Songs in the Key of Life
บทความพิเศษ | ภาสกร ประมูลวงศ์
Songs in the Key of Life
: กลับบ้าน
ตอนที่สจ๊วต อดัมสัน (Stuart Adamson) หยิบกีตาร์เพื่อประกอบเครื่องดนตรีที่เรียกว่า E-Bow Effect สังเคราะห์เสียงแปลกหูของของปี่สกอต
ตอนนั้นเขาแทบไม่ได้ใส่ใจว่ามันจะเป็นเพลงที่เปลี่ยนตัวเขาไปตลอดกาล
เขาแค่ต้องการซาวด์ใหม่ที่ให้ความรู้สึกสำนึกรักบ้านเกิดและมันต้องเป็นเนื้อเดียวกับแรงบันดาลใจที่เขียน
เขาหมายถึง “ดันเฟิร์มลิน” เมืองทางตอนใต้บนแผ่นดินตาร์ตัน ดินแดนแห่งเบียร์รสปะแล่ม + ทีมฟุตบอลท้องถิ่นกับพายเนื้อเจ้าอร่อย
เขาคิดผิดถนัด เพราะมันถูกโปรดิวซ์ด้วยน้ำมือของสตีฟ ลิลลีไวท์ (Steve Lillywhite) ผู้เคยเสกให้ U2 หรือปีเตอร์ เกเบรียล โด่งดังคับเกาะอังกฤษมาแล้ว
เด็กหนุ่มสี่คนผู้เรียกตัวเองง่ายๆ ว่า Big Country (ผมว่ามันย้อนแย้งกวนประสาทดีไม่เลวนะครับ วงชื่อ Big Country เพลงชื่อ In A Big Country)
ด้วยไลน์เบสที่ดุดันเช่นเดียวกับจังหวะหวดกลองไม่ยั้งมือ มันมาพร้อมๆ กับริฟฟ์กีตาร์สำเนียงแปลกหู เสียงร้องแผดกร้าวดุดัน
ปี 1983 เมื่ออัลบั้มเปิดตัว The Crossing ออกวางแผง เมื่อนั้น Big Country ก็เล็กเกินไปสำหรับเกาะอังกฤษ
และด้วยอานิสงส์เล็กน้อยจาก MTV มันทำให้ตลาดถูกเปิดกว้างขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อเมริกาแห่งหนปราบเซียน
เพลง In A Big Country ถูกเปิดแทบจะเรียกได้ว่ารายชั่วโมง
แรกเริ่มเดิมทีมันถูกเรียกว่า Stay Alive ทว่าผู้จัดการวงนามจอห์น กิ๊ตดิ้ง ตัดสินใจนาทีสุดท้ายเปลี่ยนชื่อเป็น In A Big Country
ผลลัพธ์เหรอครับ มันติดอันดับ 3 และ 7 บนชาร์ตบิลบอร์ดที่แคนาดา ไต่ถึงอันดับ 17 บน UK Chart แผ่นดินแม่
ทำให้แฟนเพลงทั่วโลกต้องมองหาว่าดันเฟิร์มลินอยู่ส่วนไหนของแผนที่โลก
“ตอนผมได้ยินครั้งแรก มันเหมือนเพลงที่ผมเคยฟังตอนเป็นเด็ก” ลิลลี่ไวท์หล่นความเห็น
“ผมมาเข้าใจตอนหลังว่ามันคือกลิ่นอายของ “เกลิก (เพลงพื้นบ้านของสกอตแลนด์)”
ยิ่งเมื่อบวกความเป็นเซลติกเข้าไป ภาพรวมก็ยิ่งชัดเจน
จึงเป็นเพลงที่เราพร้อมจะกระโดดลงไปในลำธาร เพียงเพื่อได้ฟังแม้สักประโยคก็ตามเหอะ
ผมเข้าใจรูปแบบของความเป็นคน “พื้นถิ่น” มันเชื่อมโยงถึงกันและเมื่อใดก็ตามถ้าหยุดฟังไม่ได้ เมื่อนั้นก็เรียกอีกอย่างว่า เพลงฮิต”
ช่องว่างของโลกดนตรีในขวบปี 1984 Big Country จึงเหมือนกับการถมเท่าไรก็ไม่รู้จักเต็ม
