‘ดั๊บเบิ้ล เอ ‘โชว์โมเดลธุรกิจกระดาษ’ ยั่งยืน’ ใช้ไม้ปลูกไม่เบียดเบียนไม้ป่า
ในสายตาของใครหลายคน “กระดาษ” อาจถูกมองว่าเป็นผลผลิตที่แลกมาด้วยการตัดไม้ทำลายป่า เพราะต้นไม้คือวัตถุดิบสำคัญของการผลิตเยื่อกระดาษคุณภาพสูง ภาพจำนี้อาจเคยเกิดขึ้นจริงในอดีต แต่ปัจจุบันอุตสาหกรรมกระดาษได้เปลี่ยนผ่านสู่แนวทางใหม่ ที่หันมาใช้ไม้จากการปลูกในเชิงพาณิชย์อย่างเป็นระบบ แทนการพึ่งพาทรัพยากรจากป่าธรรมชาติ
เช่นเดียวกับความมุ่งมั่นของ บริษัท ดั๊บเบิ้ล เอ (1991) จำกัด (มหาชน) หรือ Double A(ดั๊บเบิ้ล เอ) ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งที่ได้เลือกเดินบนเส้นทางการไม่เบียดเบียนทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมพัฒนาต้นยูคาลิปตัส หรือต้นกระดาษ ให้เป็นวัตถุดิบที่มีคุณภาพและยั่งยืน ขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้กับเกษตรกร ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของห่วงโซ่การผลิตทั้งหมด สะท้อนถึงความตั้งใจในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน ควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม และกลายเป็นหลักคิดสำคัญที่ขับเคลื่อนองค์กรมาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวทาง “Better Paper, Better World” ที่เชื่อว่าธุรกิจสามารถเติบโตไปพร้อมกับสังคมและโลกได้อย่างสมดุล
ในโอกาสที่ดั๊บเบิ้ล เอ ได้เปิดบ้านให้เยี่ยมชมกระผลิตกระดาษคุณภาพ รวมถึงโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำขนาด 1,200 ไร่ ในสวนอุตสาหกรรม 304 จังหวัดปราจีนบุรี โดยมี จตุพร ดำเนินชาญวนิชย์ กรรมการบริหาร บริษัท ดั๊บเบิ้ล เอ (1991) จำกัด (มหาชน) ทายาทรุ่นที่ 3 ได้เผยปูมหลังการดำเนินงานของที่ดั๊บเบิ้ล เอ ว่า ธุรกิจเริ่มจากโรงสีข้าวในรุ่นคุณปู่คุณพ่อ ก่อนเติบโตเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ การลงพื้นที่ต่อเนื่องทำให้เห็นว่าเกษตรกรยังมีรายได้ไม่มั่นคง จึงเกิดคำถามว่าจะสร้างทางเลือกใหม่ได้อย่างไร
จตุพร กล่าวต่อว่า เมื่อเห็นการเกษตรที่หลากหลายในต่างประเทศ จึงนำมาปรับใช้ในไทย และค้นพบศักยภาพของต้นยูคาลิปตัส หรือต้นกระดาษ ให้เป็นพืชเศรษฐกิจทางเลือกตลอดกว่า 30 ปี แนวคิดนี้ได้สร้างโอกาสใหม่ให้เกษตรกรไทย สะท้อนเป้าหมายสร้างงาน สร้างชีวิต ควบคู่การเติบโตของธุรกิจและสังคม อย่างไรก็ตามมีประเด็นที่มักถูกตั้งคำถามคือเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะความเชื่อว่าการใช้กระดาษคือการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งอาจเคยเกิดขึ้นในอดีต แต่สำหรับองค์กรนี้ได้ออกแบบระบบตั้งแต่ต้นโดยไม่ใช้ไม้จากป่าธรรมชาติ ใช้เฉพาะไม้ปลูกจากเกษตรกรในเครือข่ายกว่า 100,000 ครัวเรือน ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและกลายเป็นแนวทางของอุตสาหกรรมในปัจจุบัน
ขณะเดียวกัน ยังให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ยูคาลิปตัสอย่างต่อเนื่องถึง 2,500 สายพันธุ์ เพื่อให้เติบโตเร็ว แข็งแรง และปลูกได้ในหลากหลายพื้นที่ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ที่ดินของเกษตรกรที่ไม่เพียงยกระดับคุณภาพวัตถุดิบ แต่ยังสร้างโอกาสและการเติบโตร่วมกันให้กับเกษตรกรในเครือข่ายจำนวนมากด้วย โดยพื้นที่ปลูกแบ่งเป็นภาคตะวันออก 60% ใช้สายพันธุ์ K7, K62, YD2, YD3 และอีก 40% ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือใช้สายพันธุ์ PT911,K62,YD1 ซึ่งมีสายพันธุ์ใหม่ที่ได้พัฒนาขึ้นคือ YD1 ที่เหมาะกับดินร่วมปนทราย และ YD2,YD3 เหมาะกับดินร่วนเหนียว ซึ่งต้นกล้าเหล่านี้จะพร้อมสำหรับการเพาะปลูกในช่วงอายุประมาณ 60 วัน และช่วงอายุที่เหมาะกับการตัดประมาณ 3-5 ปี
“ดั๊บเบิ้ล เอ ไม่ได้มองโรงงานเป็นเพียงสถานที่ผลิต แต่เป็นระบบที่ต้องเชื่อมโยงทุกองค์ประกอบเข้าด้วยกัน ในรูปแบบ Integrated Mill จึงถูกพัฒนาขึ้นในสวนอุตสาหกรรม 304 จังหวัดปราจีนบุรี บนพื้นที่กว่า 650 ไร่ เพื่อให้ ทุกกระบวนการทำงานสอดประสานกัน ตั้งแต่การผลิต การจัดการน้ำ ไปจนถึงพลังงาน โดยประกอบด้วยโรงงานผลิตเยื่อ 2 โรง กำลังการผลิตรวม 590,000 ตันต่อปี และโรงงานผลิตกระดาษ 4 โรง กำลังการผลิตรวม 745,000 ตันต่อปี ซึ่งทำให้สามารถควบคุมคุณภาพได้ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ตั้งแต่กระบวนการเตรียมไม้ การผลิตเยื่อ ไปจนถึงกระดาษสำเร็จรูปในทุกแผ่น” จตุพร กล่าว
ในด้านของการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียน จตุพร กล่าวว่า ภายในกระบวนการผลิตและซัพพลายเชน มีแนวคิดว่า ไม่มีของเสีย มีเพียงทรัพยากรที่ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้ ทุกส่วนของกระบวนการจึงถูกออกแบบให้สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีก จากระบบการผลิต สู่การจัดการน้ำและพลังงานอย่างครบวงจร ภายในระบบเดียวกันนี้ น้ำไม่ได้ถูกใช้แล้วจบ แต่ถูกบริหารจัดการผ่านอ่างเก็บน้ำขนาดประมาณ 1,200 ไร่ ที่สามารถกักเก็บน้ำได้ 35 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำหน้าที่กักเก็บน้ำฝนในฤดูน้ำหลาก นำมาใช้ในกระบวนการผลิตกระดาษ และหมุนเวียนนำกลับมาใช้ได้อีกครั้ง โดยผ่านกระบวนการบำบัดส่งไปรดน้ำที่แปลงเพาะชำต้นกระดาษ
ขณะที่ของเหลือใช้จากการผลิต เช่น เปลือกไม้ เศษไม้ และลิกนิน จะถูกนำกลับมาใช้เป็นพลังงงานชีวมวล (Biomass) ส่งเข้าโรงไฟฟ้า และเสริมด้วยพลังงานสะอาดจากโครงการ Floating Solar Cell ที่ติดตั้งอยู่บนผิวน้ำของอ่างเก็บน้ำ ซึ่งมีกำลังการผลิตไฟฟ้าได้ถึง 157 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ในระบบการขนส่งได้มีการใช้รถบรรทุกไฟฟ้า (EV Truck) เข้ามาใช้ 100% สำหรับขนส่งวัตถุดิบและสินค้าไปยังท่าเรือ และศูนย์กระจายสินค้า ทุกองค์ประกอบเชื่อมโยงกันเป็นระบบเดียวการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แนวคิดนี้สอดคล้องกับมุมมองขององค์กรที่ต้องการลดการพึ่งพาพลังงานจากน้ำมัน ซึ่งเป็นที่มีความผันผวนสูงเนื่องจากสถานการณ์สงคราม ที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและเศรษฐกิจในวงกว้าง ดังนั้นการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานทางเลือก เช่น ไฟฟ้า และการใช้พลังงานหมุนเวียน เป็นแนวทางสำคัญในอนาคต
จตุพร กล่าวว่า ปัจจุบันมีการส่งออกไปกว่า 130 ประเทศทั่วโลก และอยู่ในตลาดระดับ Premium โดยการจำหน่ายภายในประเทศมีสัดส่วนประมาณ 20% และอีก 80% เป็นการส่งออก โดยตลาดหลัก ได้แก่ เกาหลีใต้ จีน ฮ่องกง ไต้หวัน มาเลเซีย เวียดนาม และกัมพูชา โดยองค์กรมีนโยบายชัดเจนว่าสินค้าที่ส่งออกจะต้องใช้ภายในประเทศปลายทางเท่านั้น ไม่สนับสนุนการนำไปส่งออกต่อ (Re-export)
ส่วนกระแสการลดใช้กระดาษ จตุพรยอมรับว่าเป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะในองค์กรขนาดใหญ่ ภาครัฐ และภาคการศึกษา อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหลายประเทศที่ยังไม่สามารถเข้าถึงระบบดิจิทัลได้เต็มรูปแบบ จึงยังคงมีความต้องการใช้กระดาษอยู่ ทำให้องค์กรสามารถกระจายความเสี่ยงผ่านการขยายตลาดส่งออกไปยังหลายประเทศ เพราะธุรกิจกระดาษเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง โดยโรงงานผลิตเยื่อกระดาษหนึ่งแห่งอาจใช้เงินลงทุนระดับหลายหมื่นล้านบาท ทำให้ไม่ใช่ทุกประเทศจะสามารถผลิตได้เอง หลายประเทศจึงต้องพึ่งพาการนำเข้า และทำเพียงขั้นตอนการตัดหรือแปรรูปเป็นกระดาษแผ่นเท่านั้น
“เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม องค์กรได้ตั้งเป้าหมายอย่างชัดเจน เริ่มจากการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง 25% ภายในปี 2030 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2021 ซึ่งปัจจุบันสามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายแล้ว จากนั้นมีเป้าหมายสู่การเป็น Carbon Neutral ภายในปี 2040 และมุ่งสู่ Net Zero Emissions ภายในปี 2050 ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา องค์กรไม่ได้หยุดนิ่ง แต่ยังคงพัฒนาและขับเคลื่อนแนวทางด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง ทั้งในมิติของพลังงาน การขนส่ง และการบริหารจัดการทรัพยากร โดยการปลูกต้นไม้เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสามารถช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ และยืนยันว่าไม่มีการรุกล้ำพื้นที่ป่าธรรมชาติ พื้นที่เพาะปลูกทั้งหมดเป็นพื้นที่เกษตรเดิมที่นำมาปรับใช้ใหม่ แม้จะเป็นการปลูกพืชเชิงเดี่ยว แต่ก็ไม่แตกต่างจากรูปแบบการเกษตรทั่วไป และยังคงคำนึงถึงความสมดุลด้านสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปด้วย” จตุพร กล่าว