ฝรั่ง 2 ชาติเผยวิธีลงโทษสุดโหดสมัยอยุธยา “กรีดหัว-ตอกทวารหนัก-ตัดร่างเป็นชิ้น”
ฝรั่ง 2 ชาติเผยวิธีลงโทษสุดโหดสมัยอยุธยา “กรีดหัว-ตอกทวารหนัก-ตัดร่างเป็นชิ้น”
สมัยกรุงศรีอยุธยาเมื่อมีใครทำผิดรุนแรง โทษที่ได้รับมักถึงชีวิต ซึ่งเรื่องวิธีลงโทษสุดโหดยุคนั้นปรากฏในเอกสารตะวันตกหลายฉบับ ทำเอาคนยุคนี้ที่ได้รับรู้ต่างขนพองสยองเกล้าอยู่ไม่น้อย
“จุ่มน้ำมันเดือด-ลุยไฟ” วิธีพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของมนุษย์อยุธยา
เยเรเมียส ฟาน ฟลีต (Jeremias van Vliet) หรือที่คนไทยเรียกว่า “วันวลิต” ชาวฮอลันดาที่เข้ามาติดต่อค้าขายในนามบริษัท VOC ราว พ.ศ. 2176-2185 สมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง บันทึกถึงวิธีการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของชาวอยุธยาสมัยนั้นไว้ในผลงานเรื่อง “พรรณนาเรื่องอาณาจักรสยาม” ว่า
หากมีข้อขัดแย้งเกิดขึ้น คู่ความอาจต้องผ่านการทดสอบที่รุนแรง มีทั้งดำน้ำ เอามือจุ่มในน้ำมันเดือดๆ ลุยไฟด้วยเท้าเปล่า หรือกินก้อนข้าว ซึ่งเสกเป่าด้วยคำสาบาน อย่างหลังนี้ต้องกระทำร่วมกับพิธีการต่าง ๆ ต่อหน้าผู้พิพากษา และประชาชน ที่บริเวณใกล้โบสถ์ หรือสาธารณสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ โดยมีพระสงฆ์อยู่ร่วมในพิธีดังกล่าวด้วย
“สำหรับการดำน้ำนั้นได้ปักเสา ๒ ต้น เอาปลายข้างหนึ่งปักลงไปในดิน ให้คู่ความดำน้ำลงไปพร้อมๆ กัน เกาะเสาไว้ ผู้ที่ดำน้ำได้นานที่สุด เป็นผู้ชนะคดี ผู้ที่ไม่เป็นแผลพวงหรือผู้ที่มีแผลน้อยในการเอามือจุ่มลงไปในน้ำมันร้อนๆ หรือผู้สามารถเดินไปมาอย่างช้าๆ บนถ่านที่มีไฟคุอยู่ได้สองสามเที่ยวเที่ยวละ ๔-๕ ก้าวได้โดยไม่เจ็บปวดหรือเป็นอันตรายแล้ว เป็นผู้ชนะคดีเหมือนกัน
พระสงฆ์จะเป็นผู้ให้ก้อนข้าวปลุกเสกแก่คู่ความกิน คนที่กินก้อนข้าวลงสู่ท้องได้โดยไม่พ่นกระเด็นออกมาเป็นผู้ชนะคดี”
ในคดีอาชญากรรมอื่น ๆ เช่น ทำให้เกิดการบาดเจ็บ ผิดประเวณี ฆาตกรรม ขายชาติ ลักขโมย ลอบวางเพลิง ฯลฯ หากผู้ต้องหาให้การเท็จ จะถูกบังคับให้รับสารภาพด้วยวิธีการทรมานสุดทารุณ เช่น ยืนบนแผ่นโลหะร้อนสุกแดงด้วยเท้าเปล่า เอาโคลนร้อน ๆ ชโลมทั่วตัวจนถึงเท้า หรือเอาเชือกที่มีหลายปมรัดรอบศีรษะให้แน่น เป็นต้น
