นายกสมาคมบลจ.เชื่อ หุ้นไทย ยืนระยะ 1,400 จุด ตั้งรัฐบาลใหม่ได้เร็ว มีเสถียรภาพ เร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เงินวายุภักษ์ พร้อม
นายกสมาคมบลจ. อยากเห็นการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ทำได้เร็ว มีเสถียรภาพ เร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เชื่อ "หุ้นไทย" ยืนระยะ 1,400 จุดถึงสิ้นปี สภาพคล่องวายุภักษ์พร้อม สัญญาณดีฟันด์โฟลว์ต่างชาติ
9 ก.พ. 2569 -นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงไทย และนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) หรือสมาคมบลจ. มีมุมมองว่าตลาดหุ้นไทย (SET) ปี 2569 ดีกว่าปีที่ผ่านมา คาดปีนี้ได้เห็นจุดสูงสุดที่ 1,400 จุด
โดยช่วงผลการเลือกตั้งออกมาอย่างเสร็จสมบูรณ์รวมถึงการจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างมีเสถียรภาพและนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจคาดว่าได้เห็น SET ทะลุ 1,400 จุดได้เช่นกัน
“เป้าหมายดัชนีหุ้นไทย 1,400 จุด ไม่ใช่เรื่องไกลเกินฝัน แต่คือบทพิสูจน์ความเชื่อมั่น ความท้าทายที่แท้จริงไม่ใช่แค่ตัวเลขดัชนี แต่คือการรอคอยความชัดเจนของนโยบายเศรษฐกิจจากรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเกิดขึ้น”
นางชวินดามองว่าในช่วงครึ่งปีหลัง หากการจัดตั้งรัฐบาลไม่ถูกหน่วงเหนี่ยวด้วยกระบวนการร้องเรียนจนล่าช้าเกินไป ทิศทางของเศรษฐกิจก็จะชัดเจนขึ้น
ดังนั้นหัวใจสำคัญในการผลักดันตลาดทุนให้เติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขกำไรในหน้าจอ แต่คือการผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน เพราะเมื่อเศรษฐกิจพื้นฐานดี ประชากรอยู่ดีกินดี ตลาดทุนก็จะเติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่งและเป็นธรรมชาติในที่สุด
นางชวินดา กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยภายหลังการเลือกตั้ง จากสถิติในอดีตพบว่ามักมีโอกาสปรับตัวในทิศทางบวกต่อเนื่อง แม้จะยังมีความกังวลเกี่ยวกับกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลที่อาจล่าช้าจากการร้องเรียนต่าง ๆ แต่ตลาดได้สะท้อนความคาดหวังต่อโครงสร้างรัฐบาลใหม่ไปในระดับหนึ่งแล้ว ส่งผลให้แรงกดดันเชิงลบเริ่มจำกัด
ขณะเดียวกัน บรรยากาศการลงทุนหลังการเลือกตั้งยังเต็มไปด้วยความคาดหวังควบคู่กับความระมัดระวัง โดยตลาดทุนไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ แม้ภาพในอดีตจะชี้ว่าตลาดมีแนวโน้มเดินหน้าต่อได้หลังการเลือกตั้ง แต่ในครั้งนี้นักลงทุนยังคงจับตาปัจจัยแวดล้อมอย่างใกล้ชิด
“เริ่มเห็นสัญญาณการขยับของเม็ดเงินลงทุนอย่างค่อยเป็นค่อยไป นักลงทุนสถาบันในประเทศไม่ได้รอเพียงความชัดเจนทางการเมืองเท่านั้น แต่เริ่มทยอยสะสมหุ้นเข้าพอร์ตอย่างเงียบ ๆ สะท้อนมุมมองเชิงบวกในระยะกลางถึงยาว”
ขณะที่นักลงทุนต่างชาติเริ่มแสดงความเชื่อมั่นมากขึ้นผ่านกระแสเงินทุนที่ไหลเข้า (ฟันด์โฟลว์)มาอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่ต้นปี โดยเน้นการลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ (บิ๊กแคป)ที่เป็นแกนหลักของตลาด ส่วนแรงขายจากบางสถาบัน เช่น กลุ่มประกันหรือกองทุนประกันสังคม เป็นเพียงการปรับสัดส่วนการลงทุนตามรอบปกติ และไม่ได้สะท้อนสัญญาณการลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทยแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตามเมื่อดัชนีทะลุระดับ 1,400 จุดแล้ว ความท้าทายคือจะยืนระยะได้ถึงสิ้นปีหรือไม่ เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว โดยเฉพาะกลุ่มที่เคยลงทุนในกองทุนหุ้นระยะยาว (LTF) หรือ กองทุนรวมเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG)
นางชวินดา กล่าวในฐานะบริษัทร่วมบริหารจัดการกองทุนรวมวายุภักษ์ ว่า บทบาทของกองทุนยักษ์ใหญ่ ภายใต้การบริหารจัดการของมืออาชีพ กองทุนรวมอย่างกองทุนวายุภักษ์ยังคงเป็นกำลังสำคัญที่มีสภาพคล่องล้นมือพร้อมขับเคลื่อนตลาด ด้วยผลงานที่โดดเด่นในปีที่ผ่านมาจากการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ตามราคาตลาดและมูลค่าที่แท้จริง ทำให้กองทุนนี้ยังคงได้รับความเชื่อมั่นว่าจะสามารถบริหารจัดการผ่านช่วงเวลาแห่งความผันผวนนี้ไปได้
โดยกลยุทธ์การลงทุนและกองทุนวายุภักษ์ภายใต้การบริหารของบลจ.กรุงไทย สามารถสร้างผลการดำเนินงานที่ดีมากในปีที่ผ่านมา โดยให้ผลตอบแทน 6% มีการปรับกลยุทธ์ตามสถานการณ์และมูลค่าพื้นฐานของแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมอยู่ตลอดเวลา และปัจจุบันยังมีสภาพคล่องและเม็ดเงินพร้อมลงทุนในตลาดหุ้น