โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

‘บรรยง’ วิเคราะห์ 5 เหตุผล ทำพรรคประชาชนแพ้ราบคาบ

The Bangkok Insight

อัพเดต 09 ก.พ. เวลา 03.54 น. • เผยแพร่ 09 ก.พ. เวลา 03.54 น. • The Bangkok Insight

"บรรยง" เปิดสาเหตุทำพรรคประชาชนพ่ายศึกเลือกตั้งราบคาบ คะแนนลดฮวบจนน่าประหลาดใจ ส่วนหนึ่งจากวลี ทหารมีไว้ทำไม

นายบรรยง วิทยวีรศักดิ์ กูรูวงการการเงินและประกันภัย และอดีตประธานสมาคมที่ปรึกษาการเงินแห่งเอเชียแปซิฟิก (APFinSA) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ทำไม พรรคประชาชนจึงแพ้อย่างราบคาบ

บรรยง

คนรุ่นใหม่ หลายคนต่างคาดหวังว่าการเลือกตั้งใหม่นี้ พรรคประชาชนน่าได้รับคะแนนสูงสุด เพราะ คนส่วนใหญ่น่าจะต้องการการเปลี่ยนแปลงประเทศหลังจากที่การเมืองไทยย่ำอยู่กับที่มานานหลายสิบปี

แต่เมื่อผลคะแนนออกมา ภาพก็ออกมาชัดเจนว่าพรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคที่ได้คะแนนสูงสุด อย่างท่วมท้น
ตามมาด้วยพรรคประชาชน ที่ต้องถือว่าจำนวน ส.ส. ลดลงเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งครั้งก่อนชัดเจน

วันนี้ ผมขอวิเคราะห์เหตุผลที่ทำให้พรรคประชาชน คะแนนลดฮวบจนน่าประหลาดใจว่าเกิดจากสาเหตุใด
ตามความเข้าใจของผม สาเหตุหลักน่าจะมาจากเรื่องต่อไปนี้

1. ภาวะสงครามชายแดน

คงไม่เถียงว่า ก่อนหน้านี้สมาชิกคนสำคัญของพรรคประชาชนหลายคน ได้แสดงความเห็นในลักษณะที่ว่า ทหารมีไว้ทำไม เสียงบประมาณเปล่า ๆ น่าจะเอาไปทำอย่างอื่น หมดยุคที่จะรบกันโดยอาวุธแล้ว

แต่เหตุการณ์ที่ชายแดนกัมพูชา ทำให้เห็นชัดเจนว่า ทหารคือองค์ประกอบที่สำคัญของชาติ ขาดไม่ได้
ภาพทหารที่สูญเสียชีวิตและแขนขา มันสะเทือนใจคนไทย จนทำให้รู้สึกว่าพรรคประชาชนไม่รู้บุญคุณของทหาร และเข้าใจโลกน้อยเกินไป

2. ผู้นำพรรคไม่โดดเด่น

ผู้นำพรรคคนปัจจุบันคือนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เมื่อเทียบกับผู้นำพรรคคนเก่า คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ที่มีหน้าตาดี บุคลิกภาพดี พูดจาฉะฉาน ทำให้ประชาชนหลงใหลว่า นี่คือผู้นำระดับอินเตอร์ ที่สามารถก้าวสู่เวทีโลกได้

ส่วนผมเองก็ไม่เคยได้ยินว่าผู้นำคนปัจจุบัน ได้แสดงความคิดเห็นอะไรที่แหลมคมออกมา นี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้ใช้สิทธิไม่ประทับใจในผู้นำพรรคประชาชน

3. พรรคไม่มีบุคลากรคุณภาพ

ไม่ว่าพรรคประชาชนจะแสดงความตั้งใจดีเพียงใดที่จะเปลี่ยนประเทศไทย แต่เมื่อพิจารณาให้ลึกซึ้งแล้ว ก็ยังมีคำถามใหญ่ว่าหากได้เป็นรัฐบาลใครจะเข้ามาบริหารประเทศ

ไม่ว่ารัฐมนตรีทางเศรษฐกิจ หรือทางการเมือง มีแต่ภาพ ส.ส.ที่กล้าพูด ดุดัน จับผิดรัฐบาล แต่ก็ไม่เคยมีผลงานออกมาว่า ทำให้รัฐมนตรีลาออกหรือติดคุก

เมื่อเทียบกับรัฐมนตรีในพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าจะมีการดีเบตกี่ครั้ง ภาพของคุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ คุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และคุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ก็โดดเด่นที่จะเป็นแกนหลักในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศมากกว่า คนที่คลุกคลีกับภาวะเศรษฐกิจ จึงมีความหวังกับพรรคภูมิใจไทย มากกว่าพรรคประชาชน

บรรยง วิทยวีรศักดิ์

4. คุณภาพ ส.ส. พรรค

ในการเลือกตั้งก่อน ประชาชนเลือก ส.ส. ก้าวไกลเข้าไปพอสมควร โดยเน้นเลือกพรรคไม่ดูคน ปรากฏว่าส.ส.ในพรรคหลายคน เมื่อเข้าไปอยู่ในสภาแล้วก็ไปขายตัว ขายเสียงโหวตให้พรรคคู่แข่ง แลกกับเงินก้อนโต สุดท้ายก็ถูกประชาชนลงโทษโดยไม่เลือกเข้ามาอีก

เข้าใจว่าประชาชนบางส่วน ก็อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า ผู้สมัคร ส.ส.เขต เมื่อเลือกเข้าไปแล้ว จะไม่ขายเสียงเหมือนครั้งก่อนหรือเปล่า

5. ความตั้งใจดีแต่ดื้อดึง

คนส่วนใหญ่ยอมรับว่าพรรคประชาชนหรือพรรคก้าวไกลในอดีต คือพรรคที่มีอุดมการณ์ดี มีความตั้งใจเข้ามาแก้ไขปัญหาประเทศชาติ

อุดมการณ์ดีเพียงอย่างเดียว แต่ไม่มียุทธศาสตร์ในทางการเมือง เพื่อให้บรรลุผลถึงความอยู่ดีกินดีของประชาชนนั้น ก็เท่ากับว่าล้มเหลว

อย่าลืมว่าการที่เราสมัครเข้ามาเป็นสมาชิกสภาราษฎรนั้น ประชาชนคาดหวังให้เรามาแก้ไขปัญหาบ้านเมือง ไม่ว่าเรื่องค่าของชีพหรือการทุจริตต่าง ๆ

แต่ภาพที่ติดอยู่ในความรู้สึกของประชาชนคือ สมาชิกหลายคนยังยึดติดกับการเข้ามาแก้ ม. 112 ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ไม่อยากให้ไปแตะ เพราะรังแต่จะทำให้เกิดความขัดแย้งของคนในประเทศ

จึงเกิดคำถามมากมายว่า พวกเขาเข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหาให้ประชาชน หรือเข้ามาสนองอารมณ์ของตนเอง
เรื่องนี้คงไม่ต้องคุยมาก ทุกคนก็รู้ลึกลึกอยู่ในใจทั้งนั้น ผมเอาไว้ข้อสุดท้ายแต่อาจจะกลับกลายเป็นข้อที่สำคัญที่สุด ที่ผู้ใช้สิทธิ์ส่วนใหญ่คาใจอยู่ครับ

การเลือกตั้งครั้งที่แล้ว ประชาชนมอบฉันทะมติให้พรรคก้าวไกลจัดตั้งรัฐบาล แต่ด้วยความดื้อดึงในแนวทางของตน เลยทำให้ชวดการจัดตั้งรัฐบาล

มันแสดงว่า พรรคประชาชนยังไม่มีวุฒิภาวะพอที่จะเป็นผู้นำรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม เราจะเห็นว่าเสียงส่วนใหญ่ ถึงสองในสามก็ยังสนับสนุนให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ เหตุผลส่วนหนึ่งก็คือ รัฐธรรมนูญฉบับเก่ามีข้อบกพร่องในการเลือกสมาชิกวุฒิสภาหรือส.ว.

หากมีการอ่านข้อมูลอย่างครบถ้วน พบว่าถึงแม้จะมอบฉันทะมติให้แก้ไขและธรรมนูญแล้ว แต่เมื่อแก้เสร็จก็จะต้องให้ประชาชนโหวตเห็นชอบอีกสองครั้ง นั่นหมายความว่าอำนาจยังอยู่ในมือของประชาชนที่จะกลั่นกรองอีกครั้งได้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะถูกใจใครหรือไม่ก็ตาม ในระบอบประชาธิปไตยก็ต้องถือว่าเสียงประชาชนเป็นเสียงสวรรค์ ที่ตัดสินใจอนาคตของตนเองครับ

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...