ 45 ปี อยู่ในสภาพจมน้ำเสียชีวิต และจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ผู้เสียชีวิตมีเครื่องช็อตปลาติดตัวอยู่
เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ช้างใหญ่ พร้อมแพทย์เวรโรงพยาบาลบางไทร ได้ร่วมตรวจสอบและชันสูตรพลิกศพในที่เกิดเหตุ เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตอย่างละเอียด อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จะดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติม เพื่อสรุปสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงต่อไป
>> เจ้าของคลินิกร้องสื่อ ถูกแก๊งสแกมเมอร์ หลอกเงินเสียหายรวมทะลุ 10 ล้าน
12.22 น. เจ้าของคลินิกความงามย่านสีลม เข้าแจ้งความที่ สถานีตำรวจนครบาลทุ่งมหาเมฆ หลังถูกหญิงรายหนึ่งตีสนิทก่อนอ้างเกี่ยวข้องคดีฟอกเงิน หลอกให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน พร้อมข่มขู่อ้างต้องนำเงินไปเคลียร์เจ้าหน้าที่รัฐและขู่ทำร้ายร่างกาย ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินหลายครั้ง รวมมูลค่ากว่า 4 ล้านบาท อีกทั้งยังถูกนำเครื่องมือแพทย์มูลค่าราว 1 ล้านบาท ออกจากคลินิกโดยอ้างนำไปทดลองใช้ ก่อนขาดการติดต่อ
ผู้เสียหายเผย ภายหลังตรวจสอบพบว่าเรื่องคดีฟอกเงินไม่เป็นความจริง และพฤติการณ์เข้าข่ายหลอกลวง จึงแจ้งความดำเนินคดีข้อหาร่วมกันฉ้อโกงและลักทรัพย์ ขณะที่ผู้ก่อเหตุยังลอยนวลและมีเหยื่อรายอื่นทยอยออกมาเพิ่มเติม ส่งผลให้มูลค่าความเสียหายรวมแล้วกว่า 10 ล้านบาท ด้านพนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานเพื่อติดตามตัวมาดำเนินคดี พร้อมเตือนประชาชนระวังกลลวง
>> ดีเอสไอ ขยายปมน้ำมันหาย 57 ล้านลิตร ชี้เที่ยวเรือพุ่ง 99 เที่ยว–พบพิรุธเส้นทางล่าช้า
12.30 น. ที่ดีเอสไอ พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ โฆษกดีเอสไอ เปิดเผยความคืบหน้าตรวจสอบปัญหาน้ำมันขาดแคลนว่า จากการประชุมร่วมกรมธุรกิจพลังงานและกรมสรรพสามิต พบจำนวนเที่ยวเรือขนน้ำมันไป จ.สุราษฎร์ธานี ช่วงเดือน มี.ค. เพิ่มเป็น 99 เที่ยว จากเดิม 96 เที่ยว อยู่ระหว่างจำแนกจำนวนเรือจริง เนื่องจากแต่ละลำมีระวางและรูปแบบการบรรทุกต่างกัน เพื่อสรุปปริมาณน้ำมันที่เข้าสู่ระบบอย่างแท้จริง
ทั้งนี้ ดีเอสไอยังเร่งตรวจสอบปมน้ำมันหายกลางทะเลกว่า 57 ล้านลิตร โดยเปรียบเทียบข้อมูลต้นทาง–ปลายทาง พร้อมพบความผิดปกติของเรือบางลำที่ใช้เวลาเดินทางนานกว่าปกติในเส้นทางจากภาคตะวันออกลงภาคใต้ ซึ่งเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญของการขนส่งน้ำมัน จึงอยู่ระหว่างขยายผลว่ามีการประวิงเวลาหรือเกี่ยวข้องกับการสูญหายของน้ำมัน เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
>> พบร่าง 2 หนุ่มชาวต่างชาติ เสียชีวิตปริศนาในโรงแรมย่านข้าวสาร เบื้องต้นคาดเสพยาเสพติดเกินขนาด ส่งร่างชันสูตรหาสาเหตุที่แท้จริง
13.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ชนะสงคราม รับแจ้งเหตุมีผู้เสียชีวิต 2 ราย เหตุเกิดที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ย่านถนนข้าวสาร แขวงตลาดยอด เขตพระนคร กทม.