ด้าน ฟรองซัวส์ อองรี ตุรแปง (François Henri Turpin) ชาวฝรั่งเศส พรรณนาเรื่องราวต่าง ๆ ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายไว้ใน “ประวัติศาสตร์แห่งพระราชอาณาจักรสยาม” พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2314 (เทียบแล้วอยู่ในสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี) ที่ฝรั่งเศส เล่าถึงวิธีที่ชาวอยุธยาใช้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ว่า
ในกระบวนการพิจารณาความแพ่ง หรือความอาญา ถ้าไม่มีข้อพิสูจน์เป็นหนังสือ หรือเป็นคำให้การของพยาน เจ้าหน้าที่จะใช้การพิสูจน์ด้วยไฟ หรือน้ำ โดยให้เฉพาะฝ่ายจำเลยเข้ารับการพิสูจน์
วิธีพิสูจน์ด้วยไฟ คือ ขุดหลุมกว้าง 2 ฟุต ยาว 8 ฟุต ปลายหลุม 2 ข้างปักไม้หลักเป็นระยะ เพื่อรองรับเชือกเส้นหนึ่ง ที่อยู่สูงขนาดเท้าข้อศอกได้ ห้ามคนที่จะรับการพิสูจน์เดินเป็นเวลาหลายวัน เพื่อให้เท้าอ่อนกำลังลง ไฟจะได้ไหม้ง่ายขึ้น เมื่อถึงวันพิสูจน์ก็เอาถ่านแดง ๆ ใส่จนเต็มหลุม ให้จำเลยเดินข้าม 3 ครั้ง แล้วพาไปยังห้องพิจารณาความ เพื่อดูเท้า ถ้าไม่มีรอยไหม้ถึงจะปล่อยตัวจำเลย ตุรแปงบอกว่า ชาวสยามเชื่อว่า วิธีนี้เป็นวิธีที่ไม่รู้จักผิดพลาด เพื่อรู้ว่าคนไหนบริสุทธิ์ คนไหนเป็นคนผิด
ส่วนการพิสูจน์ด้วยน้ำ ทั้งโจทก์และจำเลยต้องรับการพิสูจน์ทั้งคู่ ทำโดยปักเสา 2 ต้นในแม่น้ำ ห่างกัน 6-7 ฟุต แล้วให้ 2 ฝ่ายทิ้งตัวจากยอดเสาลงไปในน้ำ คนที่ดำน้ำนานกว่าถือเป็นผู้บริสุทธิ์
“เพราะตามที่ชาวสยามพูดกันนั้น พวกผีปีศาจทรมานคนผิดอยู่ใต้น้ำ ทำให้คนผิดต้องรีบขึ้นมาเหนือน้ำ ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งไม่มีอะไรจะกลัวว่าผีจะทรมานก็ไม่ต้องรีบร้อนโผล่ขึ้นมา”
สารพัดวิธีลงโทษสุดโหดสมัยอยุธยา
วันวลิตบันทึกถึงการลงโทษในสังคมอยุธยาว่า หากเป็นอาชญากรรมร้ายแรง ต้องนำความขึ้นกราบบังคมทูลพระเจ้าแผ่นดินทรงทราบ ผู้ถูกตัดสินว่ากระทำผิดจะได้รับอภัยโทษ ขังคุก หรือประหารชีวิต ก็สุดแล้วแต่พระอุปนิสัยอันโหดร้าย หรือเมตตากรุณาของพระเจ้าแผ่นดิน
พวกนักโทษมักไม่ค่อยถูกลงโทษด้วยการปรับไหม หรือการเนรเทศออกนอกประเทศตามปกติ แต่มักถูกเนรเทศให้ไปอยู่ในที่ทุรกันดารในฐานะทาส ต้องติดโซ่ตรวน โดนริบทรัพย์สมบัติ ตัดมือ เท้า และลิ้น ถูกทอดในกระทะ ราดด้วยน้ำมัน และเผาทั้งเป็น ถูกตัดออกเป็นชิ้น ๆ ถูกตัดหัว ตัดครึ่งตัว แต่ในคดีผิดประเวณีต้องถูกโยนให้ช้างเหยียบตาย จากนั้นทรัพย์สมบัติของผู้นั้นจะตกเป็นของพระเจ้าแผ่นดิน
