โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สงครามตะวันออกกลาง ความเสี่ยงนักลงทุนต้องรู้ น้ำมันเด้ง ทองพุ่ง หุ้นผันผวน

TODAY

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • TODAY

ข่าวการปะทะในตะวันออกกลางดันทั้งราคาน้ำมันให้ดีดตัว ทองคำขยับขึ้น และตลาดหุ้นเริ่มผันผวน เป็นปฏิกิริยาที่ตลาดคุ้นเคยทุกครั้งที่ภูมิภาคนี้ร้อนระอุ

แต่คำถามสำคัญคือ รอบนี้จะเป็นเพียงแรงสะเทือนชั่วคราว หรือจะพัฒนาเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างต่อระบบพลังงานโลก เพราะหลายคนกังวลสถานการณ์น้ำมันโลกตอนนี้

[ ช่องแคบฮอร์มุซคือจุดเสี่ยงหลัก ]

บลจ.อีสท์สปริง (ประเทศไทย) มองว่า ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยกระดับอย่างรวดเร็ว ประเด็นสำคัญที่ทั่วโลกจับตาคือ ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ เส้นทางขนส่งน้ำมันและ LNG ประมาณ 20% ของปริมาณการค้าทั้งโลก

โดยปลายทางหลักอยู่ในเอเชีย หากเกิดการปิดช่องแคบยาวนาน ราคาน้ำมันดิบ Brent มีโอกาสทะลุระดับ 100–120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และอาจนำไปสู่ภาวะ Oil Shock ที่กดดันเงินเฟ้อและเพิ่มความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

อย่างไรก็ตาม หากความขัดแย้งจำกัดวงและมีการเจรจาเกิดขึ้นในระยะสั้น ราคาน้ำมันอาจพุ่งเพียงชั่วคราวก่อนปรับลดลง ขณะที่ตลาดหุ้นมีแนวโน้มฟื้นตัวเร็ว คล้ายเหตุการณ์ความตึงเครียดก่อนหน้าในปี 2025

ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนมองว่า ผลกระทบต่อตลาดหุ้นโดยรวมยังอยู่ในวงจำกัด เว้นแต่สถานการณ์จะยืดเยื้อและทำให้ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดจริง

นักลงทุนจึงยังไม่จำเป็นต้องเร่งปรับพอร์ต แต่ควรติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด เนื่องจากทิศทางของราคาน้ำมันในระยะถัดไปจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลกในช่วงนี้

[ ประเมิน 3 แนวโน้มสถานการณ์ ]

ด้าน SCB CIO มองความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีความเสี่ยงยกระดับในระยะสั้น โดยเฉพาะหากอิหร่านตอบโต้ยืดเยื้อหลังการสูญเสียผู้นำสูงสุด ซึ่งจะกดดันสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก ขณะที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์อย่างทองคำและน้ำมันมีแนวโน้มปรับขึ้นในช่วงแรก

อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งมีโอกาสจำกัดวง ไม่ลุกลามเป็นสงครามระดับภูมิภาคเต็มรูปแบบ ทำให้ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและเงินเฟ้อโลกในภาพรวมยังอยู่ในวงจำกัด โดยปัจจัยที่ต้องติดตามใกล้ชิดคือสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ

โดย SCB CIO ประเมินความเป็นไปได้ของสถานการณ์ออกเป็น 3 กรณีหลัก ได้แก่

1.Base Case (โอกาส 65%) เกิดการปะทะรุนแรงช่วงสั้น ก่อนอิหร่านยอมถอยในประเด็นนิวเคลียร์ และนำไปสู่การเจรจายุติสงคราม ราคาน้ำมันดิบ Brent เคลื่อนไหวราว 70–80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

2.Best Case (โอกาส 25%) เกิดการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองอย่างรวดเร็วในอิหร่าน อุปทานน้ำมันกลับสู่ตลาดเร็ว ราคาน้ำมันปรับฐานลงสู่ระดับ 55–60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

3.Worst Case (โอกาส 10%) สงครามยืดเยื้อ ขยายวงกว้าง และมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างถาวร จนอาจนำไปสู่สงครามกลางเมือง ส่งผลให้ราคาน้ำมัน Brent พุ่งขึ้นสู่ระดับ 90–120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ในด้านกลยุทธ์การลงทุน SCB CIO มองว่าตลาดหุ้นโลกมีโอกาสปรับฐานระยะสั้นจากความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ แต่ไม่แนะนำขายหุ้นจากประเด็นนี้ เพราะผลกระทบพื้นฐานยังจำกัด กลับมองเป็นจังหวะทยอยสะสม (Buy on weakness) สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ในระดับปานกลางค่อนข้างสูงขึ้นไป

สำหรับตลาดหุ้นไทย แม้ได้รับแรงหนุนระยะสั้นจากสัดส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานที่สูง แต่ยังมีโอกาสผันผวนตามตลาดโลก อีกทั้งดัชนี SET ปรับขึ้นมาแล้วกว่า 21.3% ตั้งแต่ต้นปี ทำให้มีแรงขายทำกำไรได้ แนะนำผู้ที่ถือหุ้นไทยอยู่ให้รอจังหวะฟื้นตัว ขณะที่ผู้รับความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนได้ อาจกระจายลงทุนไปตลาดเอเชียที่แนวโน้มกำไรดีกว่า เช่น ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

[ ความเสี่ยงอาจยืดเยื้อกว่ารอบก่อน ]

‘บลจ.ยูโอบี’ ให้มุมมองเพิ่มเติมว่า สงครามรอบนี้แตกต่างจากรอบก่อน เนื่องจากมีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่อาจยืดเยื้อ โดยแบ่งความเป็นไปได้ออกเป็น 3 ฉากทัศน์หลัก

ในกรณีแรก ซึ่งประเมินโอกาสเกิดราว 60% สงครามจบเร็วและไม่ขยายวงกว้าง ราคาน้ำมันดิบ Brent อาจเคลื่อนไหวในกรอบ 75–80 ดอลลาร์ เงินเฟ้อไม่เร่งตัวแรง ตลาดหุ้นผันผวนเพียงระยะสั้น ภายใต้สถานการณ์นี้ ทองคำยังคงทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง แต่โอกาสปรับขึ้นอาจจำกัด

กรณีที่สอง ซึ่งมีโอกาสราว 30% คือสงครามยืดเยื้อหรือมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซชั่วคราว ราคาน้ำมันอาจยืนเหนือ 80 ดอลลาร์เป็นเวลานาน เงินเฟ้อเร่งตัว และเฟดอาจเผชิญข้อจำกัดในการลดดอกเบี้ย เศรษฐกิจมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะ Stagflation ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำอย่างมีนัยสำคัญ

กรณีสามเลวร้ายสุด ซึ่งประเมินโอกาสราว 10% คือความขัดแย้งลุกลามเป็นสงครามระดับภูมิภาคและกระทบอุปทานน้ำมันรุนแรง ราคาน้ำมันอาจทะลุ 100 ดอลลาร์ เกิดภาวะ Oil Supply Shock และฉุดเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นแรงจากแรงซื้อเพื่อป้องกันความเสี่ยง

[ ตลาดจับตา ‘ระยะเวลา‘ ]

เมื่อพิจารณาร่วมกัน ทั้งสามสถาบันเห็นตรงกันว่า หากสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อและช่องแคบฮอร์มุซยังเปิดตามปกติ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกจะยังจำกัด

ดังนั้น สิ่งที่ตลาดกำลังชั่งน้ำหนักจึงไม่ใช่เพียงความรุนแรงของเหตุการณ์ แต่คือ ‘ความยาวนาน’ ของสงคราม เพราะหากกินเวลานานและกระทบอุปทานพลังงานจริง ภาพเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และการเติบโตของเศรษฐกิจโลกอาจต้องประเมินใหม่อีกครั้ง

และในช่วงที่ความไม่แน่นอนยังสูง ราคาน้ำมันจะยังเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางตลาดการเงินโลกในระยะต่อจากนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...