ที่เกิดเหตุเป็นอาคารที่เช่าพัก ภายในห้องชั้น 4 พบร่างของผู้เสียชีวิต 2 ราย นอนอยู่ที่พื้นห้องคู่กันหน้าเตียงนอน ทราบภายหลังคือ เป็นผู้ชาย สัญชาติแอฟริกาใต้ อายุ 30 ปี และ ผู้ชาย สัญชาติลัตเวีย อายุ 38 ปี ในที่เกิดเหตุ พบผงสีขาวคล้ายเฮโรอีน ตกกระจาย อยู่ที่พื้น ไม่พบร่องรอยการต่อสู้
พนักงานโรงแรม ที่เกิดเหตุกล่าวว่า ผู้เสียชีวิตทั้ง 2 ราย เป็นนักท่องเที่ยวคาดเป็นเพื่อนกัน เข้าพักตั้งแต่วันที่ 2 เม.ย.69 ก่อนเกิดเหตุตนต้องไปทำความสะอาดห้องที่เกิดเหตุไขกุญแจเข้าไปพบทั้ง 2 คน นอนหมดสติอยู่ที่พื้นรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ ก่อนมีหน่วยกู้ชีพ "นเรนทร" รพ.วชิรพยาบาล และ รพ. ศิริราช เดินทางมาช่วยเหลือทำซีพีอาร์ แต่ไม่เป็นผลเสียชีวิตในเวลาต่อมา เบื้องต้นคาดเสพยาเสพติดเกินขนาด นำศพทั้งคู่ส่งชันสูตร รพ.วชิรพยาบาล และดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป
>> โฆษก ตร.ยัน พงส.เรียกค่าน้ำมัน 2 เคสคนเดียวกัน จ่อเอาผิดวินัย–อาญา
14.41 น. พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยกรณีมีชาวบ้านร้องเรียนพนักงานสอบสวน สภ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี เรียกรับค่าน้ำมันแลกลงพื้นที่ตรวจสอบคดีลักทรัพย์ จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ โดยยืนยันว่า เบื้องต้นพบตำรวจยศพันตำรวจโท มีพฤติกรรมใช้วาจาไม่เหมาะสม เรียกรับเงิน 300 บาทจริง ขณะนี้ผู้บังคับบัญชาได้ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง พร้อมมีคำสั่งให้ไปช่วยราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการ สภ.เมืองอุบลราชธานี และหากพบความผิดจะดำเนินการทั้งทางวินัยและอาญา
นอกจากนี้ยังพบว่าตำรวจนายเดียวกันถูกร้องเรียนอีกกรณี เรียกรับเงิน 3,000 บาท เพื่อเป็นค่าน้ำมันในการดำเนินการขอหมายจับคดีหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งอยู่ระหว่างประสานผู้เสียหายเข้าร้องทุกข์ โดยเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 149 ทั้งนี้ โฆษก ตร. ย้ำว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่มีนโยบายให้เรียกเก็บค่าน้ำมันจากประชาชน เนื่องจากมีการจัดสรรงบประมาณรองรับอย่างเพียงพอ พร้อมยืนยันการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจต้องเข้าถึงที่เกิดเหตุภายใน 5-15 นาที และดูแลความปลอดภัยประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง ขณะที่รองโฆษก ตร. ระบุชัด หากตำรวจคนใดประพฤติตนไม่เหมาะสมก็ต้องออกจากระบบ เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามาทำงาน
>> เพลิงไหม้บ้านเรือน ซอยประชาอุทิศ 59 ประชาชนช่วยกันใช้น้ำทำการดับ
14.47 น. สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แจ้งเหตุเพลิงไหม้ สถานที่เกิดเหตุ ซอยประชาอุทิศ 59 แยก 3 ถนนประชาอุทิศ แขวงบางมด เขตทุ่งครุ กรุงเทพมหานคร
ลักษณะที่เกิดเหตุเป็นบ้านเดี่ยวคอนกรีต 2 ชั้นใช้เป็นที่พักอาศัย ต้นเพลิงเกิดขึ้นที่ชั้นล่าง เพลิงลุกไหม้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน จำนวน 1 ก้อน ลุกลามแผงควบคุมระบบไฟฟ้า ชั้นวางหนังสือ เครื่องปรับอากาศ และฝาผนัง พื้นที่เพลิงไหม้เสียหายโดยประมาณ 12 ตารางเมตร ประชาชนใช้น้ำทำการดับ ก่อนรถดับเพลิงถึงที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงใช้น้ำทำการระบายความร้อน
ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นสาเหตุเพลิงไหม้เกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรที่แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนของระบบโซล่าเซลล์ ที่เกิดเหตุไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต พื้นที่รับผิดชอบของสถานีดับเพลิงและกู้ภัยทุ่งครุ
