“คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.” ส่อดึงลากยาว เร่งสอบพยาน 1,200 ปาก ขยายผล “7 กลุ่มคน”
จากกรณีที่สำนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีพิเศษ 1 สำนักงานอัยการสูงสุด ได้มีหนังสือส่งถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 69 เรื่อง คืนสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 หรือคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. พร้อมคำสั่ง 5 ประเด็นให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนมาใหม่เพิ่มเติม ประกอบด้วย 1.ให้พนักงานสอบสวนทำสำนวนการสอบสวนใหม่ โดยให้นำผู้ต้องหาทั้ง 8 ราย (สว.ตัวจริง 2 ราย และเครือข่ายพรรคการเมืองดัง 6 ราย) ที่สั่งฟ้องไปก่อนหน้านี้ สอบสวนเป็นสำนวนเดียวกันกับสมาชิกคณะบุคคลผู้ร่วมกระทำความผิดกลุ่มอื่น ๆ อีก 7 กลุ่ม 2.ให้พนักงานสอบสวนนำพยานหลักฐานทั้งหมดในสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มาประกอบสำนวนการสอบสวนด้วย
3.ให้พนักงานสอบสวนนำเอกสารคำขอเปิดบัญชีธนาคาร เอกสารความเคลื่อนไหวทางบัญชีธนาคารของสมาชิกคณะบุคคลกลุ่มเครือข่ายผู้ร่วมกระทำความผิดคดีนี้ทั้งหมดมาประกอบสำนวนการสอบสวน 4.ให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมในประเด็นตามหนังสือร้องขอความเป็นธรรมของคณะตัวแทนสมาชิกวุฒิสภาสำรองต่ออัยการสูงสุด ฉบับลงวันที่ 22 ธ.ค. 68 และตามหนังสือร้องขอความเป็นธรรมของคณะตัวแทนสมาชิกวุฒิสภาสำรองต่ออธิบดีอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ ฉบับลงวันที่ 8 ธ.ค. 68 5.ให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนต่อไปจนสิ้นกระแสความ
กระทั่งเมื่อวันที่ 5 ก.พ.ที่ผ่านมา คณะพนักงานสอบสวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. นำโดย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ นายสุริยน ประภาสะวัต อัยการพิเศษฝ่ายการสอบสวน 1 สำนักงานการสอบสวน สำนักงานอัยการสูงสุด พ.ต.ท.อนุรักษ์ โรจนนิรันดร์กิจ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ และพนักงานอัยการสำนักงานการสอบสวนได้ร่วมประชุมหารือกันเป็นครั้งแรก โดยที่ประชุมมีมติเบื้องต้นว่าจะพิจารณาพฤติการณ์คน 7 กลุ่มตามคำแนะนำของอัยการคดีพิเศษ และนำหลักฐานของ กกต. มาประกอบการพิจารณาในสำนวน พร้อมกับเดินหน้าสอบปากคำพยานต่อเนื่อง และให้ความเป็นธรรมตามหนังสือคำร้องของสมาชิกวุฒิสภาสำรอง และสมาชิกวุฒิสภาตัวจริง เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการสอบสวน ตามที่มีการรายงานข่าวไปอย่างต่อเนื่องแล้วนั้น
ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 18 ก.พ. “ทีมข่าวอาชญากรรมเดลินิวส์” ได้รับรายงานจากแหล่งข่าวระดับสูง ว่า ตามเนื้อหาประเด็น 5 ข้อคำสั่งของอัยการคดีพิเศษ ไม่ใช่เป็นการสอบสวนเพิ่มเติม แต่เป็นการตีกลับสำนวน โดยเฉพาะข้อสังเกตสำคัญที่ให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษทำสำนวนโดยต้องรอจากทาง กกต. ซึ่งทำสำนวนคดีฮั้วเลือก สว. ตามกฎหมายเลือกตั้งให้เรียบร้อยก่อน อย่างไรก็ตาม สำนวนคดีฮั้วเลือก สว. ตามกฎหมายเลือกตั้ง ก็ยังคงอยู่ในชั้นของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ซึ่งก็คาดว่าจะใช้เวลาพอสมควร อีกทั้งหากไปดูข้อสังเกตสำคัญที่พนักงานอัยการคดีพิเศษได้สั่งการกลับมายังคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. จะเป็นการระบุถึง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 77 (1) ซึ่งเป็นความผิดที่เป็นมูลฐานแห่งการดำเนินคดีนี้ พนักงานอัยการคดีพิเศษจึงต้องการให้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอและอัยการสำนักงานการสอบสวน) นำความผิดของสมาชิกคณะบุคคลกลุ่มเครือข่ายผู้ร่วมกระทำความผิดในสำนวนของ กกต. มาประกอบกับสำนวนคดีพิเศษนี้ด้วย อย่างไรก็ต้องรอทาง กกต. ซึ่งค่อนข้างเป็นอุปสรรค
แหล่งข่าวระดับสูง เผยอีกว่า พนักงานอัยการคดีพิเศษยังมอบหมายให้ดีเอสไอไปดำเนินการสอบสวนปากคำพยานให้ครบทั้ง 1,200 ราย และที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือเรื่องของเส้นทางการเงินของสมาชิกคณะบุคคลกลุ่มเครือข่ายผู้ร่วมกระทำความผิดในคดีนี้ทั้งหมด ซึ่งก็หมายความรวมถึงกลุ่มบุคคลที่ถูกดำเนินคดีแจ้งข้อกล่าวหา จำนวน 229 ราย ในสำนวนคดีของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 ก่อนหน้านี้ด้วย ซึ่งปัญหาที่พบตอนนี้ คือ กกต. เองก็ไม่รับพยานหลักฐานจากดีเอสไอ และเมื่อดีเอสไอประสานขอหลักฐานจาก กกต. ก็ยังไม่ได้รับเช่นเดียวกัน ส่วนกรณีที่ต้องมีการสั่งฟ้องผู้ต้องหาคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ไปก่อนหน้านี้จำนวน 8 ราย ซึ่งมีทั้ง สว.ตัวจริง 2 ราย และเครือข่ายพรรคการเมืองดัง 6 ราย ก็เพื่อเป็นการได้นำร่องสั่งฟ้องไปก่อนตามพยานหลักฐานที่ปรากฏชัดเจน เพราะเชื่อว่าหากต้องรอสั่งฟ้องให้ครบตามจำนวน สว.ตัวจริง 138 ราย ที่เข้ามาเกี่ยวข้องเชื่อมโยงในคดีฮั้วเลือก สว. อาจเป็นการทำให้สำนวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ต้องล่าช้าไปกว่า 3-5 ปีได้ จึงมองว่าการสั่งฟ้องไปก่อน 8 รายดังกล่าว จะเป็นสิ่งที่ทำได้มากที่สุดตามพยานหลักฐานในขณะนั้น
แหล่งข่าวระดับสูง เผยต่อว่า หากถามว่าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. มีกรอบระยะเวลาในการสอบสวนใหม่เพิ่มเติมตามคำสั่งของอัยการคดีพิเศษนานเท่าใดนั้น ต้องยอมรับตรง ๆ ว่าหากต้องสอบสวนให้เป็นไปโดยละเอียด รอบคอบ และเที่ยงธรรม ให้ได้ข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานและบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด มันแทบจะไม่มีกรอบระยะเวลาเลย เพราะหากไปดูประเด็นคำสั่งข้อที่ 1 ของอัยการคดีพิเศษ ท่านได้ระบุมาเลยว่า ให้พนักงานสอบสวนทำสำนวนการสอบสวนใหม่โดยให้นำผู้ต้องหาทั้ง 8 รายที่สั่งฟ้องไปนั้น ไปทำการสอบสวนเป็นสำนวนเดียวกันกับของสำนวนคดีฮั้ว สว. ตามกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งในสำนวนนั้นจะมีความเกี่ยวข้องกับสมาชิกคณะบุคคลผู้ร่วมกระทำความผิดจำนวน 7 กลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น 1.กลุ่มบุคคลผู้มีอำนาจตัดสินใจ 2.กลุ่มบุคคลผู้วางแผนการกระทำความผิดและจัดวางระบบปฎิบัติการโปรแกรมออฟไลน์ 3.กลุ่มกรรมการบริหารของคณะบุคคล 4.กลุ่มผู้ปฏิบัติจัดหาผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา 5.กลุ่มผู้ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีการกำหนดชื่อและหมายหมายเลขในโพย จำนวน 141 ราย 6.กลุ่มผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาประเภทโหวตเตอร์ และ 7.กลุ่มติวเตอร์ผู้ทำโพย
ฉะนั้น ผลการพิจารณาของคดีฮั้วเลือก สว. ตามกฎหมายเลือกตั้งของ กกต. โดยเฉพาะคณะกรรมการการเลือกตั้ง (บอร์ด กกต.ชุดใหญ่) มีผลท้ายสุดอย่างไร ก็ค่อนข้างมีผลต่อคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ในทางใดทางหนึ่ง ซึ่งแม้ว่าความเห็นของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 และคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 จะมีมติความเห็นทางคดีเหมือนกัน หรือแตกต่างกันอย่างไร แต่สุดท้ายผลการวินิจฉัยของคณะกรรมการ กกต. จะถือเป็นที่สุด ซึ่งทางคณะกรรมการ กกต. จะใช้ดุลพินิจว่าจะเชื่อตามที่คณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ดำเนินการสืบสวนสอบสวน หรือตามที่คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ได้กลั่นกรองสำนวน หรือจะมองเป็นอย่างอื่นก็ได้
"ในกรณีที่มีการตั้งข้อสงสัยว่าหากท้ายสุดแล้วในสำนวนคดีฮั้ว สว. ตามกฎหมายเลือกตั้งที่ กกต. ดำเนินการ ไม่ได้มีการดำเนินคดีต่อผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย ตามที่คณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ได้มีความเห็นไว้ จะมีผลต่อการทำสำนวนคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ของดีเอสไอหรือไม่ ว่าถ้าบุคคลไม่ถูกแจ้งข้อหาในคดีฮั้ว สว. ตามกฎหมายเลือกตั้ง แล้วจะต้องหมายรวมว่า บุคคลก็จะไม่ถูกแจ้งข้อหาอาญาเช่นเดียวกันนั้น ในเรื่องนี้ตามหลักการแล้วมันจะต้องเอาพยานหลักฐานมาดูประกอบกัน ไม่สามารถตอบได้ทันทีว่าสามารถทำได้หรือไม่ได้ เพราะมันต้องยันในส่วนข้อเท็จจริงให้ได้ก่อนว่ามีกระบวนการ คณะบุคคลทำการดังกล่าวตามที่ถูกดำเนินคดีจริงหรือไม่ ฉะนั้น แม้ กกต. ไม่ได้แจ้งดำเนินคดีบุคคลในสำนวนฮั้ว สว. ตามกฎหมายเลือกตั้ง แต่ก็ไม่ได้สรุปความไปได้เลยว่าคณะพนักงานสอบสวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. จะต้องไม่ดำเนินการตามไปด้วย เพราะอย่างไรแล้วเนื้อหาในทางคดีก็เป็นข้อเท็จจริงที่จะใช้ในการพิสูจน์ และคณะทำงานก็ต่างมีข้อมูลหลักฐานของตนเองอยู่แล้ว กฎหมายเลือกตั้งก็ส่วนของ กกต. แต่กฎหมายคดีอาญา ก็เป็นส่วนของคณะพนักงานสอบสวนฯ" แหล่งข่าวระดับสูง ระบุ
แหล่งข่าวระดับสูง เผยด้วยว่า คณะพนักงานสอบสวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ได้มีความพยายามติดต่อประสานขอรับพยานหลักฐานและข้อมูลจากทาง กกต. อาทิ รายงานผลการชี้มูลว่าในสำนวนคดีความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง กกต. ได้มีการชี้มูลบุคคลใดไปบ้างแล้ว (ผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย) ทั้งในส่วนของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลางคณะที่ 26 และคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ซึ่งก็ทราบว่าในส่วนของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ยังคงดำเนินการไม่แล้วเสร็จ แม้ว่าจะมีกรอบระยะเวลาเดิม 90 วัน และยังสามารถขยายเพิ่มเติมได้อีกก็ตาม จึงอาจทำให้ กกต. ยังไม่ส่งพยานหลักฐานและข้อมูลมาให้คณะพนักงานสอบสวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. นำไปประกอบการพิจารณาตามคำสั่งของอัยการคดีพิเศษได้
อย่างไรก็ดี หากล่วงเลยเวลาพอสมควรแล้ว กกต. ยังไม่สามารถส่งข้อมูลให้กับคณะพนักงานสอบสวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ได้นั้น ทางคณะพนักงานสอบสวนฯ จะได้มีการสอบถามไปยังอัยการคดีพิเศษถึงอุปสรรคดังกล่าว ว่าต้องดำเนินการอย่างไรต่อไปหรือไม่ นอกจากนี้ คณะพนักงานสอบสวนฯ ก็ได้มีการเดินหน้าสอบปากคำพยานให้ครบ 1,200 ราย ตามที่พนักงานอัยการคดีพิเศษได้มีคำแนะนำ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ได้มีการทยอยสอบปากคำไปแล้วประมาณ 700 ปาก ส่วนหลังจากนี้จะได้มีการขยายผลครอบคลุมไปยังในส่วนของคณะบุคคล 7 กลุ่ม ที่อยู่ในสำนวนคดีฮั้ว สว. ของ กกต. ตามคำสั่งของพนักงานอัยการคดีพิเศษต่อไป.