โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เชลยศึกสงครามลาว (21) "โครงการเอกภาพ" : เพื่อลาวและกัมพูชา

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 10 มี.ค. เวลา 02.33 น. • เผยแพร่ 10 มี.ค. เวลา 02.33 น.

บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์

เชลยศึกสงครามลาว (21)

“โครงการเอกภาพ”

: เพื่อลาวและกัมพูชา

เพื่อมิให้เกิดสุญญากาศในพื้นที่การรบหลังการถอนกำลังกรมผสมที่ 13 กลับไทย โดยการร้องขอจากรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรลาวและความเห็นชอบของสหรัฐ รัฐบาลไทยซึ่งมี จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรีจึงมีมติให้จัดทำ “โครงการเอกภาพ” ขึ้นให้มีกำลังรบในรูป “อาสาสมัครพลเรือน” เพื่อใช้ปฏิบัติงานนอกประเทศในลักษณะปกปิดเพื่อผลทางการเมืองการทหาร เรียกกำลังพลอาสาสมัครตามโครงการนี้ว่า “ทหารเสือพราน-ทสพ. : BATTALION PANTHER- BP)” การเลือกใช้อาสาสมัครพลเรือนเช่นนี้ก็เพื่อสงวนกำลังทหารประจำการทั้งสิ้นไว้เตรียมรับการรุกรานจากนอกประเทศ

เอกสารที่ไม่สามารถระบุที่มากำหนดว่า กองกำลังตามโครงการเอกภาพนี้ ถือว่าเป็น “หน่วยที่ทำการรบนอกประเทศเพื่อป้องกันราชอาณาจักรลาวหรือแผ่นดินอื่นอันเป็นประเทศที่สามโดยตรงเท่านั้น” ส่วนความมุ่งหมายหรือนโยบายแฝงของคณะกรรมการ คท. ยังต้องการใช้กำลังนี้ “สกัดกั้นป้องกันการคุกคามของฝ่ายคอมมิวนิสต์ต่อผืนแผ่นดินไทย”

โครงการเอกภาพนี้จึงมีจุดมุ่งหมายปฏิบัติการนอกประเทศและกว้างขวางกว่าโครงการวีพี เพราะนอกจากจะใช้กำลังทหารเสือพรานไปผลัดเปลี่ยนกับกำลังของกองทัพประจำที่ทำการรบอยู่ในพื้นที่ทุ่งไหหินแล้ว ยังน่าสนใจว่ามุ่งหมายปฏิบัติการในสาธารณรัฐกัมพูชาเพิ่มขึ้นอีกด้วยเพื่อผลในการป้องกันราชอาณาจักรไทย

พ.ศ.2513 สถานการณ์ในราชอาณาจักลาวและสาธารณรัฐกัมพูชากำลังอยู่ระหว่างหัวเลี้ยวหัวต่ออันสืบเนื่องจากการถอนทหารสหรัฐออกจากเวียดนามใต้

เดือนมีนาคม พ.ศ.2513 ก่อนที่กรมผสมที่ 13 ของไทยกำลังจะเดินทางเข้าปฏิบัติการในพื้นที่ทุ่งไหหินไม่นาน ในส่วนของกัมพูชาได้เกิดการปฏิวัติล้มล้างรัฐบาลชุดเจ้าสีหนุโดยนายพลลอนนอลซึ่งส่งผลให้เหตุการณ์ในลาวตอนใต้ที่มีพรมแดนติดกับกัมพูชาทวีความรุนแรงขึ้น เนื่องจากฝ่ายคอมมิวนิสต์ใช้เส้นทางโฮจิมินห์เป็นเส้นทางลำเลียงอาวุธยุทโธปกรณ์และส่งกำลังเข้าปฏิบัติการผ่านลาวและกัมพูชามาช้านานและต่อเนื่อง ซึ่งสหรัฐเห็นว่าเป็นผลเสียหายอย่างยิ่งหากปล่อยให้เวียดนามเหนือใช้เส้นทางโฮจิมินห์ได้อย่างเสรีเช่นนี้

หลังการขึ้นสู่ตำแหน่งของประธานาธิบดีนิกสันเมื่อ พ.ศ.2512 สหรัฐทำการถอนทหารอเมริกันออกจากเวียดนามใต้อย่างต่อเนื่อง พร้อมประกาศนโยบาย Vietnamization ให้ภารกิจป้องกันตัวเองของเวียดนามใต้เป็นหน้าที่ของเวียดนามใต้ที่จะต้องดำเนินการเอง สหรัฐเพียงให้ความช่วยเหลือเฉพาะทางเศรษฐกิจและการสนับสนุนที่จำเป็นโดยจะไม่ส่งกำลังทหารเข้าแทรกแซงเหมือนเช่นในอดีต

ขณะที่ฝ่ายเวียดนามเหนือยังคงได้รับการสนับสนุนจากโซเวียตและจีนอย่างต่อเนื่องและเต็มที่โดยใช้เส้นทางโฮจิมินห์เพื่อส่งกำลังพลและลำเลียงอาวุธยุทโธปกรณ์เข้าปลดปล่อยเวียดนามใต้ให้ได้ สหรัฐจึงเลือกใช้วิธีการเพิ่มปริมาณการทิ้งระเบิดทางอากาศทั้งต่อพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญในดินแดนเวียดนามเหนือและตลอดเส้นทางโฮจิมินห์ให้หนักขึ้น รวมทั้งหาวิธียับยั้งฝ่ายเวียดนามเหนือด้วยการใช้กำลังทางพื้นดินจากประเทศอื่นโดยสหรัฐพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ จึงนำไปสู่ความร่วมมือของรัฐบาลไทยในการจัดตั้งกองกำลังอาสาสมัครพลเรือน “กองพันทหารเสือพราน” เพื่อปฏิบัติการรบในลาวและกัมพูชา

ในการจัดตั้งกองพันทหารเสือพรานนี้ ฝ่ายไทยรับผิดชอบในการจัดหากำลังพล การฝึก และการปฏิบัติการ ส่วนสหรัฐจะให้การสนับสนุนด้านงบประมาณและอาวุธยุทโธปกรณ์ ผ่านองค์การสืบราชการลับซีไอเอเช่นเดียวกับที่ได้ดำเนินการอยู่แล้วในลาว

ลอนนอลเปลี่ยนใจ

นับแต่ พ.ศ.2503 เป็นต้นมา สหรัฐได้ขอให้ไทยส่งกำลังลับเข้าปฏิบัติการแต่เพียงในราชอาณาจักรลาวเท่านั้น จนกระทั่ง พ.ศ.2512 เมื่อประธานาธิบดีนิกสันเริ่มโครงการถอนทหารจากเวียดนามใต้แล้วเปลี่ยนเป็นการโจมตีทางอากาศขนานใหญ่ทั้งต่อนครฮานอย เมืองท่าและเมืองอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเส้นทางโฮจิมินห์ที่เป็นเสมือนเส้นเลือดหล่อเลี้ยงการเข้าปลดปล่อยเวียดนามใต้

แต่เนื่องจากเส้นทางโฮจิมินห์มีส่วนหนึ่งสร้างผ่านกัมพูชาเข้าสู่เวียดนามใต้ ดังนั้น สหรัฐจึงหันมาให้ความสนใจพื้นที่กัมพูชาเพื่อสกัดท่อน้ำเลี้ยงของเวียดนามเหนือให้เด็ดขาด จนนำไปสู่การสนับสนุนนายพลลอนนอลให้โค่นล้มรัฐบาลเจ้าสีหนุ ซึ่งเป็นห้วงเวลาเดียวกันที่กองทัพบกไทยกำลังฝึกและจัดตั้งกองพันทหารเสือพรานเพื่อเข้าไปรับภารกิจต่อจากกรมผสมที่ 13 ซึ่งจะต้องถอนตัวจากทุ่งไหหิน สหรัฐจึงขอให้จัดตั้งเพิ่มขึ้นอีก 3 กองพันเพื่อส่งไปช่วยกองทัพกัมพูชา แต่เมื่อเสร็จสิ้นการฝึกในปลายปี พ.ศ.2513 รัฐบาลกัมพูชากลับเปลี่ยนนโยบายยกเลิกการขอกำลังทหารจากไทย

สหรัฐและไทยจึงเปลี่ยนให้กองพันทหารเสือพรานทั้ง 3 นี้เข้าไปไปเสริมกำลังในพื้นที่ลาวตอนใต้แทน

สายการบังคับบัญชา

ในการจัดตั้งกองกำลังทหารเสือพรานเพื่อเข้าไปช่วยเหลือรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรลาวครั้งนี้ แม้สหรัฐโดยซีไอเอจะเป็นผู้ให้การสนับสนุนทั้งงบประมาณในการปฏิบัติการ อาวุธยุทโธปกรณ์ รวมทั้งการสนับสนุนอื่นๆ ที่จำเป็นทั้งสิ้นในสนามรบ แต่กองทัพบกไทยก็มีอิสระทั้งการควบคุมบังคับบัญชาและการอำนวยการรบต่อกองกำลังทหารเสือพรานทั้งหมดอย่างชัดเจน

“สายการบังคับบัญชา – Chain of Command” ของทหารเสือพรานในสมรภูมิลับลาวสามารถสะท้อนความเป็นจริงในความมีอิสระทั้งการบังคับบัญชาและการรบของทหารไทยได้อย่างชัดเจน โดยมีการจัดตั้งกองบัญชาการเฉพาะกิจเพื่อควบคุมบังคับบัญชาทหารเสือพรานขึ้น 3 พื้นที่การรบ ตั้งแต่พื้นที่ลาวตอนเหนือคือ “ฉก.ราทิกุล” พื้นที่ลาวตอนกลางที่มีทุ่งไหหินเป็นพื้นที่สำคัญ “ฉก.วังเปา” และพื้นที่ลาวตอนใต้ “ฉก.ผาสุก” ฉก.ทั้งสามนี้ขึ้นการบังคับบัญชาโดยตรงกับ บก.ผสม 333 ที่อุดร ซึ่งขึ้นบังคับบัญชาโดยตรงต่อกองทัพบกอีกทอดหนึ่ง

จึงเห็นได้ว่า ไม่มีสหรัฐอยู่ในสายการบังคับบัญชานี้เลย…

สหรัฐโดยซีไอเอ จะมีบทบาทเพียงการให้คำแนะนำในการรบ รวมทั้งประสานการปฏิบัติกับวอชิงตันและสนับสนุนการส่งกำลังบำรุงอาวุธยุทโธปกรณ์ที่จำเป็นเท่านั้น รวมทั้งการโจมตีด้วยเครื่องบินรบจากกองทัพอากาศสหรัฐทั้งจากฐานทัพในไทยและเวียดนามใต้

ในพื้นที่การรบ แพ้หรือชนะจึงขึ้นอยู่กับทหารไทยล้วนๆ

สงครามที่ไม่มีทางชนะ?

“สําหรับทางการไทย ผู้ซึ่งสร้างกองกำลังอาสาสมัครไทยขึ้นมาด้วยความยากลำบากแต่ประสบผลสำเร็จให้เข้าไปสู้รบในสงครามลับครั้งนี้ พวกเขาพยายามต่อรองเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศไทยให้มากที่สุดเช่นเดียวกับสหรัฐ

ไทยต้องการป้องกันเขตแดนของเขาซึ่งคอมมิวนิสต์แผ่อิทธิพลอยู่เต็มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังอาสาสมัครเหล่านี้อาสาเข้าทำหน้าที่โดยมีชีวิตเป็นเดิมพัน พวกเขาเป็นเพียงคนธรรมดาที่ไปกระทำเรื่องเหนือธรรมดาบนสกายไลน์ ซึ่งเป็นเหตุผลเดียวกับกองกำลังของวังเปาที่สามารถเอาชนะการรบที่สกายไลน์ได้ นั่นคือจิตวิญญาณแห่งนักสู้ของกำลังอาสาสมัครไทยผู้ซึ่งเรียกตัวเองว่าเป็น “นักรบนิรนามแห่งองค์พระเจ้าอยู่หัว” ที่ “แม้จะถูกหยามเหยียด แม้จะมีบาดแผลทั่วกาย แต่ยังคงสู้จนลมหายใจสุดท้าย เพื่อให้ถึงดวงดาวที่ไม่อาจไปถึง

เพื่อเอาชนะในสงครามที่ไม่มีทางชนะ”

JAMES E. PARKER JR. ผู้เขียน “BATTLE FOR SKYLINE RIDGE”

การจัดตั้งกองกำลังทหารเสือพรานเพื่อเข้าทดแทนกำลังทหารประจำการของไทยในสงครามลับลาวครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ.2513 ซึ่งสหรัฐกำลังถอนกำลังทหารออกจากเวียดนามใต้ และต่อมาก็จะ “ทิ้ง” เวียดนามใต้อย่างสิ้นเชิง และไม่ต้องการจะกลับมาเกี่ยวข้องกับสงครามครั้งนี้อีก

กองกำลังทหารเสือพรานที่จัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2513 โดยสหรัฐให้การสนับสนุนงบประมาณและอาวุธยุทโธปกรณ์ทั้งสิ้นจึงอยู่ระหว่างการถอนตัวออกจากเวียดนามซึ่งรวมถึงลาวด้วย ความมุ่งหมายของสหรัฐในการสนับสนุนไทยให้จัดตั้งกองกำลังนี้จึงไม่ประสงค์จะให้ได้ชัยชนะในการรบแต่อย่างใด แต่เป็นส่วนหนึ่งของแผนการ “ยุติสงครามอย่างมีเกียรติ” ที่ความหมายแท้จริงคือ “แพ้สงคราม”!

JAMES E. PARKER JR. เจ้าหน้าที่ซีไอเอ ผู้รับผิดชอบในฐานะ Desk Officer พื้นที่การรบทุ่งไหหินจึงได้บันทึกชะตากรรมของทหารไทยไว้ใน “BATTLE FOR SKYLINE RIDGE” ว่า ” เพื่อเอาชนะในสงครามที่ไม่มีทางชนะ”

ทำไมเขาจึงเชื่อเช่นนั้น?

“ทำการรบนอกแบบและในแบบได้อย่างจำกัด”

เอกสารที่ไม่สามารถเปิดเผยที่มาได้กล่าวถึง “ขีดความสามารถและจุดอ่อน” ของ “ทหารเสือพราน” ไว้ดังนี้

“กองพันทหารเสือพรานเป็นหน่วยกองโจร ที่มีการจัดให้ปฏิบัติงานในพื้นที่ยากลำบาก เป็นหน่วยเคลื่อนที่ด้วยเท้าและทางอากาศ สามารถปฏิบัติการเป็นอิสระแยกปฏิบัติการเป็นกองร้อยและหมวดได้ ทำการรบนอกแบบและในแบบได้อย่างจำกัด ลักษณะการประกอบกำลังจัดในรูปกรมทหารราบเบา มีอำนาจการยิงได้สัดส่วน ‘หมวด’ เป็นหน่วยเล็กที่สุดที่ใช้ในภารกิจลาดตระเวนรบ ประกอบด้วยชุดทีมต่างๆ เช่น ส่วนโจมตี ส่วนระวังป้องกัน และส่วนสนับสนุน”

กำลัง “อาสาสมัคร” ที่ “ทำการรบนอกแบบและในแบบได้อย่างจำกัด” ของไทย กำลังจะถูกส่งไปเผชิญหน้ากับ “กองทัพประจำการ” ผู้กรำศึกแห่งกองทัพเวียดนามเหนือ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เชลยศึกสงครามลาว (21) “โครงการเอกภาพ” : เพื่อลาวและกัมพูชา

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...