ขณะที่ตุรแปงบันทึกว่า กฎหมายสั่งให้ทำลายบ้านโสเภณี และถ้าพิสูจน์ได้ว่า หญิงเสเพลคนใดคนหนึ่งประพฤติเป็นโสเภณีจะถูกพาตระเวนไปทั่วเมือง ร่างกายล่อนจ้อน และถูกแต้มเป็นจุดขาว ๆ ทั่วตัว มีคนเดินสั่นกระดิ่งอยู่ข้างหน้า เพื่อเตือนคนทั้งหลายให้รู้จักความเหลวแหลกในชีวิตหญิงผู้นั้น และเพื่อไม่ให้หญิงคนอื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่าง
“แต่ผู้ร่ำรวยพอจะเลี้ยงบำเรอหญิงคนหนึ่ง กฎหมายจะไม่ไปรบกวน เพราะถือว่าการอยู่กินร่วมกันโดยไม่แต่งงานกันนั้นเป็นการอยู่ร่วมกันแบบชู้สาว ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะเลิกกันได้ตามใจชอบ”
ใครดูหมิ่นศาสนาจะถูกลงโทษอย่างรุนแรง คือ เตรียมเตาตีเหล็กเหมือนจะเอาไว้เผาเหล็ก แล้วกดหน้าของคนนั้นลงบนเตา ล่ามโซ่ไว้ทั้งตัวไม่ให้ขยับเขยื้อน พอผู้พิพากษาให้สัญญาณจะมีคนโยกสูบ 2 อันเข้าออก ทำให้ถ่านลุกขึ้นเผาหัวของผู้กระทำผิดให้ไหม้ทีละน้อย
ใครที่ฆ่าผู้อื่นจะถูกทรมานอย่างถึงที่สุดด้วยการตอกทวารหนัก ตามที่ตุรแปงบรรยายถึงวิธีลงโทษสุดโหดสมัยอยุธยานี้ว่า
“…ให้ฆาตกรนอนคว่ำและเมื่อมัดแล้วก็ใช้ไม้ตะบองตีไม้อันหนึ่งให้เข้าไปทางทวารหนัก ตอกเข้าไปเรื่อยๆ จนกว่าไม้จะโผล่ออกมาทางท้องหรือทางไหล่ แล้วก็เอาไม้ที่เสียบคนนั้นตั้งขึ้นปักลงไปในดิน มีอยู่บ่อยๆ ที่คนถูกทรมานสิ้นใจตายในขณะที่ถูกทรมานเช่นนั้น แต่บางทีไม้อันนั้นแทงเข้าไปในกายแต่ไม่ถูกหัวใจหรือสมอง ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นผู้เคราะห์ร้ายก็ต้องรับการทรมานอย่างน่าสยดสยองที่สุดเป็นเวลาหลายชั่วโมงทีเดียว”
ถ้าความผิดไม่หนักพอจะลงโทษให้ถึงแก่ชีวิต หรือถ้าพระเจ้าแผ่นดินพระราชทานอภัยโทษไว้ชีวิต ผู้ทำผิดจะต้องรับโทษด้วยการตัดหญ้าให้ช้างกิน (ตะพุ่นหญ้าช้าง-ผู้เขียนบทความออนไลน์) และลูกต้องรับโทษร่วมกับบิดาด้วย เจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ที่ยักยอกทรัพย์ต้องรับโทษนี้ด้วยเช่นกัน แต่ดูจะลำบากกว่าคนธรรมดาหลายเท่า เพราะต้องหาหญ้าให้ช้างกินหลายเชือก และเนื่องจากต้องจ่ายเงินจำนวนมากให้คนรับจ้างตัดหญ้า สมบัติที่สะสมมาด้วยการยักยอก จึงร่อยหรอหมดไป แต่ถ้าไม่ปฏิบัติหน้าที่ก็จะถูกเฆี่ยนด้วยหวาย จนเนื้อหนังหลุดออกมาจากกระดูก
ยังมีวิธีลงโทษอีกอย่าง คือ เอามีดกรีดหัว ซึ่งจะลงโทษเช่นนี้ได้ต้องมีพระราชโองการของพระเจ้าแผ่นดิน
“พอผู้กระทำผิดคุกเข่าลงก็ถูกโกนหัว ซึ่งถือเป็นความอัปยศขั้นร้ายแรงที่สุด ต่อไปผู้ทำหน้าที่ทรมานก็หยิบมีดแล้วกรีดศีรษะเป็นจำนวนมากน้อยกี่ทีเท่าที่พระเจ้าแผ่นดินทรงกำหนด นักโทษที่ถูกตัดสินประหารชีวิตนั้นถูกล่ามโซ่แล้วพาไปตระเวนรอบเมืองในเรือลำหนึ่ง ซึ่งมีคนตีแผ่นทองแดงเป็นระยะ ๆ แล้วร้องบอกเสียงดังว่าเพราะเหตุใดผู้กระทำผิดจึงถูกตัดสินลงโทษ ซึ่งก็เปรียบได้กับการร้องประกาศคำตัดสินในบ้านเมืองของเรา”
บันทึกของวันวลิต และตุรแปง เล่าถึงการตัดสินโทษในสมัยอยุธยาคล้ายคลึงกัน เป็นเพราะทั้งคู่เห็นเองกับตาใช่หรือไม่? สำหรับวันวลิตอาจใช่ แต่ตุรแปงนั้นไม่ใช่ เพราะเขาไม่เคยเดินทางมาสยาม แต่อาศัยหนังสือว่าด้วยกรุงศรีอยุธยา ที่ชาวตะวันตกหลายคนบันทึกไว้เป็นแหล่งค้นคว้าอ้างอิง หนึ่งในนั้นเป็นงานของวันวลิต
อย่างไรก็ดี ยังมีชาวตะวันตกอีกหลายคนที่เข้ามาสยาม และบันทึกสิ่งที่พบเห็นเอาไว้ เช่น ซีมง เดอ ลา ลูแบร์ (Simon de La Loubère) ราชทูตคนดังจากฝรั่งเศส ที่เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับอยุธยาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งบรรยายถึงการลงโทษอันน่ากลัวไม่แพ้กันเลยทีเดียว
อ่านเพิ่มเติม :
- บทลงโทษสุดโหด ในกฎหมายตราสามดวง ที่ความตายเรียก “พี่”
- ดูวิธีสำเร็จโทษเจ้านาย ไม่ได้มีแค่ใช้ท่อนจันทน์ มี “ใส่หลุมอดอาหาร” และ “วิธีพิสดาร”
- “วันวลิต” รีวิวชีวิตคู่ชาวอยุธยาเมื่อ 400 ปีก่อน ใครผิดประเวณีต้องถูกช้างเหยียบ
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
เยเรเมียส ฟาน ฟลีต. (2548). พรรณนาเรื่องอาณาจักรสยาม ใน, รวมบันทึกประวัติศาสตร์อยุธยาของฟาน ฟลีต (วัน วลิต) (นันทา วรเนติวงศ์, ผู้แปล; พิมพ์ครั้งที่ 2 ฉบับปรับปรุง). กรมศิลปากร.
ฟรองซัวส์ อองรี ตุรแปง. (2560). ประวัติศาสตร์แห่งพระราชอาณาจักรสยาม ใน, ประวัติศาสตร์แห่งพระราชอาณาจักรสยามและประวัติศาสตร์ไทยสมัยกรุงศรีอยุธยาฉบับตุรแปง. (ปอล ซาเวียร์, ผู้แปลและเรียบเรียง). กรมศิลปากร.
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 26 กุมภาพันธ์ 2569
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ฝรั่ง 2 ชาติเผยวิธีลงโทษสุดโหดสมัยอยุธยา “กรีดหัว-ตอกทวารหนัก-ตัดร่างเป็นชิ้น”
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com