พวกเขาประกาศศักดาอยู่ในบริบทเดียวกับ U2, Simple Minds, หรือแม้แต่ The Alarm เรียกว่าประจันหน้าแบบไม่มีใครยอมใคร
ไพ่ไม้ตายที่อดัมสันงัดมาใช้แล้วได้ผลเสมอคือการเขียนเพลงที่สะท้อนมุมมองซื่อๆ ทว่าแหลมคมกินใจ
“ฉันไม่คาดหวังจะได้เห็นดอกไม้บานท่ามกลางทะเลทราย ขอแค่ได้เจอแสงแดดแผดแรงในหน้าหนาว เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว”
อะไรประมาณนี้คือรูปประโยคที่ไม่เสแสร้ง
มันเป็นความหวังในด้านของความเป็นจริง ปราศจากภาพลวงตาที่เน้นความสวยงามกลวงๆ
ภาพลักษณ์แบบนี้เราจะเห็นไปตลอดทางของดนตรี (เป็นต้นว่า Chance, Fields Of Fire, Harvest Home)
พูดง่ายๆ คือมีสมหวัง ผิดหวัง หัวเราะ ร้องไห้ ไม่ต่างอะไรกับชีวิตคน
โดยมีประโยคสุดท้ายร้อยไว้เป็นคำขวัญที่สำคัญที่สุดนั่นคือ “อย่าหยุดความศรัทธา”
โดยครั้งหนึ่งโบโน หัวหอกของ U2 เคยพูดฝากเป็นประโยคประจำใจไว้ว่า “จะว่าไปอดัมสัน เป็นนักเดินเขาผู้น่าประทับใจ” เขาเปรียบเปรยทำนองเดียวกัน High Lander “วิญญาณของเขาช่างเสรี แถมมีหัวใจประหนึ่งภูผาแกร่งที่โรแมนติกยิ่ง”
ไม่เท่านั้น เขายังซื่อสัตย์ต่ออุดมการณ์ทางดนตรี พิสูจน์ได้จากเส้นทางที่เคยเดินผ่านมา เพลงของเขายังยึดขนบ Scottish Folk เป็นสเกลเดียวกับท่วงนอง Auld Lang Syne หรือ Skle Boat Song, Mhairri’s Wedding กลืนกินเนื้อหาลามไปถึงรากลึก โดยใส่ความร่วมสมัยเป็น MXR Pitch Transposer กับ E-Bow
ถ้าใครสงสัยว่าเสียงจะออกมายังไงลองค้นเพลง In The Big Country มาฟังครับ รับรองความแจ่มจรัส
และถ้าเราจะค้นให้ลึกขึ้น สจ๊วต อดัมสัน เรื่มอาชีพนักดนตรีด้วยแนวพังก์/นิวเวฟ โดยใช้ชื่อวงว่า The Skids วงนี้ไม่ธรรมดานะครับเพราะถูกเซ็นสัญญาเข้า Virgin Rerecords แถมทำเพลงโดยใช้แรงบันดาลใจมาจากบทกวีสังคมการเมืองของ Wilfred Owen
จนมาถึงปี 1982 นั่นแหละ Big Country ถึงได้ฟอร์มวงเป็นเรื่องเป็นราว พวกเขาตั้งไข่ด้วยการเป็นวงเปิดให้ Alice Cooper พยายามเล่นเพลง Post Punk และใช้ภาพขาย (เบื้องต้น) ประมาณ Gary Numan เป็นต้นแบบ
หลังผ่านยุคลองผิดลองถูก ที่สุดแล้วพวกเขาเดินหน้าเข้าสู่จุดสูงสุดทางดนตรีในปี 1984 เมื่อเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในเทศกาลทางดนตรี Live Aid ควบคู่กับมหกรรม Do They Know It’s Christmas (ซึ่งถูกยกเลิกภายหลัง คงเหลือแค่การลงเสียงใน Side B)
จากนั้นก็เข้าห้องอัดทำสตูดิโออัลบั้มใหม่ Steeltown
แล้ววัฏจักรวงการเพลงก็ได้ทำหน้าที่ของมัน
