เชลยศึกสงครามลาว (21) "โครงการเอกภาพ" : เพื่อลาวและกัมพูชา
บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์
เชลยศึกสงครามลาว (21)
“โครงการเอกภาพ”
: เพื่อลาวและกัมพูชา
เพื่อมิให้เกิดสุญญากาศในพื้นที่การรบหลังการถอนกำลังกรมผสมที่ 13 กลับไทย โดยการร้องขอจากรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรลาวและความเห็นชอบของสหรัฐ รัฐบาลไทยซึ่งมี จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรีจึงมีมติให้จัดทำ “โครงการเอกภาพ” ขึ้นให้มีกำลังรบในรูป “อาสาสมัครพลเรือน” เพื่อใช้ปฏิบัติงานนอกประเทศในลักษณะปกปิดเพื่อผลทางการเมืองการทหาร เรียกกำลังพลอาสาสมัครตามโครงการนี้ว่า “ทหารเสือพราน-ทสพ. : BATTALION PANTHER- BP)” การเลือกใช้อาสาสมัครพลเรือนเช่นนี้ก็เพื่อสงวนกำลังทหารประจำการทั้งสิ้นไว้เตรียมรับการรุกรานจากนอกประเทศ
เอกสารที่ไม่สามารถระบุที่มากำหนดว่า กองกำลังตามโครงการเอกภาพนี้ ถือว่าเป็น “หน่วยที่ทำการรบนอกประเทศเพื่อป้องกันราชอาณาจักรลาวหรือแผ่นดินอื่นอันเป็นประเทศที่สามโดยตรงเท่านั้น” ส่วนความมุ่งหมายหรือนโยบายแฝงของคณะกรรมการ คท. ยังต้องการใช้กำลังนี้ “สกัดกั้นป้องกันการคุกคามของฝ่ายคอมมิวนิสต์ต่อผืนแผ่นดินไทย”
โครงการเอกภาพนี้จึงมีจุดมุ่งหมายปฏิบัติการนอกประเทศและกว้างขวางกว่าโครงการวีพี เพราะนอกจากจะใช้กำลังทหารเสือพรานไปผลัดเปลี่ยนกับกำลังของกองทัพประจำที่ทำการรบอยู่ในพื้นที่ทุ่งไหหินแล้ว ยังน่าสนใจว่ามุ่งหมายปฏิบัติการในสาธารณรัฐกัมพูชาเพิ่มขึ้นอีกด้วยเพื่อผลในการป้องกันราชอาณาจักรไทย
พ.ศ.2513 สถานการณ์ในราชอาณาจักลาวและสาธารณรัฐกัมพูชากำลังอยู่ระหว่างหัวเลี้ยวหัวต่ออันสืบเนื่องจากการถอนทหารสหรัฐออกจากเวียดนามใต้
เดือนมีนาคม พ.ศ.2513 ก่อนที่กรมผสมที่ 13 ของไทยกำลังจะเดินทางเข้าปฏิบัติการในพื้นที่ทุ่งไหหินไม่นาน ในส่วนของกัมพูชาได้เกิดการปฏิวัติล้มล้างรัฐบาลชุดเจ้าสีหนุโดยนายพลลอนนอลซึ่งส่งผลให้เหตุการณ์ในลาวตอนใต้ที่มีพรมแดนติดกับกัมพูชาทวีความรุนแรงขึ้น เนื่องจากฝ่ายคอมมิวนิสต์ใช้เส้นทางโฮจิมินห์เป็นเส้นทางลำเลียงอาวุธยุทโธปกรณ์และส่งกำลังเข้าปฏิบัติการผ่านลาวและกัมพูชามาช้านานและต่อเนื่อง ซึ่งสหรัฐเห็นว่าเป็นผลเสียหายอย่างยิ่งหากปล่อยให้เวียดนามเหนือใช้เส้นทางโฮจิมินห์ได้อย่างเสรีเช่นนี้
