ทุเรียนตะวันออก รับศึกรอบด้าน ผลผลิตพุ่ง-ราคาผันผวน จับตาพีกกลาง พ.ค.
สถานการณ์ทุเรียนภาคตะวันออกปี 2569 กำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ ด้วยผลผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ตลาดส่งออกมีการแข่งขันสูง และต้นทุนโลจิสติกส์พุ่งสูงขึ้น
ศูนย์สารสนเทศการเกษตร (ศสก.) คาดการณ์ว่า ปีนี้ภาคตะวันออกจะมีผลผลิตทุเรียนประมาณ 1.06 ล้านตัน คิดเป็น 48% ของผลผลิตทั้งประเทศที่คาดว่าจะมีประมาณ 2.071 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ซึ่งมีผลผลิต 871,692 ตัน ถึง 22.40%
จากการสำรวจของ “ประชาชาติธุรกิจ” พบว่า ราคาทุเรียนปีนี้แบ่งเป็น 3 รุ่น โดยรุ่นแรกช่วงต้นฤดู ปลายเดือนมีนาคม-ต้นเดือนเมษายน มีผลผลิตน้อย ราคาหน้าสวนเกรด AB จะพุ่งสูง 190-200 บาท/กก.
ประกอบกับความต้องการสูงในเทศกาลเช็งเม้ง ทำให้ราคาพุ่งสูง แต่หลังจากนั้นไม่นานราคากลับปรับลดลงอย่างรวดเร็ว หลังเกิดปัญหาทุเรียนอ่อนและคุณภาพด้อยจำนวนมาก ราคาปรับลดลงอย่างต่อเนื่องเหลือ กก.ละ 130-135 บาท ก่อนจะฟื้นตัวเล็กน้อยช่วงปลายเมษายนจากแรงซื้อในเทศกาลวันแรงงานและวันแม่จีนที่ 140-145 บาท/กก.ก่อนเข้าสู่ช่วงผลผลิตออกสูงสุดกลางเดือนพฤษภาคมนี้ คาดว่าจะมีผลผลิตมากถึง 483,859 ตัน หรือประมาณ 45% ท่ามกลางปัญหาอุปสรรคที่ท้าทาย
เช่น ทุเรียนอ่อน ทุเรียนปนเปื้อนสารเคมี ต้นทุนน้ำมันและโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นช่วงที่ผลผลิตทุเรียนไทยทั้งภาคตะวันออก ภาคใต้ รวมถึงทุเรียนจากเวียดนามและมาเลเซีย จะออกสู่ตลาดพร้อมกัน ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าราคาทุเรียนไทยจะยังสามารถยืนเหนือ 100 บาท/กก. ได้หรือไม่
ปัญหาทุเรียนอ่อนยังแก้ไม่ตก
นายมณฑล ปริวัฒน์ นายกสมาคมผู้ประกอบการส่งออกทุเรียน มังคุด กล่าวว่า ปัญหาทุเรียนอ่อนยังเป็นปัจจัยสำคัญที่กระทบความเชื่อมั่นในตลาดจีน โดยช่วงต้นฤดูกาลที่ราคาสูง ทำให้มีการเร่งตัดทุเรียนอ่อนจำนวนมาก ส่งผลให้ตลาดจีนระบายสินค้าไม่ได้ และกดราคารับซื้อลงอย่างรวดเร็ว จนเหลือที่ 180-130 บาท/กก.
แม้ไทยจะพยายามยกระดับมาตรการตรวจสอบ ตั้งแต่สวน โรงคัดบรรจุ ไปจนถึงการสุ่มตรวจก่อนปิดตู้ส่งออก แต่ยังพบปัญหาทุเรียนอ่อนในตลาดปลายทางอย่างต่อเนื่อง จึงเสนอให้ทูตพาณิชย์ลงพื้นที่ตรวจสอบตลาดจีน หากพบสินค้าด้อยคุณภาพให้ตรวจสอบหมายเลข GAP GMP DOA ระบุชื่อสวน แบรนด์ และชื่อโรงคัดบรรจุ แจ้งหน่วยงานที่รับผิดชอบในไทยแบบเรียลไทม์ แทนการใช้มาตรการตั้งด่านตรวจในพื้นที่ซึ่งมีข้อจำกัดด้านบุคลากร รวมถึงลดระยะเวลารายงานข้อมูลสถิติ
เตรียมใช้ “กฎเหล็ก” คุมคุณภาพ
ด้าน นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า ยอมรับว่า “ทุเรียนอ่อน” กลายเป็นปัญหาสำคัญที่ทำลายภาพลักษณ์และกลไกเศรษฐกิจทุเรียนไทยในตลาดโลก ปัจจุบันทุเรียนจันทบุรีออกสู่ตลาดแล้วประมาณ 25% และภาครัฐยังเดินหน้าควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด ล่าสุดตรวจล้ง 504 แห่ง พบปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพมากถึง 186 แห่ง มีการตักเตือนและทำทัณฑ์บน หากกระทำผิดซ้ำเกิน 3 ครั้งจะดำเนินการตามกฎหมายขั้นสูงสุด
อย่างไรก็ตามในช่วงกลางนี้ถือเป็นช่วงพีกของทุเรียนจันทบุรี จะมีผลผลิตออก 318,000 ตัน ยิ่งจำเป็นต้องเข้มงวดปัญหาทุเรียนอ่อนมากขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุเรียนไทย โดยจังหวัดร่วมกับสำนักงานเกษตรอำเภอเตรียมพิจารณาออก “ใบอนุญาตเก็บเกี่ยว” เพื่อควบคุมช่วงเวลาตัดทุเรียนให้ได้มาตรฐานความแก่ตามสายพันธุ์ รวมถึงเพิ่มชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจในการตั้งจุดตรวจค้นและตรวจสอบล้งเชิงรุก
ตลาดออนไลน์จีนบุกถึงสวน
ขณะที่ฝั่งตลาดออนไลน์จีนได้เข้ามาจุดกระแสการค้าทุเรียนไทยอย่างชัดเจน โดยแพลตฟอร์มค้าปลีกยักษ์ใหญ่ของจีน เช่น JD.com, Douyin, Kuaishou และ Taobao ส่งทีมอินฟลูเอนเซอร์เข้ามาไลฟ์สดถึงสวนและโรงคัดบรรจุ เน้นเจาะตลาดผู้บริโภครุ่นใหม่ที่มีกำลังซื้อสูง เพื่อดึงทุเรียนเกรดพรีเมี่ยมเข้าตลาดออนไลน์ ช่วยเพิ่มช่องทางการตลาดและเพิ่มมูลค่าให้กลุ่มชาวสวนเพิ่มขึ้น โดยราคารับซื้อจะสูงกว่าเกรด A-B โรงคัดบรรจุ เป็นโอกาสของเกษตรกรที่ทำทุเรียนคุณภาพเกรดพรีเมี่ยม
นางเจียวหลิง พาน (Jiaoling Pan) ผู้จัดการฝ่ายต่างประเทศ บริษัท รอยัล ฟาร์ม กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า บริษัทมีร้านค้าบนแพลตฟอร์ม JD Global เป็นแพลตฟอร์มค้าปลีกอันดับ 1 ของประเทศจีนได้จัดไลฟ์สดจากจังหวัดจันทบุรี เพื่อโปรโมตทุเรียนไทยเกรดพรีเมี่ยมแก่ผู้บริโภคทั่วโลก โดยเน้นคุณภาพ ความแก่ และรสชาติ มากกว่าการแข่งขันด้านราคา
ปัจจุบันมีเครือข่ายเกษตรที่ทำสัญญาขายไว้หลายพื้นที่ เช่น จ.กาญจนบุรี จ.ระยอง จ.จันทบุรี และ จ.ตราด ซึ่งรูปแบบการค้าออนไลน์ช่วยสร้างโอกาสใหม่ให้เกษตรกรที่ผลิตทุเรียนคุณภาพสูง โดยเฉพาะทุเรียนที่มีเปอร์เซ็นต์น้ำหนักแป้งในเนื้อ 34% สูงกว่าที่สำนักงานเกษตรจังหวัดกำหนดไว้ 32% เชื่อว่าเป็นแนวทางเพิ่มมูลค่าและช่วยแก้ปัญหาทุเรียนอ่อนได้ในระยะยาว