ผลงานชิ้นใหม่ไม่ได้รับการตอบรับอย่างที่ควรจะเป็น มันติดแหง็กค้างเติ่งใน Top 100 และไม่ได้ไปต่อ อนิจจาช่วงเวลาแห่งความสุขนั้นช่างแสนสั้น
แต่เมื่อชีวิตไม่สิ้นก็ต้องดิ้นต่อไป
อดัมสันทำใจดีสู้เสือด้วยการเป็นส่วนหนึ่งในอัลบั้มใหม่ของ Pete Townshend นาม White City ตามด้วยเป็นแบ็กอัพให้โรเจอร์ ดัลทรี
ทว่าไม่มีสัญญาณจากเครื่องตอบรับ
Big Country เลยกลายเป็นสินค้าคงค้างในกล่องที่ไม่มีใครต้องการ ขวบปีนั้นจบลงด้วยความเงียบเหงาราวป่าช้า
Big Country ไม่เคยกลับมาทำอัลบั้มฮิตได้อีกเลย กลับกลายเป็นว่า 8 อัลบั้มเต็มๆ ที่พวกเขาแป้กสนิท วงมีรายได้พอเลี้ยงตัวเป็นผลงานเก่าๆ สลับออกทัวร์พบปะแฟนเพลงกลุ่มเดิมๆ ซึ่งทางฟากยุโรปยังพอมีคนให้บุ๊กตัว
ทว่าในตลาดอเมริกา พวกเขาต้องทำใจยอมรับให้ได้ว่า เวลาแห่งวันชื่นคืนสุขนั้นได้ผ่านไปไปเนิ่นนานแล้ว
เมื่อแผ่นขายไม่ออกอัลบั้มค้างเติ่งสูงเป็นภูเขากา ตามด้วยงานการหดหาย อดัมสันรู้สึกตัวอีกทีมในร่างของผู้ติดสุราเรื้อรัง
เขาใช้เวลาหลายสิบปีเพื่อบำบัดและรักษาไม่หาย
บนเส้นทาง อันยาวไกล ในโลกหล้า
ใครจะมา นึกสนใจ เยื่อใยฉัน?
กรากกรำงาน เหงื่อล้นปรี่ ทุกวี่วัน
เคยเหมือนกัน หวนย้อนคืน ยืนที่เดิม
คิดถึงบ้าน น้ำตาปรี่ ที่กำเนิด
แหล่งเคยเกิด เคยพักพิง ถิ่นหนหลัง
เหมือนรดน้ำ ลงดินแห้ง แล้งผุพัง
ได้แต่หวัง ให้ผลิบาน ผ่านด้วยดี
ผ่านความทุกข์ ความระทม ความขมขื่น
จนวันคืน เลื่อนลับลอย อยากถอยหนี
ฝากความฝัน กับตัวไว้ ให้จงดี
ดั่งวจี ที่แห่งรัก มักที่ชัง
คำสัญญา มีเอาไว้ ให้ยึดหลัก
เป็นที่พัก เผื่อคร่ำครวญ ยามหวนหลัง
สักวันหนึ่ง อีกไม่นาน ผ่านลำพัง
จะกลับยัง บ้านของเรา หลังเก่ากาล ฯ
ก่อนใด ผมต้องขออารัมภบทออกตัวก่อนว่า ช่วงยุค 80’s โดยเฉพาะในขวบปี 1985-6 นั้นถือเป็นช่วงเวลาปราบเซียนอย่างแท้จริง
เมื่อ New Music กลับกลายเป็น Fast Music มันเต็มไปด้วยการแข่งขันหลากรูปแบบ มีศิลปินดาหน้ามาแจ้งเกิดอยากมากมาย มีทั้งตายแล้วกลับมาเกิดอีกรอบและ “แจ้งเกิดใหม่” อย่างแท้จริง
แถมลักษณะของเพลงก็ผันแปรไปตามรสนิยมคนฟัง
ไม่ต้องพูดถึงเกาะอังกฤษที่กลายร่างเป็น “อุตสาหกรรมดนตรีสมัยใหม่” เต็มตัว คลื่นลูกใหม่พร้อมที่จะซัดคลื่นลูกเก่าให้พ้นฝั่ง มันมีทั้งร็อก ป๊อป เมทัล นิวเวฟ อัลเทอร์เนทีฟ ไหนจะโซลกับเพลงเต้นรำที่ทำกันรายสัปดาห์
แน่นอนครับ มันไม่มีอะไรถูกหรือผิด มันอยู่ที่ว่าเราเลือกยืนฝั่งไหน