หลังการขึ้นสู่ตำแหน่งของประธานาธิบดีนิกสันเมื่อ พ.ศ.2512 สหรัฐทำการถอนทหารอเมริกันออกจากเวียดนามใต้อย่างต่อเนื่อง พร้อมประกาศนโยบาย Vietnamization ให้ภารกิจป้องกันตัวเองของเวียดนามใต้เป็นหน้าที่ของเวียดนามใต้ที่จะต้องดำเนินการเอง สหรัฐเพียงให้ความช่วยเหลือเฉพาะทางเศรษฐกิจและการสนับสนุนที่จำเป็นโดยจะไม่ส่งกำลังทหารเข้าแทรกแซงเหมือนเช่นในอดีต
ขณะที่ฝ่ายเวียดนามเหนือยังคงได้รับการสนับสนุนจากโซเวียตและจีนอย่างต่อเนื่องและเต็มที่โดยใช้เส้นทางโฮจิมินห์เพื่อส่งกำลังพลและลำเลียงอาวุธยุทโธปกรณ์เข้าปลดปล่อยเวียดนามใต้ให้ได้ สหรัฐจึงเลือกใช้วิธีการเพิ่มปริมาณการทิ้งระเบิดทางอากาศทั้งต่อพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญในดินแดนเวียดนามเหนือและตลอดเส้นทางโฮจิมินห์ให้หนักขึ้น รวมทั้งหาวิธียับยั้งฝ่ายเวียดนามเหนือด้วยการใช้กำลังทางพื้นดินจากประเทศอื่นโดยสหรัฐพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ จึงนำไปสู่ความร่วมมือของรัฐบาลไทยในการจัดตั้งกองกำลังอาสาสมัครพลเรือน “กองพันทหารเสือพราน” เพื่อปฏิบัติการรบในลาวและกัมพูชา
ในการจัดตั้งกองพันทหารเสือพรานนี้ ฝ่ายไทยรับผิดชอบในการจัดหากำลังพล การฝึก และการปฏิบัติการ ส่วนสหรัฐจะให้การสนับสนุนด้านงบประมาณและอาวุธยุทโธปกรณ์ ผ่านองค์การสืบราชการลับซีไอเอเช่นเดียวกับที่ได้ดำเนินการอยู่แล้วในลาว
ลอนนอลเปลี่ยนใจ
นับแต่ พ.ศ.2503 เป็นต้นมา สหรัฐได้ขอให้ไทยส่งกำลังลับเข้าปฏิบัติการแต่เพียงในราชอาณาจักรลาวเท่านั้น จนกระทั่ง พ.ศ.2512 เมื่อประธานาธิบดีนิกสันเริ่มโครงการถอนทหารจากเวียดนามใต้แล้วเปลี่ยนเป็นการโจมตีทางอากาศขนานใหญ่ทั้งต่อนครฮานอย เมืองท่าและเมืองอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเส้นทางโฮจิมินห์ที่เป็นเสมือนเส้นเลือดหล่อเลี้ยงการเข้าปลดปล่อยเวียดนามใต้
