สงครามตะวันออกกลาง ความเสี่ยงนักลงทุนต้องรู้ น้ำมันเด้ง ทองพุ่ง หุ้นผันผวน
ข่าวการปะทะในตะวันออกกลางดันทั้งราคาน้ำมันให้ดีดตัว ทองคำขยับขึ้น และตลาดหุ้นเริ่มผันผวน เป็นปฏิกิริยาที่ตลาดคุ้นเคยทุกครั้งที่ภูมิภาคนี้ร้อนระอุ
แต่คำถามสำคัญคือ รอบนี้จะเป็นเพียงแรงสะเทือนชั่วคราว หรือจะพัฒนาเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างต่อระบบพลังงานโลก เพราะหลายคนกังวลสถานการณ์น้ำมันโลกตอนนี้
[ ช่องแคบฮอร์มุซคือจุดเสี่ยงหลัก ]
บลจ.อีสท์สปริง (ประเทศไทย) มองว่า ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยกระดับอย่างรวดเร็ว ประเด็นสำคัญที่ทั่วโลกจับตาคือ ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ เส้นทางขนส่งน้ำมันและ LNG ประมาณ 20% ของปริมาณการค้าทั้งโลก
โดยปลายทางหลักอยู่ในเอเชีย หากเกิดการปิดช่องแคบยาวนาน ราคาน้ำมันดิบ Brent มีโอกาสทะลุระดับ 100–120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และอาจนำไปสู่ภาวะ Oil Shock ที่กดดันเงินเฟ้อและเพิ่มความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย
อย่างไรก็ตาม หากความขัดแย้งจำกัดวงและมีการเจรจาเกิดขึ้นในระยะสั้น ราคาน้ำมันอาจพุ่งเพียงชั่วคราวก่อนปรับลดลง ขณะที่ตลาดหุ้นมีแนวโน้มฟื้นตัวเร็ว คล้ายเหตุการณ์ความตึงเครียดก่อนหน้าในปี 2025
ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนมองว่า ผลกระทบต่อตลาดหุ้นโดยรวมยังอยู่ในวงจำกัด เว้นแต่สถานการณ์จะยืดเยื้อและทำให้ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดจริง
นักลงทุนจึงยังไม่จำเป็นต้องเร่งปรับพอร์ต แต่ควรติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด เนื่องจากทิศทางของราคาน้ำมันในระยะถัดไปจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลกในช่วงนี้
[ ประเมิน 3 แนวโน้มสถานการณ์ ]
ด้าน SCB CIO มองความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีความเสี่ยงยกระดับในระยะสั้น โดยเฉพาะหากอิหร่านตอบโต้ยืดเยื้อหลังการสูญเสียผู้นำสูงสุด ซึ่งจะกดดันสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก ขณะที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์อย่างทองคำและน้ำมันมีแนวโน้มปรับขึ้นในช่วงแรก
อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งมีโอกาสจำกัดวง ไม่ลุกลามเป็นสงครามระดับภูมิภาคเต็มรูปแบบ ทำให้ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและเงินเฟ้อโลกในภาพรวมยังอยู่ในวงจำกัด โดยปัจจัยที่ต้องติดตามใกล้ชิดคือสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ
โดย SCB CIO ประเมินความเป็นไปได้ของสถานการณ์ออกเป็น 3 กรณีหลัก ได้แก่
1.Base Case (โอกาส 65%) เกิดการปะทะรุนแรงช่วงสั้น ก่อนอิหร่านยอมถอยในประเด็นนิวเคลียร์ และนำไปสู่การเจรจายุติสงคราม ราคาน้ำมันดิบ Brent เคลื่อนไหวราว 70–80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
2.Best Case (โอกาส 25%) เกิดการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองอย่างรวดเร็วในอิหร่าน อุปทานน้ำมันกลับสู่ตลาดเร็ว ราคาน้ำมันปรับฐานลงสู่ระดับ 55–60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
3.Worst Case (โอกาส 10%) สงครามยืดเยื้อ ขยายวงกว้าง และมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างถาวร จนอาจนำไปสู่สงครามกลางเมือง ส่งผลให้ราคาน้ำมัน Brent พุ่งขึ้นสู่ระดับ 90–120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ในด้านกลยุทธ์การลงทุน SCB CIO มองว่าตลาดหุ้นโลกมีโอกาสปรับฐานระยะสั้นจากความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ แต่ไม่แนะนำขายหุ้นจากประเด็นนี้ เพราะผลกระทบพื้นฐานยังจำกัด กลับมองเป็นจังหวะทยอยสะสม (Buy on weakness) สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ในระดับปานกลางค่อนข้างสูงขึ้นไป
สำหรับตลาดหุ้นไทย แม้ได้รับแรงหนุนระยะสั้นจากสัดส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานที่สูง แต่ยังมีโอกาสผันผวนตามตลาดโลก อีกทั้งดัชนี SET ปรับขึ้นมาแล้วกว่า 21.3% ตั้งแต่ต้นปี ทำให้มีแรงขายทำกำไรได้ แนะนำผู้ที่ถือหุ้นไทยอยู่ให้รอจังหวะฟื้นตัว ขณะที่ผู้รับความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนได้ อาจกระจายลงทุนไปตลาดเอเชียที่แนวโน้มกำไรดีกว่า เช่น ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้
[ ความเสี่ยงอาจยืดเยื้อกว่ารอบก่อน ]
‘บลจ.ยูโอบี’ ให้มุมมองเพิ่มเติมว่า สงครามรอบนี้แตกต่างจากรอบก่อน เนื่องจากมีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่อาจยืดเยื้อ โดยแบ่งความเป็นไปได้ออกเป็น 3 ฉากทัศน์หลัก
ในกรณีแรก ซึ่งประเมินโอกาสเกิดราว 60% สงครามจบเร็วและไม่ขยายวงกว้าง ราคาน้ำมันดิบ Brent อาจเคลื่อนไหวในกรอบ 75–80 ดอลลาร์ เงินเฟ้อไม่เร่งตัวแรง ตลาดหุ้นผันผวนเพียงระยะสั้น ภายใต้สถานการณ์นี้ ทองคำยังคงทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง แต่โอกาสปรับขึ้นอาจจำกัด
กรณีที่สอง ซึ่งมีโอกาสราว 30% คือสงครามยืดเยื้อหรือมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซชั่วคราว ราคาน้ำมันอาจยืนเหนือ 80 ดอลลาร์เป็นเวลานาน เงินเฟ้อเร่งตัว และเฟดอาจเผชิญข้อจำกัดในการลดดอกเบี้ย เศรษฐกิจมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะ Stagflation ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำอย่างมีนัยสำคัญ
กรณีสามเลวร้ายสุด ซึ่งประเมินโอกาสราว 10% คือความขัดแย้งลุกลามเป็นสงครามระดับภูมิภาคและกระทบอุปทานน้ำมันรุนแรง ราคาน้ำมันอาจทะลุ 100 ดอลลาร์ เกิดภาวะ Oil Supply Shock และฉุดเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นแรงจากแรงซื้อเพื่อป้องกันความเสี่ยง
[ ตลาดจับตา ‘ระยะเวลา‘ ]
เมื่อพิจารณาร่วมกัน ทั้งสามสถาบันเห็นตรงกันว่า หากสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อและช่องแคบฮอร์มุซยังเปิดตามปกติ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกจะยังจำกัด
ดังนั้น สิ่งที่ตลาดกำลังชั่งน้ำหนักจึงไม่ใช่เพียงความรุนแรงของเหตุการณ์ แต่คือ ‘ความยาวนาน’ ของสงคราม เพราะหากกินเวลานานและกระทบอุปทานพลังงานจริง ภาพเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และการเติบโตของเศรษฐกิจโลกอาจต้องประเมินใหม่อีกครั้ง
และในช่วงที่ความไม่แน่นอนยังสูง ราคาน้ำมันจะยังเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางตลาดการเงินโลกในระยะต่อจากนี้