ปี 1985 ไม่ได้เหวี่ยงใครตกเวที มันอยู่ที่ว่าเราจะรักษาระยะไว้ได้นานแค่ไหนมากกว่า
Big Country เองก็หนีไม่พ้นสัจธรรมข้อนี้ พวกเขาเลือกที่จะทำเพลงในแบบที่ตนเองต้องการ โดยยอมตายเฉกเช่นไดโนเสาร์ดีกว่ามีชีวิตเอาตัวรอดแบบแมลงสาบ และไม่ใช่เพิ่งทำ เค้าทำมาแล้วนับสิบปี
จนเมื่อโลกย่างเข้าปี 1999 อดัมสันหายตัวไประหว่างกำลังทำงานกับวงและไม่ได้กลับขึ้นมาขึ้นเวที
ปี 2001 เป็นอีกครั้งที่เขาหายตัวโดยทิ้งข้อความฝากภรรยาเพียง “จะกลับมาตอนเที่ยง ไม่ต้องตาม”
เขามักหายตัวเช่นนี้บ่อยๆ จนถึงวันที่ได้รับหมายศาลคดีฟ้องหย่า วันนั้นเขาไม่กลับบ้านและขาดยารักษาอาการบำบัด เมื่อมีคนตามตัวเจอ เขาดื่มหนักกว่าเดิม ทันทีที่สร่างเมาเขามักจะกลับไปซัดเหล้าต่อทันที เป็นเช่นนี้จนคุ้นตาจนผู้จัดการวงถึงกับจ้างนักสืบเอาไว้ตามตัวอดัมสัน เพราะกลัวเมาแล้วกลับบ้านไม่ถูก
เชื่อไหมครับ ครั้งหนึ่งเขาเคยถึงขนาดเมาแอ๋ที่สนามบอลในนัดไอร์แลนด์เจออิหร่านมาแล้ว
16 ธันวาคม 2001 เมื่อรวมชีวิตการแต่งงานที่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง 2 ครั้ง อดัมสันกรอกเหล้าเข้าปากเป็นครั้งสุดท้าย
เขาตัดสินใจจบชีวิตไว้แค่นี้ในห้องที่โรงแรมด้วยสายกีตาร์
โดยก่อนหน้านั้นราวหนึ่งสัปดาห์ เขาเข้าพักที่ Best Western Plaza ฮาวาย และไม่ได้กลับลงมาอีกเลย
ในที่เกิดเหตุ ตำรวจพบเหล้าหลายลังโดยไม่มีการระบุถึงทรัพย์สินใดๆ
ร่างของเขาถูกนำกลับไปสกอตแลนด์บ้านเกิด โดยถูกเผาในแผ่นดินที่เขารักมากที่สุด “ดันเฟิร์มลิน” มีผู้ร่วมพิธีนับร้อยบริเวณ Carnegie Hall Dunfermline รวมถึง The Edge เพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยกอดคนกันเริ่มดัง
เมษายน 2009 สโมสรฟุตบอลดันเฟิร์มลินที่อดัมสันไปเยือนเป็นประจำ ได้วาดอัฒจันทร์โดยเด็กๆ เพื่อเป็นเกียรติ
มากกว่านั้น เมื่อมองในแง่มุมของอนุชนรุ่นหลัง Manic Street Preachers ได้เขียนเพลง 3 Ways To Despair ฝากเอาไว้สดุดีกันลืม
และถ้าคุณผ่านไปย่าน Crossgate บริเวณหลังถนนหัวมุมคุณจะพบคำว่า Stuart Adamson Crescent ที่นั่นคือสถานที่รำลึกของเขา
บริเวณนั้น ถ้าเราตั้งใจฟังให้ดีอาจจะมีประโยคลอยมากระซิบข้างกกหูว่า
“ในแผ่นดินที่กว้างใหญ่ ความฝันคงอยู่กับเรา ฟังคล้ายเสียงเพรียกจากคนรักข้างภูเขา และมันจะอยู่ตรงที่แห่งนั้นตลอดไป”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : Songs in the Key of Life
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly