MBK ศูนย์การค้า-โรงแรมเด่น ท่องเที่ยวฟื้นปักธงโต 10%
#MBK #ทันหุ้น – MBK วางเป้ารายได้เติบโตราว 10% แม้เศรษฐกิจไทยจะโตต่ำ ชูแรงหนุนจากการฟื้นตัวท่องเที่ยวที่ส่งผลเชิงบวกต่อศูนย์การค้า โรงแรม อาหาร และกอล์ฟ ตั้งงบลงทุนเฉลี่ยราว 1 พันล้านบาทต่อปี เน้นรอจังหวะเหมาะสม ล่าสุดร่วมพันธมิตรสิงคโปร์เปิดโรงเรียนนานาชาติเพิ่มมูลค่า โครงการ Riverdale Districtระยะยาว
นายวิจักษณ์ ประดิษฐวณิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) หรือ MBK เปิดเผยว่า กลุ่มบริษัทประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2569 ยังเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ กดดันจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือน โครงสร้างประชากร และการแข่งขันด้านการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ
สำหรับกลุ่ม MBK ได้บริหารความเสี่ยงในการลงทุน มาอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันโครงสร้างรายได้ของกลุ่ม MBK แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ รายได้จากธุรกิจที่ดำเนินการเอง มีสัดส่วนราว 30% ของรายได้รวมทั้งปี และรายได้จากการลงทุน ผ่านการถือหุ้นในธุรกิจศักยภาพ เช่น การถือหุ้นในTCAP สัดส่วน 24.9% รวมถึงการลงทุนในสยามพิวรรธน์ ซึ่งสร้างผลตอบแทนในรูปของกำไรกลับคืนสู่บริษัทอย่างต่อเนื่อง
เบื้องต้นกลุ่มบริษัท MBK ยังคงตั้งเป้าหมายรายได้รวมทั้งปี 2569 เติบโตราว 10% โดยมีปัจจัยหนุนหลักจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ส่งผลเชิงบวกแบบ Multiplier โดยตรงต่อ 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ 1.ศูนย์การค้า 2.โรงแรมและท่องเที่ยว 3.ธุรกิจอาหาร และ 4.ธุรกิจกอล์ฟ
สำหรับกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ นายวิจักษณ์ยอมรับว่ายังไม่ฟื้นตัว เนื่องจากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่กระทบต่อความสามารถในการขอสินเชื่อของผู้บริโภค
“ปี 2568 ศูนย์การค้า MBK เซ็นเตอร์มีปริมาณทราฟฟิกเฉลี่ยในช่วงวันหยุดกว่า 1 แสนราย และช่วงวันทำงานเฉลี่ยราว 9 หมื่นราย ขณะที่ธุรกิจโรงแรมทั้ง 8 แห่งมีอัตราการเข้าพักค่อนข้างสูงโดยเฉพาะที่ภูเก็ต และกรุงเทพ ดังนั้นปีนี้ก็คาดว่าจะยังคงเติบโตได้ต่อเนื่อง”
@ ยกระดับบริหาร
สำหรับสถานการณ์ การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในต่างประเทศ กลุ่ม MBK ให้ความสำคัญกับการติดตามสถานการณ์โรคระบาดอย่างใกล้ชิด โดยบริษัทมีแนวทางรับมือที่เป็นระบบมากขึ้นเนื่องจากมีบทเรียนจากช่วงโควิด-19 ซึ่งทำให้บริษัทมีการเตรียมแผนสำรอง (Backup Plan) ไว้รองรับหากเกิดวิกฤตการณ์ขึ้นอีก โดยปัจจุบันกำลังมอนิเตอร์สถานการณ์ไวรัสจากประเทศอินเดีย
งบลงทุนราว 1 พันล.
ขณะเดียวกัน บริษัทยังมองหาโอกาสการลงทุนใหม่อย่างสม่ำเสมอ โดยใช้เกณฑ์พิจารณาจากราคา ความเสี่ยง และผลตอบแทนที่เหมาะสม เน้นการลงทุนในธุรกิจที่มีศักยภาพเติบโตในระยะยาว อาทิ ธุรกิจโรงแรม การลงทุนในที่ดิน รวมถึงธุรกิจเชิงท่องเที่ยวโดยมีงบประมาณเฉลี่ยราว 1 พันล้านบาทต่อปี
“MBK เลือกใช้กลยุทธ์รอจังหวะที่เหมาะสม เนื่องจากบริษัทไม่มีข้อจำกัดด้านเงินทุน จึงเลือกที่จะรอคอยและมอนิเตอร์สถานการณ์แทนการเร่งเปิดตัวโครงการในช่วงที่ตลาดยังไม่เอื้ออำนวย เมื่อมีความเสี่ยงมากขึ้น บริษัทจะยิ่งต้องเลือกมากขึ้น โดยพิจารณาจากราคาที่เหมาะสมและจำนวนเงินลงทุนที่ต้องใช้”
ล่าสุดบริษัท ริเวอร์เดล กอล์ฟ แอนด์ คันทรี่ คลับ จำกัด ในเครือMBK ร่วมกับ Sing-Ed Corporation ผู้บริหารโรงเรียนนานาชาติ Invictus International School จากประเทศสิงคโปร์ พัฒนาสถาบันการศึกษานานาชาติภายในพื้นที่โครงการ Riverdale District มิกซ์ยูสขนาดใหญ่บนพื้นที่กว่า 1,500 ไร่ ให้เป็น Community ที่ครบถ้วนสมบูรณ์ตั้งแต่ต้น และช่วยยกระดับศักยภาพการแข่งขันของอสังหาริมทรัพย์อย่างมีนัยสำคัญ โดยจะใช้งบประมาณการลงทุนในเฟสแรกไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท
ปัจจุบันโรงเรียนนานาชาติ Invictus International School บริหารโรงเรียนนานาชาติ 9 แห่งใน 5 ประเทศโดยในประเทศไทยมีนักเรียนในโปรแกรมการศึกษาราว 100 – 200 รายอัตราค่าเทอมเฉลี่ย 2.9 – 4 แสนบาทต่อเทอม จึงเตรียมขยายโรงเรียน ไปยังพื้นที่โครงการ Riverdale District เบื้องต้นคาดว่าจะเริ่มเปิดรับนักเรียนได้ในช่วงเดือนมกราคม พ.ศ. 2571 เปิดสอนหลักสูตร Cambridge Curriculum ตั้งแต่ระดับ Nursery ถึง Year 13 รองรับนักเรียนได้ประมาณ 1,400 คน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาผู้เรียนแบบองค์รวม ทั้งด้านวิชาการ ทักษะชีวิต และ กิจกรรมเสริมหลักสูตร (Co-Curricular Programme) ควบคู่กับการประเมินผลแบบ Assessment for Learning ที่ได้มาตรฐานสากล
“การมีโรงเรียนนานาชาติชั้นนำเข้ามาในพื้นที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทั้งลูกบ้านเดิมและผู้ที่ใช้ชีวิตทำกิจกรรมในพื้นที่หรือคนในชุมชนโดยรอบ ขณะเดียวกันยังดึงดูดกลุ่มครอบครัวที่ต้องการที่อยู่อาศัยใกล้สถานศึกษา ลดภาระการเดินทาง และก่อให้เกิดความเกื้อกูลระหว่างกลุ่มลูกค้าของโรงเรียนและโครงการอย่างชัดเจน ส่งผลให้ Riverdale District พัฒนาไปสู่การเป็น Education & Lifestyle Destination ชุมชนคุณภาพท่ามกลางธรรมชาติที่เอื้อต่อการเรียนรู้ การใช้ชีวิต และการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว”