โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ฝรั่ง 2 ชาติเผยวิธีลงโทษสุดโหดสมัยอยุธยา “กรีดหัว-ตอกทวารหนัก-ตัดร่างเป็นชิ้น”

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพ “ยูเดีย” (อาณาจักรอยุธยา) วาดโดยโยฮันเนส วิงโบนส์ (Johannes Vingboons) ต้นสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

ฝรั่ง 2 ชาติเผยวิธีลงโทษสุดโหดสมัยอยุธยา “กรีดหัว-ตอกทวารหนัก-ตัดร่างเป็นชิ้น”

สมัยกรุงศรีอยุธยาเมื่อมีใครทำผิดรุนแรง โทษที่ได้รับมักถึงชีวิต ซึ่งเรื่องวิธีลงโทษสุดโหดยุคนั้นปรากฏในเอกสารตะวันตกหลายฉบับ ทำเอาคนยุคนี้ที่ได้รับรู้ต่างขนพองสยองเกล้าอยู่ไม่น้อย

“จุ่มน้ำมันเดือด-ลุยไฟ” วิธีพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของมนุษย์อยุธยา

เยเรเมียส ฟาน ฟลีต (Jeremias van Vliet) หรือที่คนไทยเรียกว่า “วันวลิต” ชาวฮอลันดาที่เข้ามาติดต่อค้าขายในนามบริษัท VOC ราว พ.ศ. 2176-2185 สมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง บันทึกถึงวิธีการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของชาวอยุธยาสมัยนั้นไว้ในผลงานเรื่อง “พรรณนาเรื่องอาณาจักรสยาม” ว่า

หากมีข้อขัดแย้งเกิดขึ้น คู่ความอาจต้องผ่านการทดสอบที่รุนแรง มีทั้งดำน้ำ เอามือจุ่มในน้ำมันเดือดๆ ลุยไฟด้วยเท้าเปล่า หรือกินก้อนข้าว ซึ่งเสกเป่าด้วยคำสาบาน อย่างหลังนี้ต้องกระทำร่วมกับพิธีการต่าง ๆ ต่อหน้าผู้พิพากษา และประชาชน ที่บริเวณใกล้โบสถ์ หรือสาธารณสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ โดยมีพระสงฆ์อยู่ร่วมในพิธีดังกล่าวด้วย

“สำหรับการดำน้ำนั้นได้ปักเสา ๒ ต้น เอาปลายข้างหนึ่งปักลงไปในดิน ให้คู่ความดำน้ำลงไปพร้อมๆ กัน เกาะเสาไว้ ผู้ที่ดำน้ำได้นานที่สุด เป็นผู้ชนะคดี ผู้ที่ไม่เป็นแผลพวงหรือผู้ที่มีแผลน้อยในการเอามือจุ่มลงไปในน้ำมันร้อนๆ หรือผู้สามารถเดินไปมาอย่างช้าๆ บนถ่านที่มีไฟคุอยู่ได้สองสามเที่ยวเที่ยวละ ๔-๕ ก้าวได้โดยไม่เจ็บปวดหรือเป็นอันตรายแล้ว เป็นผู้ชนะคดีเหมือนกัน

พระสงฆ์จะเป็นผู้ให้ก้อนข้าวปลุกเสกแก่คู่ความกิน คนที่กินก้อนข้าวลงสู่ท้องได้โดยไม่พ่นกระเด็นออกมาเป็นผู้ชนะคดี”

ในคดีอาชญากรรมอื่น ๆ เช่น ทำให้เกิดการบาดเจ็บ ผิดประเวณี ฆาตกรรม ขายชาติ ลักขโมย ลอบวางเพลิง ฯลฯ หากผู้ต้องหาให้การเท็จ จะถูกบังคับให้รับสารภาพด้วยวิธีการทรมานสุดทารุณ เช่น ยืนบนแผ่นโลหะร้อนสุกแดงด้วยเท้าเปล่า เอาโคลนร้อน ๆ ชโลมทั่วตัวจนถึงเท้า หรือเอาเชือกที่มีหลายปมรัดรอบศีรษะให้แน่น เป็นต้น

ด้าน ฟรองซัวส์ อองรี ตุรแปง (François Henri Turpin) ชาวฝรั่งเศส พรรณนาเรื่องราวต่าง ๆ ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายไว้ใน “ประวัติศาสตร์แห่งพระราชอาณาจักรสยาม” พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2314 (เทียบแล้วอยู่ในสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี) ที่ฝรั่งเศส เล่าถึงวิธีที่ชาวอยุธยาใช้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ว่า

ในกระบวนการพิจารณาความแพ่ง หรือความอาญา ถ้าไม่มีข้อพิสูจน์เป็นหนังสือ หรือเป็นคำให้การของพยาน เจ้าหน้าที่จะใช้การพิสูจน์ด้วยไฟ หรือน้ำ โดยให้เฉพาะฝ่ายจำเลยเข้ารับการพิสูจน์

วิธีพิสูจน์ด้วยไฟ คือ ขุดหลุมกว้าง 2 ฟุต ยาว 8 ฟุต ปลายหลุม 2 ข้างปักไม้หลักเป็นระยะ เพื่อรองรับเชือกเส้นหนึ่ง ที่อยู่สูงขนาดเท้าข้อศอกได้ ห้ามคนที่จะรับการพิสูจน์เดินเป็นเวลาหลายวัน เพื่อให้เท้าอ่อนกำลังลง ไฟจะได้ไหม้ง่ายขึ้น เมื่อถึงวันพิสูจน์ก็เอาถ่านแดง ๆ ใส่จนเต็มหลุม ให้จำเลยเดินข้าม 3 ครั้ง แล้วพาไปยังห้องพิจารณาความ เพื่อดูเท้า ถ้าไม่มีรอยไหม้ถึงจะปล่อยตัวจำเลย ตุรแปงบอกว่า ชาวสยามเชื่อว่า วิธีนี้เป็นวิธีที่ไม่รู้จักผิดพลาด เพื่อรู้ว่าคนไหนบริสุทธิ์ คนไหนเป็นคนผิด

ส่วนการพิสูจน์ด้วยน้ำ ทั้งโจทก์และจำเลยต้องรับการพิสูจน์ทั้งคู่ ทำโดยปักเสา 2 ต้นในแม่น้ำ ห่างกัน 6-7 ฟุต แล้วให้ 2 ฝ่ายทิ้งตัวจากยอดเสาลงไปในน้ำ คนที่ดำน้ำนานกว่าถือเป็นผู้บริสุทธิ์

“เพราะตามที่ชาวสยามพูดกันนั้น พวกผีปีศาจทรมานคนผิดอยู่ใต้น้ำ ทำให้คนผิดต้องรีบขึ้นมาเหนือน้ำ ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งไม่มีอะไรจะกลัวว่าผีจะทรมานก็ไม่ต้องรีบร้อนโผล่ขึ้นมา”

สารพัดวิธีลงโทษสุดโหดสมัยอยุธยา

วันวลิตบันทึกถึงการลงโทษในสังคมอยุธยาว่า หากเป็นอาชญากรรมร้ายแรง ต้องนำความขึ้นกราบบังคมทูลพระเจ้าแผ่นดินทรงทราบ ผู้ถูกตัดสินว่ากระทำผิดจะได้รับอภัยโทษ ขังคุก หรือประหารชีวิต ก็สุดแล้วแต่พระอุปนิสัยอันโหดร้าย หรือเมตตากรุณาของพระเจ้าแผ่นดิน

พวกนักโทษมักไม่ค่อยถูกลงโทษด้วยการปรับไหม หรือการเนรเทศออกนอกประเทศตามปกติ แต่มักถูกเนรเทศให้ไปอยู่ในที่ทุรกันดารในฐานะทาส ต้องติดโซ่ตรวน โดนริบทรัพย์สมบัติ ตัดมือ เท้า และลิ้น ถูกทอดในกระทะ ราดด้วยน้ำมัน และเผาทั้งเป็น ถูกตัดออกเป็นชิ้น ๆ ถูกตัดหัว ตัดครึ่งตัว แต่ในคดีผิดประเวณีต้องถูกโยนให้ช้างเหยียบตาย จากนั้นทรัพย์สมบัติของผู้นั้นจะตกเป็นของพระเจ้าแผ่นดิน

ขณะที่ตุรแปงบันทึกว่า กฎหมายสั่งให้ทำลายบ้านโสเภณี และถ้าพิสูจน์ได้ว่า หญิงเสเพลคนใดคนหนึ่งประพฤติเป็นโสเภณีจะถูกพาตระเวนไปทั่วเมือง ร่างกายล่อนจ้อน และถูกแต้มเป็นจุดขาว ๆ ทั่วตัว มีคนเดินสั่นกระดิ่งอยู่ข้างหน้า เพื่อเตือนคนทั้งหลายให้รู้จักความเหลวแหลกในชีวิตหญิงผู้นั้น และเพื่อไม่ให้หญิงคนอื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่าง

“แต่ผู้ร่ำรวยพอจะเลี้ยงบำเรอหญิงคนหนึ่ง กฎหมายจะไม่ไปรบกวน เพราะถือว่าการอยู่กินร่วมกันโดยไม่แต่งงานกันนั้นเป็นการอยู่ร่วมกันแบบชู้สาว ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะเลิกกันได้ตามใจชอบ”

ใครดูหมิ่นศาสนาจะถูกลงโทษอย่างรุนแรง คือ เตรียมเตาตีเหล็กเหมือนจะเอาไว้เผาเหล็ก แล้วกดหน้าของคนนั้นลงบนเตา ล่ามโซ่ไว้ทั้งตัวไม่ให้ขยับเขยื้อน พอผู้พิพากษาให้สัญญาณจะมีคนโยกสูบ 2 อันเข้าออก ทำให้ถ่านลุกขึ้นเผาหัวของผู้กระทำผิดให้ไหม้ทีละน้อย

ใครที่ฆ่าผู้อื่นจะถูกทรมานอย่างถึงที่สุดด้วยการตอกทวารหนัก ตามที่ตุรแปงบรรยายถึงวิธีลงโทษสุดโหดสมัยอยุธยานี้ว่า

“…ให้ฆาตกรนอนคว่ำและเมื่อมัดแล้วก็ใช้ไม้ตะบองตีไม้อันหนึ่งให้เข้าไปทางทวารหนัก ตอกเข้าไปเรื่อยๆ จนกว่าไม้จะโผล่ออกมาทางท้องหรือทางไหล่ แล้วก็เอาไม้ที่เสียบคนนั้นตั้งขึ้นปักลงไปในดิน มีอยู่บ่อยๆ ที่คนถูกทรมานสิ้นใจตายในขณะที่ถูกทรมานเช่นนั้น แต่บางทีไม้อันนั้นแทงเข้าไปในกายแต่ไม่ถูกหัวใจหรือสมอง ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นผู้เคราะห์ร้ายก็ต้องรับการทรมานอย่างน่าสยดสยองที่สุดเป็นเวลาหลายชั่วโมงทีเดียว”

ถ้าความผิดไม่หนักพอจะลงโทษให้ถึงแก่ชีวิต หรือถ้าพระเจ้าแผ่นดินพระราชทานอภัยโทษไว้ชีวิต ผู้ทำผิดจะต้องรับโทษด้วยการตัดหญ้าให้ช้างกิน (ตะพุ่นหญ้าช้าง-ผู้เขียนบทความออนไลน์) และลูกต้องรับโทษร่วมกับบิดาด้วย เจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ที่ยักยอกทรัพย์ต้องรับโทษนี้ด้วยเช่นกัน แต่ดูจะลำบากกว่าคนธรรมดาหลายเท่า เพราะต้องหาหญ้าให้ช้างกินหลายเชือก และเนื่องจากต้องจ่ายเงินจำนวนมากให้คนรับจ้างตัดหญ้า สมบัติที่สะสมมาด้วยการยักยอก จึงร่อยหรอหมดไป แต่ถ้าไม่ปฏิบัติหน้าที่ก็จะถูกเฆี่ยนด้วยหวาย จนเนื้อหนังหลุดออกมาจากกระดูก

ยังมีวิธีลงโทษอีกอย่าง คือ เอามีดกรีดหัว ซึ่งจะลงโทษเช่นนี้ได้ต้องมีพระราชโองการของพระเจ้าแผ่นดิน

“พอผู้กระทำผิดคุกเข่าลงก็ถูกโกนหัว ซึ่งถือเป็นความอัปยศขั้นร้ายแรงที่สุด ต่อไปผู้ทำหน้าที่ทรมานก็หยิบมีดแล้วกรีดศีรษะเป็นจำนวนมากน้อยกี่ทีเท่าที่พระเจ้าแผ่นดินทรงกำหนด นักโทษที่ถูกตัดสินประหารชีวิตนั้นถูกล่ามโซ่แล้วพาไปตระเวนรอบเมืองในเรือลำหนึ่ง ซึ่งมีคนตีแผ่นทองแดงเป็นระยะ ๆ แล้วร้องบอกเสียงดังว่าเพราะเหตุใดผู้กระทำผิดจึงถูกตัดสินลงโทษ ซึ่งก็เปรียบได้กับการร้องประกาศคำตัดสินในบ้านเมืองของเรา”

บันทึกของวันวลิต และตุรแปง เล่าถึงการตัดสินโทษในสมัยอยุธยาคล้ายคลึงกัน เป็นเพราะทั้งคู่เห็นเองกับตาใช่หรือไม่? สำหรับวันวลิตอาจใช่ แต่ตุรแปงนั้นไม่ใช่ เพราะเขาไม่เคยเดินทางมาสยาม แต่อาศัยหนังสือว่าด้วยกรุงศรีอยุธยา ที่ชาวตะวันตกหลายคนบันทึกไว้เป็นแหล่งค้นคว้าอ้างอิง หนึ่งในนั้นเป็นงานของวันวลิต

อย่างไรก็ดี ยังมีชาวตะวันตกอีกหลายคนที่เข้ามาสยาม และบันทึกสิ่งที่พบเห็นเอาไว้ เช่น ซีมง เดอ ลา ลูแบร์ (Simon de La Loubère) ราชทูตคนดังจากฝรั่งเศส ที่เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับอยุธยาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งบรรยายถึงการลงโทษอันน่ากลัวไม่แพ้กันเลยทีเดียว

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

เยเรเมียส ฟาน ฟลีต. (2548). พรรณนาเรื่องอาณาจักรสยาม ใน, รวมบันทึกประวัติศาสตร์อยุธยาของฟาน ฟลีต (วัน วลิต) (นันทา วรเนติวงศ์, ผู้แปล; พิมพ์ครั้งที่ 2 ฉบับปรับปรุง). กรมศิลปากร.

ฟรองซัวส์ อองรี ตุรแปง. (2560). ประวัติศาสตร์แห่งพระราชอาณาจักรสยาม ใน, ประวัติศาสตร์แห่งพระราชอาณาจักรสยามและประวัติศาสตร์ไทยสมัยกรุงศรีอยุธยาฉบับตุรแปง. (ปอล ซาเวียร์, ผู้แปลและเรียบเรียง). กรมศิลปากร.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 26 กุมภาพันธ์ 2569

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ฝรั่ง 2 ชาติเผยวิธีลงโทษสุดโหดสมัยอยุธยา “กรีดหัว-ตอกทวารหนัก-ตัดร่างเป็นชิ้น”

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...