>> “นายกฯอนุทิน” เผยมาตรการกำหนดเวลาเปิด-ปิดปั๊มน้ำมัน เล็งใช้หลังสงกรานต์ 20 เม.ย. เป็นต้นไป
15.35 น. นายอนุทิน ชาญวรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกล่าวถึงมาตรการเปิด-ปิดปั๊มน้ำมัน หลังช่วงเทศกาลสงกรานต์ ว่า ช่วงเวลาในการเปิด-ปิดปั๊มน้ำมัน รัฐบาลตั้งใจว่าในช่วงมีภาวะวิกฤตจากสงครามในตะวันออกกลาง รัฐบาลก็พยายามหาทุกมาตรการการใช้น้ำมันและควบคุมให้ได้มากที่สุด โดยมาตรการนี้จะส่งผลกระทบต่อช่วงเทศกาลสงการนต์หรือไม่นั้น
ทั้งนี้ เรื่องนี้ยังมีเวลาที่จะดำเนินการ ซึ่งหากจะใช้มาตรการเปิด-ปิดปั๊ม ตั้งแต่เวลา 22.00 -5.00 น. จะเริ่มดำเนินการหลังวันที่ 20 เมษายนเป็นต้นไป หลังจากที่ประชาชนได้เดินทางกลับจากเทศกาลสงกรานต์และกลับมาใช้ชีวิตประจำวันปกติแล้ว ซึ่งเป็นไปตามที่ตนได้กล่าวไว้ว่า ในช่วงสงกรานต์อยากให้ประชาชนได้เดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านด้วยความสะดวกมากที่สุดเท่าที่รัฐบาลจะทำได้ ส่วนจะออกเป็นพระราชกำหนดหรือออกคำสั่งเพิ่มเติมอย่างไรนั้น ยืนยันว่ามีช่องทางที่จะสามารถสั่งการและควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
>> ไฟไหม้โฮมสเตย์ชื่อดัง อ.เชียงดาว เสียหายทั้งหลัง จ.เชียงใหม่
16.34 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน ได้รับแจ้งเกิดเหตุเพลิงไหม้รุนแรงขึ้นที่ “บ้านระเบียงดาว” โฮมสเตย์และแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังในพื้นที่ ต.เชียงดาว อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวในการชมวิวดอยหลวงเชียงดาว
โดยพยานในที่เกิดเหตุและสมาชิกกลุ่ม "รักดอยหลวงเชียงดาว" ได้เผยแพร่ภาพ ไฟไหม้อาคารที่พัก เนื่องจากโครงสร้างส่วนใหญ่ทำจากไม้และวัสดุธรรมชาติ ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความตกใจของนักท่องเที่ยวและชาวบ้านในพื้นที่
หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ดับเพลิง อาสาสมัคร และชาวบ้านในพื้นที่ได้เร่งระดมกำลังฉีดน้ำเพื่อสกัดกั้นไม่ให้เพลิงลุกลามไปยังบ้านเรือนใกล้เคียงและพื้นที่ป่าโดยรอบ จนสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ในวงจำกัด เบื้องต้นพบว่าโครงสร้างที่พักได้รับความเสียหายอย่างหนัก กำลังอยู่ระหว่างประเมินมูลค่าความเสียหายในเบื้องต้น อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บ
สำหรับสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ที่แน่ชัด ทางเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานและส่วนที่เกี่ยวข้องกำลังอยู่ระหว่างการเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุและสอบสวนพยานแวดล้อม เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป
>> รวบตัวการเปิดบัญชีม้า รับจ้างสแกนหน้าข้ามแดน ป้อนเงินแก๊งสแกมเมอร์ปอยเปต
16.59 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดย กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ร่วมกันจับกุม นายวอ (นามสมมุติ) อายุ 35 ปี ฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมฯ” โดยจับกุมได้หลังเจ้าหน้าที่บุกเข้าไปภายในบ้าน ถนนมุขมนตรี อ.เมือง จ.นครราชสีมา
สืบเนื่องจาก ก่อนหน้านี้ มีผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความที่ สภ.อ่าวน้อย จ.ประจวบคิรีขันธ์ ว่าถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวง กระทั่งสืบสวนพบเจ้าของบัญชีรับเงินจากผู้เสียหาย (คาดว่าเป็นบัญชีม้า) และยังพบว่ามีการถ่ายเงินจากผู้เสียหายไปยังบัญชีอื่นๆ โดยตำรวจกองปราบสืบสวนจนทราบว่าปัจจุบัน นายวอ เจ้าของบัญชี ที่รับเงินในคดีนี้ ได้หลบหนีมาพักอาศัยอยู่ที่บ้านพักแห่งหนึ่งในจังหวัดนครราชสีมา จึงลงพื้นที่ตรวจสอบ แต่นายวอไม่ให้ความร่วมมือ ตำรวจชุดจับกุมจึงได้ประสานไปทางผู้นำชุมชนพร้อมเจ้าหน้าที่สายตรวจ สภ.โพธิ์กลาง ให้มาร่วมเจรจากับแม่ผู้ต้องหา กล่อมลูกชายให้มามอบตัว แต่ก็ยังไม่เป็นผล ตำรวจจึงต้องงัดประตูบ้านเข้าไปจับ
ทั้งนี้ นายวอ ให้การว่าตนถูกชักชวนจากนายหน้าหาบัญชีม้า ซึ่งอยู่บริเวณหมู่บ้านตน ให้เปิดบัญชีม้า ตนสนใจเพราะติดยาเสพติดไม่มีรายได้ จึงสมัครใจเปิดบัญชีจำนวน 8 บัญชี ได้รับค่าจ้างบัญชีละ 4,000 บาท ส่งมอบให้กับนายหน้า จากนั้นจะมีคนพาตนนั่งรถไปยัง อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว และข้ามทางเรือและพาไปยังตึกไฮโซ 26 ชั้น ซึ่งเป็นตึกสแกมเมอร์ฝั่งปอยเปต จากนั้นได้มีชายไทยได้ทำการย้ายบัญชีจากเครื่องของตน ไปยังโทรศัพท์อีกเครื่อง และให้สแกนใบหน้าเพื่อยืนยันธุรกรรมต่างๆ ในบัญชีของตน ซึ่งตนพอทราบว่าเป็นเงินจากกการหลอกลวงผู้เสียหาย ซึ่งตนได้ทำงานอยู่ระยะเวลาหนึ่ง บัญชีของตนถูกอายัด นายหน้าจึงพาข้ามช่องทางธรรมชาติกลับมายังประเทศไทย จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้จับกุมตัวนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.อ่าวน้อย ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
>> เพลิงไหม้ภายในโรงเรียน ในพื้นที่ ต.บุฤาษี เมืองสุรินทร์ เสียหายวอดทั้งอาคาร
19.20 น. รับแจ้งว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้ภายใน โรงเรียนบ้านอังกัญโคกบรรเลง ในพื้นที่ ต.บุฤาษี อ.เมือง จ.สุรินทร์ เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครอยู่ระหว่างดำเนินการ
เพิ่มเติม ขณะนี้สามารถควมคุมเพลิงได้แล้ว เบื้องต้น เพลิงลุกไหม้เสียหายทั้งหมด 2 อาคาร และ บางส่วน 1 อาคาร ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ในส่วนของสาเหตุอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองสุรินทร์
>> รถบรรทุกชนกับรถจักรยานยนต์ หนุ่มนิรนามเสียชีวิตกลางถนนกาญจนาภิเษก ฝั่งตะวันตก จ.ปทุมธานี
19.35 น. รับแจ้งจากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มีอุบัติเหตุรถบรรทุกชนกับรถจักรยานยนต์ และมีผู้เสียชีวิต บนถนนกาญจนาภิเษก ฝั่งตะวันตก ช่วงสะพานคลองผู้ใหญ่อยู่ ในพื้นที่ อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี
ที่เกิดเหตุ พบรถบรรทุก อีซูซู สีขาว ลักษณะเฉี่ยวชนกับ รถจักรยานยนต์ ฮอนด้า เวฟ สีแดง ใกล้กันพบร่างของผู้เสียชีวิต เป็นผู้ชาย 1 ราย ยังไม่พบเอกสารติดตัว ในส่วนของสาเหตุที่แท้จริงนั้นอยู่ที่การสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ลาดหลุมแก้ว
>> แก๊สรถยนต์รั่วไหล ซอยงามดูพลี
23.25 น. สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แจ้งเหตุแก๊สรถยนต์รั่วไหล สถานที่เกิดเหตุ เลขที่ 59 ซอยโปร่งใจ แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร
ลักษณะที่เกิดเหตุเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ชนิดเก๋ง สีเทา ป้ายทะเบียน กรุงเทพมหานคร รถใช้น้ำมันเบนซินและแก๊สเอ็นจีวีเป็นเชื้อเพลิง เจ้าหน้าที่ดับเพลิงใช้น้ำทำการระบายแก๊ส
ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นสาเหตุเกิดจากวาล์วแก๊สชำรุด ที่เกิดเหตุไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต พื้นที่รับผิดชอบของสถานีดับเพลิงและกู้ภัยทุ่งมหาเมฆ