ต้นทุนขนส่งพุ่ง-ด่านจีนยังคอขวด
นายสัญชัย ปุรณะชัยคิรี นายกสมาคมผู้ค้าส่งออกผลไม้ไทย กล่าวว่า ปัญหาโลจิสติกส์กลายเป็นอีกหนึ่งปัญหาสำคัญของฤดูกาลนี้ โดยเฉพาะช่วงพีกจะต้องใช้ตู้คอนเทนเนอร์หมุนเวียน 900-1,000 ตู้/วัน ใช้เวลาขนส่ง 5 วัน/รอบ ขณะที่ราคาน้ำมันและค่าขนส่งเพิ่มขึ้นมาก เฉพาะต้นทุนขนส่งรถบรรทุกจากไทยไปชายแดนพุ่งจากเที่ยวละประมาณ 30,000 บาท เป็น 80,000-90,000 บาท รวมถึงยังมีปัญหารอถ่ายตู้ในลาว 1-2 วัน และปัญหาคอขวดที่ด่านจีน ทำให้เสี่ยงต่อความเสียหายของผลไม้
นายกมล ภูมิพงศ์ไทย นายกสมาคมการค้าผลไม้ยุคใหม่ กล่าวว่า สำหรับเส้นทางขนส่งทางบกเริ่มเห็นปัญหาการกระจุกตัว ตู้คอนเทนเนอร์สะสมที่หน้าด่าน รถจากลาว เวียดนามมารับสินค้าไม่ทัน ผู้ประกอบการบางรายหันไปใช้ขนส่งทางเรือ มีปัญหาค่าระวางเรือสูงขึ้น เมื่อการขนส่งใช้ระยะเวลานานทำให้โอกาสไปถึงตลาดไม่ทันราคาขาย ขณะนี้ต้นทุนขนส่งปรับขึ้นทั้งทางเรือ รถยนต์ และรถไฟ เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 57-60% เมื่อเทียบกับปีก่อน
อย่างไรก็ตามในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมนี้ ผู้ประกอบการต้องบริหารจัดการขนส่งเพื่อให้สินค้าถึงปลายทางเร็วที่สุด เนื่องจากเศรษฐกิจตลาดปลายทางมีกำลังซื้อน้อยลง ดังนั้นการลดต้นทุนการขนส่งเป็นไปได้มากที่สุด เพื่อลดผลกระทบการตัดราคารับซื้อหน้าสวน
แรงงานขาดแคลนฉุดกำลังส่งออก
นอกจากปัญหาตลาดและขนส่งแล้ว ผู้ประกอบการยังเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก โดย นายภานุวัชณ์ ไหมแก้ว กรรมการผู้จัดการ บริษัท แซม-ซัน อินเตอร์เฟรช จำกัด จ.จันทบุรี กล่าวว่า ปีนี้บริษัทมีแรงงานลดลงจาก 300 คน เหลือเพียง 100 คน ทำให้ต้องลดกำลังส่งออกจากวันละ 10 ตู้ เหลือ 6-7 ตู้ แม้จะมีออร์เดอร์เพิ่มขึ้นก็ตาม ซึ่งหลาย ๆ ล้งประสบปัญหาเช่นเดียวกันเพราะต้องใช้แรงงานมาก
ด้าน นายกฤติเดช อยู่รอด นายกสมาคมทุเรียนไทย กล่าวว่า แม้จะนำแรงงานเพื่อนบ้านเข้ามาทดแทน แต่ส่วนใหญ่ยังขาดทักษะการทำงาน นอกจากนี้ผู้ประกอบการยังเผชิญต้นทุนแรงงานต่างด้าวสูงขึ้น หากขออนุญาตนำแรงงานต่างด้าวผ่านกระบวนการของรัฐต้องเสียค่าใช้จ่ายหัวละ 6,500 บาท แต่หากผ่านบริษัทจัดหาแรงงานมีค่าใช้จ่ายสูงถึงหัวละ 25,000 บาท มากกว่าการดำเนินการเองถึง 3-4 เท่า จึงเสนอให้ตั้งศูนย์ One Stop Service ใน จ.จันทบุรี เพื่ออำนวยความสะดวกด้านเอกสารแรงงานและลดต้นทุนผู้ประกอบการ
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ทุเรียนตะวันออก รับศึกรอบด้าน ผลผลิตพุ่ง-ราคาผันผวน จับตาพีกกลาง พ.ค.
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net