[Vision Exclusive] SET ขานรับ “นายกฯ อนุทิน” ดันวอลุ่มพุ่ง 1 แสนล.
หุ้นวิชั่น
อัพเดต 09 ก.พ. เวลา 16.41 น. • เผยแพร่ 09 ก.พ. เวลา 09.41 น. • HoonVision | หุ้นวิชั่น - หุ้น ข่าวหุ้น หุ้นไทยวันนี้ หุ้นวันนี้ หุ้นเด่น วิเคราะห์หุ้น ธุรกิจ การเงิน เศรษฐกิจ การลงทุน ดัชนีราคาหุ้นหุ้นวิชั่น-โบรกฯ มอง SET พุ่งแรง รับรัฐบาลใหม่ชัด หนุนนักลงทุนเทรดคึกคัก วอลุ่มหนาแน่น แตะ 1 แสนล้าน! ชี้เป้าระยะกลาง 1,450 จุด แนะสะสม "หุ้น Big cap" รับเศรษฐกิจฟื้นตัวครึ่งปีหลัง 2569 พร้อมคัด 2 กลุ่มหุ้น Laggard มาช้าแต่มาแน่!
นายเผดิมภพ สงเคราะห์ กรรมการผู้จัดการ และผู้บริหารสูงสุดสายงานธุรกิจหลักทรัพย์รายบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับทีมงาน “หุ้นวิชั่น” ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ หลังจากที่มูลค่าการซื้อขายพุ่งสูงขึ้นแตะระดับ 1 แสนล้านบาทในรอบหลายปี โดยดัชนีมีการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมกราคม 2569 จากอานิสงส์ของ January Effect โดยหากพิจารณาจากจุดต่ำสุดที่ระดับ 1,230 จุด ดัชนีได้ทะยานขึ้นมาแล้วราว 170 จุด ซึ่งได้รับปัจจัยบวกเพิ่มเติมจากข่าวดีเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลอีกด้วย
*มอง 1,370 จุด น่าสนใจสะสม
แม้ตลาดจะมีทิศทางเป็นบวก แต่ในระยะสั้นอาจเริ่มเห็นการ Take Profit หรือ ขายทำกำไรออกมาบ้าง เนื่องจากดัชนีเข้าใกล้แนวต้านสำคัญที่ระดับ 1,400 จุด สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีนั้น คาดว่าจะแกว่งตัวอยู่ในช่วง 1,350 - 1,450 จุด โดยในระยะสั้นหากมีการย่อตัวลงมาใกล้เส้นค่าเฉลี่ย 5 วัน หรือ ระดับประมาณ 1,370 จุด มองว่าเป็นจังหวะที่น่าสนใจ
สำหรับปัจจัยหนุนระยะกลาง คาดได้แรงหนุนจากเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว และเงินทุนไหลเข้า แนะนำนักลงทุนที่มองข้ามช็อตไปในระยะกลาง หรือ 6 เดือนขึ้นไป เชื่อว่าตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสไปต่อได้ โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ 1,450 จุด ปัจจัยหนุนสำคัญมาจาก การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย จากประมาณการของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์)
และบล.กรุงศรี ได้คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจในครึ่งปีแรกอาจโตเพียง 1% บวกลบ แต่ในช่วงในครึ่งปีหลังจะเติบโตได้มากกว่า 2%
อีกปัจจัยหนึ่ง คือ Fund Flow เริ่มเห็นการเคลื่อนย้ายเงินทุนจากตลาดที่พัฒนาแล้ว (Developed Market) มาสู่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) รวมถึงการโยกย้ายจากหุ้นกลุ่ม Growth Stock ที่เติบโตสูงไปสู่ประเทศที่มีระดับการเติบโตไม่สูงมากแต่มีความมั่นคงอย่างประเทศไทย
*"หุ้นใหญ่" พิมพ์นิยม
อย่างไรก็ดี นายเผดิมภพ ได้แนะนำกลยุทธ์การลงทุน ให้เน้นไปที่ "หุ้นขนาดใหญ่" จากในภาวะที่ตลาดถูกขับเคลื่อนด้วยกระแสเงินทุนเช่นนี้ หุ้นขนาดใหญ่จะเป็นกลุ่มที่ปรับตัวขึ้นนำตลาดก่อนหุ้นขนาดเล็ก โดยมีหุ้นเด่นที่แนะนำในแต่ละอุตสาหกรรม ได้แก่ กลุ่มค้าปลีก: CPALL กลุ่มพลังงาน/โรงไฟฟ้า: GULF กลุ่มท่องเที่ยว: AOT กลุ่มโรงพยาบาล: BDMS และ BH กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง : STECON
ทั้งนี้ ยังได้ให้คำแนะนำสำหรับนักลงทุนระยะสั้น แนะนำให้ขายทำกำไรในช่วงที่ดัชนีปรับตัวขึ้นแรง และรอจังหวะที่ดัชนีย่อตัวลงมาเพื่อเข้าซื้อสะสมใหม่อีกครั้ง ส่วนนักลงทุนระยะกลางถึงยาว แนะนำให้ "ถือต่อ" (Hold) เพื่อรอรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและเป้าหมายดัชนีที่สูงขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังในอนาคต
*ชู 2 กลุ่ม หุ้น Laggard
ด้าน บล.พาย ได้ระบุ SET INDEX ขึ้นมาตามที่คาดไว้แล้ว ตอนนี้มาทดสอบแถว 1,395 จุด (+/-) และถือว่าเกินกว่าเป้าสิ้นปีที่มองไว้ 1,385 จุดเรียบร้อย ถ้าดัชนีขึ้นไปแถว 1,400 จุด (+/-) จะคิดเป็น Forward PE ประมาณ 14.7–15 เท่า ซึ่งต้องบอกว่าเริ่มไม่ถูกแล้ว เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในภูมิภาคที่ซื้อขายกันเฉลี่ยแค่ราว 11–13 เท่า
รอบนี้แรงหนุนหลักมาจากความคาดหวังเรื่องการเลือกตั้งและเสถียรภาพทางการเมือง แต่ถ้ามองพื้นฐานเศรษฐกิจจริง ๆ ไทยยังโตช้าที่สุดในภูมิภาค และยังมีแรงกดดันจากหลายด้าน ทั้งหนี้ครัวเรือนสูง นักท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นเต็มที่ และ FDI ที่ไหลเข้าไม่ได้โดดเด่นเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน มองว่าการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภายใต้รัฐบาลใหม่ต้องใช้เวลา และน่าจะยังไม่เห็นผลชัดในปีนี้
ดังนั้น จังหวะนี้ไม่แนะนำไล่ซื้อราคาที่ขึ้นมาแรง ควรโฟกัสการบริหารความเสี่ยงมากขึ้น หากจะเทรดระยะสั้น แนะนำมองหุ้นที่ยังขึ้นช้ากว่าตลาด (Laggard) เช่น กลุ่ม Commerce ที่ได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นอย่าง “คนละครึ่ง” และกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม (AMATA, WHA) ที่มีโอกาสได้อานิสงส์จากความคาดหวังการลงทุนภายใต้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากขึ้น