แต่เนื่องจากเส้นทางโฮจิมินห์มีส่วนหนึ่งสร้างผ่านกัมพูชาเข้าสู่เวียดนามใต้ ดังนั้น สหรัฐจึงหันมาให้ความสนใจพื้นที่กัมพูชาเพื่อสกัดท่อน้ำเลี้ยงของเวียดนามเหนือให้เด็ดขาด จนนำไปสู่การสนับสนุนนายพลลอนนอลให้โค่นล้มรัฐบาลเจ้าสีหนุ ซึ่งเป็นห้วงเวลาเดียวกันที่กองทัพบกไทยกำลังฝึกและจัดตั้งกองพันทหารเสือพรานเพื่อเข้าไปรับภารกิจต่อจากกรมผสมที่ 13 ซึ่งจะต้องถอนตัวจากทุ่งไหหิน สหรัฐจึงขอให้จัดตั้งเพิ่มขึ้นอีก 3 กองพันเพื่อส่งไปช่วยกองทัพกัมพูชา แต่เมื่อเสร็จสิ้นการฝึกในปลายปี พ.ศ.2513 รัฐบาลกัมพูชากลับเปลี่ยนนโยบายยกเลิกการขอกำลังทหารจากไทย
สหรัฐและไทยจึงเปลี่ยนให้กองพันทหารเสือพรานทั้ง 3 นี้เข้าไปไปเสริมกำลังในพื้นที่ลาวตอนใต้แทน
สายการบังคับบัญชา
ในการจัดตั้งกองกำลังทหารเสือพรานเพื่อเข้าไปช่วยเหลือรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรลาวครั้งนี้ แม้สหรัฐโดยซีไอเอจะเป็นผู้ให้การสนับสนุนทั้งงบประมาณในการปฏิบัติการ อาวุธยุทโธปกรณ์ รวมทั้งการสนับสนุนอื่นๆ ที่จำเป็นทั้งสิ้นในสนามรบ แต่กองทัพบกไทยก็มีอิสระทั้งการควบคุมบังคับบัญชาและการอำนวยการรบต่อกองกำลังทหารเสือพรานทั้งหมดอย่างชัดเจน
“สายการบังคับบัญชา – Chain of Command” ของทหารเสือพรานในสมรภูมิลับลาวสามารถสะท้อนความเป็นจริงในความมีอิสระทั้งการบังคับบัญชาและการรบของทหารไทยได้อย่างชัดเจน โดยมีการจัดตั้งกองบัญชาการเฉพาะกิจเพื่อควบคุมบังคับบัญชาทหารเสือพรานขึ้น 3 พื้นที่การรบ ตั้งแต่พื้นที่ลาวตอนเหนือคือ “ฉก.ราทิกุล” พื้นที่ลาวตอนกลางที่มีทุ่งไหหินเป็นพื้นที่สำคัญ “ฉก.วังเปา” และพื้นที่ลาวตอนใต้ “ฉก.ผาสุก” ฉก.ทั้งสามนี้ขึ้นการบังคับบัญชาโดยตรงกับ บก.ผสม 333 ที่อุดร ซึ่งขึ้นบังคับบัญชาโดยตรงต่อกองทัพบกอีกทอดหนึ่ง
จึงเห็นได้ว่า ไม่มีสหรัฐอยู่ในสายการบังคับบัญชานี้เลย…
สหรัฐโดยซีไอเอ จะมีบทบาทเพียงการให้คำแนะนำในการรบ รวมทั้งประสานการปฏิบัติกับวอชิงตันและสนับสนุนการส่งกำลังบำรุงอาวุธยุทโธปกรณ์ที่จำเป็นเท่านั้น รวมทั้งการโจมตีด้วยเครื่องบินรบจากกองทัพอากาศสหรัฐทั้งจากฐานทัพในไทยและเวียดนามใต้
ในพื้นที่การรบ แพ้หรือชนะจึงขึ้นอยู่กับทหารไทยล้วนๆ
สงครามที่ไม่มีทางชนะ?
“สําหรับทางการไทย ผู้ซึ่งสร้างกองกำลังอาสาสมัครไทยขึ้นมาด้วยความยากลำบากแต่ประสบผลสำเร็จให้เข้าไปสู้รบในสงครามลับครั้งนี้ พวกเขาพยายามต่อรองเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศไทยให้มากที่สุดเช่นเดียวกับสหรัฐ
ไทยต้องการป้องกันเขตแดนของเขาซึ่งคอมมิวนิสต์แผ่อิทธิพลอยู่เต็มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังอาสาสมัครเหล่านี้อาสาเข้าทำหน้าที่โดยมีชีวิตเป็นเดิมพัน พวกเขาเป็นเพียงคนธรรมดาที่ไปกระทำเรื่องเหนือธรรมดาบนสกายไลน์ ซึ่งเป็นเหตุผลเดียวกับกองกำลังของวังเปาที่สามารถเอาชนะการรบที่สกายไลน์ได้ นั่นคือจิตวิญญาณแห่งนักสู้ของกำลังอาสาสมัครไทยผู้ซึ่งเรียกตัวเองว่าเป็น “นักรบนิรนามแห่งองค์พระเจ้าอยู่หัว” ที่ “แม้จะถูกหยามเหยียด แม้จะมีบาดแผลทั่วกาย แต่ยังคงสู้จนลมหายใจสุดท้าย เพื่อให้ถึงดวงดาวที่ไม่อาจไปถึง
เพื่อเอาชนะในสงครามที่ไม่มีทางชนะ”
JAMES E. PARKER JR. ผู้เขียน “BATTLE FOR SKYLINE RIDGE”
การจัดตั้งกองกำลังทหารเสือพรานเพื่อเข้าทดแทนกำลังทหารประจำการของไทยในสงครามลับลาวครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ.2513 ซึ่งสหรัฐกำลังถอนกำลังทหารออกจากเวียดนามใต้ และต่อมาก็จะ “ทิ้ง” เวียดนามใต้อย่างสิ้นเชิง และไม่ต้องการจะกลับมาเกี่ยวข้องกับสงครามครั้งนี้อีก
กองกำลังทหารเสือพรานที่จัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2513 โดยสหรัฐให้การสนับสนุนงบประมาณและอาวุธยุทโธปกรณ์ทั้งสิ้นจึงอยู่ระหว่างการถอนตัวออกจากเวียดนามซึ่งรวมถึงลาวด้วย ความมุ่งหมายของสหรัฐในการสนับสนุนไทยให้จัดตั้งกองกำลังนี้จึงไม่ประสงค์จะให้ได้ชัยชนะในการรบแต่อย่างใด แต่เป็นส่วนหนึ่งของแผนการ “ยุติสงครามอย่างมีเกียรติ” ที่ความหมายแท้จริงคือ “แพ้สงคราม”!
JAMES E. PARKER JR. เจ้าหน้าที่ซีไอเอ ผู้รับผิดชอบในฐานะ Desk Officer พื้นที่การรบทุ่งไหหินจึงได้บันทึกชะตากรรมของทหารไทยไว้ใน “BATTLE FOR SKYLINE RIDGE” ว่า ” เพื่อเอาชนะในสงครามที่ไม่มีทางชนะ”
ทำไมเขาจึงเชื่อเช่นนั้น?
“ทำการรบนอกแบบและในแบบได้อย่างจำกัด”
เอกสารที่ไม่สามารถเปิดเผยที่มาได้กล่าวถึง “ขีดความสามารถและจุดอ่อน” ของ “ทหารเสือพราน” ไว้ดังนี้
“กองพันทหารเสือพรานเป็นหน่วยกองโจร ที่มีการจัดให้ปฏิบัติงานในพื้นที่ยากลำบาก เป็นหน่วยเคลื่อนที่ด้วยเท้าและทางอากาศ สามารถปฏิบัติการเป็นอิสระแยกปฏิบัติการเป็นกองร้อยและหมวดได้ ทำการรบนอกแบบและในแบบได้อย่างจำกัด ลักษณะการประกอบกำลังจัดในรูปกรมทหารราบเบา มีอำนาจการยิงได้สัดส่วน ‘หมวด’ เป็นหน่วยเล็กที่สุดที่ใช้ในภารกิจลาดตระเวนรบ ประกอบด้วยชุดทีมต่างๆ เช่น ส่วนโจมตี ส่วนระวังป้องกัน และส่วนสนับสนุน”
กำลัง “อาสาสมัคร” ที่ “ทำการรบนอกแบบและในแบบได้อย่างจำกัด” ของไทย กำลังจะถูกส่งไปเผชิญหน้ากับ “กองทัพประจำการ” ผู้กรำศึกแห่งกองทัพเวียดนามเหนือ
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เชลยศึกสงครามลาว (21) “โครงการเอกภาพ” : เพื่อลาวและกัมพูชา
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly