คุก 5 ปี! ศาลเกาหลีใต้ตัดสิน อดีต ปธน.ยุน ขัดขวาง จนท.ปมประกาศกฎอัยการศึก
วันนี้ (16 ม.ค.2569) Reuters รายงาน ศาลเกาหลีใต้มีคำพิพากษาในชั้นต้น ตัดสินให้ "ยุน ซอกยอล" อดีต ปธน.เกาหลีใต้ รับโทษจำคุก 5 ปี จากคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับการประกาศกฎอัยการศึกซึ่งล้มเหลวเมื่อปี 2567 นับเป็นคำพิพากษาครั้งแรกในคดีอาญาที่เกิดจากเหตุการณ์ดังกล่าว โดยกระบวนการพิจารณาคดีครั้งนี้ถูกถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ และได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางจากสาธารณชน
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า ยุน อดีตอัยการวัย 65 ปี มีความผิดในข้อหาปลอมแปลงเอกสารราชการ และไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนทางกฎหมายที่จำเป็นสำหรับการประกาศกฎอัยการศึก ซึ่งตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายของเกาหลีใต้ ต้องได้รับความเห็นชอบอย่างเป็นทางการจากที่ประชุม ครม. ก่อนดำเนินการ แต่ ยุน กลับใช้อำนาจฝ่ายเดียวโดยไม่ผ่านกระบวนการดังกล่าว
คณะผู้พิพากษา 3 คน ซึ่งมีผู้พิพากษาหัวหน้าคณะเป็นผู้แถลงคำพิพากษา ระบุว่า ยุน ใช้อิทธิพลในฐานะ ปธน. ขัดขวางการบังคับใช้หมายเรียกที่ถูกต้องตามกฎหมาย ผ่านการสั่งการเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานรักษาความมั่นคง การกระทำดังกล่าวทำให้เจ้าหน้าที่ซึ่งควรภักดีต่อรัฐและรัฐธรรมนูญ ถูกนำมาใช้เพื่อความปลอดภัยและผลประโยชน์ส่วนตัวของจำเลย
คำพิพากษามุ่งเน้นเป็นพิเศษไปที่พฤติกรรมของ ยุน ในช่วงที่เขาหลบซ่อนตัวอยู่ภายในที่พักอาศัยส่วนตัวในเดือน ม.ค.2568 โดยสั่งให้หน่วยงานรักษาความมั่นคงขัดขวางไม่ให้ จนท.เข้าปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งประเด็นนี้อาจนำไปสู่โทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี หากศาลพิจารณาในคดีที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม
ระหว่างการพิจารณาคดี ยุนซึ่งมีผมเริ่มหงอกและรูปร่างผอมลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับช่วงที่ถูกสอบสวนครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว เขารับฟังคำพิพากษาอย่างสงบนิ่ง โดยไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ต่อหน้าห้องพิจารณาคดีที่แน่นขนัดไปด้วยผู้สนับสนุนของเขา หลังศาลอ่านคำตัดสินเสร็จสิ้น ยู จองฮวา ทนายความของยุน แถลงต่อสื่อทันทีว่า อดีต ปธน. รายนี้จะยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา โดยระบุว่า รู้สึกเสียใจที่การตัดสินใจครั้งนี้เกี่ยวข้องกับการเมือง
ขณะที่ฝ่ายอัยการปฏิเสธตอบคำถามจากสื่อเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการยื่นอุทธรณ์เช่นกัน ซึ่งเป็นสิทธิ์ตามกฎหมายของอัยการเกาหลีใต้ ปัจจุบัน ยุน ถูกควบคุมตัวอยู่ที่ศูนย์กักกันกรุงโซลในเขตชานเมือง และยังต้องเผชิญกับคดีอาญาคดีอื่น ๆ อีก ซึ่งอัยการร้องขอให้ศาลลงโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต จากข้อกล่าวหาว่าวางแผนก่อกบฏ ด้วยความพยายามใช้อำนาจทางทหารโดยไม่มีเหตุอันสมควร และพยายามระงับการทำงานของรัฐสภา
ยุน ให้การต่อศาลว่า การประกาศกฎอัยการศึกเป็นอำนาจโดยชอบของเขาในฐานะประธานาธิบดี และมีเป้าหมายเพื่อส่งสัญญาณเตือนต่อสิ่งที่เขามองว่าเป็นการขัดขวางการบริหารประเทศจากพรรคฝ่ายค้าน อย่างไรก็ตาม การประกาศดังกล่าวซึ่งกินเวลาเพียงราว 6 ชั่วโมง ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงต่อสังคมเกาหลีใต้ ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 4 ของเอเชีย พันธมิตรด้านความมั่นคงหลักของสหรัฐอเมริกา และหนึ่งในประเทศประชาธิปไตยที่มีเสถียรภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
รัฐสภาเกาหลีใต้ ซึ่งรวมถึงสมาชิกบางส่วนจากพรรคอนุรักษ์นิยมของ ยุน เอง ได้ลงมติคว่ำประกาศกฎอัยการศึกภายในไม่กี่ชั่วโมง ก่อนจะเดินหน้ากระบวนการถอดถอนเขาออกจากตำแหน่ง ส่งผลให้อำนาจหน้าที่ของเขาถูกระงับ ต่อมาในเดือน เม.ย.2568 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำตัดสินถอดถอน ยุน อย่างเป็นทางการ โดยชี้ว่าเขาละเมิดหน้าที่และความรับผิดชอบของตำแหน่ง ปธน.
การจับกุม ยุน ในความพยายามครั้งที่ 2 มีตำรวจมากกว่า 3,000 นายเข้าร่วมปฏิบัติการ ถูกบันทึกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เกาหลีใต้ที่ ปธน. ซึ่งยังดำรงตำแหน่งถูกจับกุมทางอาญา
ก่อนเริ่มการพิจารณาคดี ผู้สนับสนุน ยุน หลายสิบคน รวมตัวชุมนุมอยู่นอกอาคารศาล ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากอพาร์ตเมนต์หรูของเขาในกรุงโซล ผู้ชุมนุมถือป้ายข้อความกล่าวหาว่า ยุน ตกเป็นเหยื่อของ "การล่าแม่มดทางการเมือง" ขณะที่ ตร. จำนวนมากถูกระดมกำลังทั้งภายในและรอบบริเวณศาล เพื่อป้องกันเหตุความไม่สงบ
ยุน กลายเป็น ปธน.เกาหลีใต้ รายล่าสุดที่ถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดและต้องโทษจำคุก ต่อจากกรณีในอดีต เช่น นายพลชุน ดูฮวาน อดีต ปธน. ที่เคยถูกตัดสินประหารชีวิตในปี 2539 จากบทบาทในการปราบปรามการลุกฮือของประชาชนที่เมืองกวางจูเมื่อปี 2523 ก่อนที่โทษดังกล่าวจะถูกลดและได้รับการอภัยโทษหลังรับโทษจำคุกเพียง 2 ปี
คำพิพากษาครั้งนี้ไม่เพียงสะเทือนต่ออนาคตของ ยุน ซอกยอล เท่านั้น หากยังสะท้อนถึงบททดสอบสำคัญของประชาธิปไตยเกาหลีใต้ ในการรับมือกับการใช้อำนาจเกินขอบเขตของผู้นำทางการเมือง แม้ในประเทศที่มีระบบประชาธิปไตยเข้มแข็งและสถาบันตรวจสอบถ่วงดุลที่พัฒนาแล้วก็ตาม
อ่านข่าวอื่น :
มาชาโดมอบ "โนเบลสันติภาพ" ให้ทรัมป์ ได้ถุงสีแดงพร้อมลายเซ็นเป็นที่ระลึกกลับมา
“เจาะแผนแก้ฝุ่นภาคเหนือ ปี 69”
"ในหลวง-พระราชินี" ทรงรับผู้บาดเจ็บ-เสียชีวิตเครนถล่ม ถ.พระราม 2 ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์