โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

สงครามตะวันออกกลางเขย่า “ตลาดปุ๋ยโลก” เสี่ยงขาดแคลนยูเรีย หลังช่องแคบฮอร์มุซติดขัด

การเงินธนาคาร

อัพเดต 04 มี.ค. เวลา 14.28 น. • เผยแพร่ 04 มี.ค. เวลา 07.28 น.

สงครามตะวันออกกลางเขย่า "ตลาดปุ๋ยโลก" หลังการส่งออกยูเรียจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งคิดเป็นราว 1 ใน 3 ของตลาดโลกเผชิญความติดขัดจากสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ

วันที่ 4 มีนาคม 2569 เวลา 12.15 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า ความกังวลเกี่ยวกับภาวะขาดแคลนปุ๋ยในตลาดโลกกำลังเพิ่มขึ้น หลังความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่านขยายวงกว้าง และส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งเป็นทั้งศูนย์กลางการผลิตและเส้นทางขนส่งสำคัญของปุ๋ยโลก

จอช ลินวิลล์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสินค้าโภคภัณฑ์จาก StoneX ระบุว่า ปุ๋ยยูเรีย ซึ่งเป็นปุ๋ยไนโตรเจนที่ใช้แพร่หลายที่สุดในโลกนั้น มีประมาณหนึ่งในสามของปริมาณส่งออกทั่วโลกมาจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย ขณะเดียวกัน ผู้ส่งออกหลัก 3 ประเทศใน 10 อันดับแรกของโลก ได้แก่ กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และอิหร่าน ต่างได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ที่ทำให้การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซติดขัด ส่งผลให้ตลาดกำลังเผชิญความเสี่ยงในระดับที่อาจเลวร้ายที่สุด

ลินวิลล์ กล่าวว่า สถานการณ์ยิ่งน่ากังวล เนื่องจากตรงกับช่วงเวลาสำคัญของฤดูกาลเกษตรทั้งในสหรัฐและออสเตรเลีย“เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่แย่ที่สุดของปี ไม่มีช่วงไหนที่เหมาะกับวิกฤตแบบนี้ แต่ช่วงเวลานี้ถือว่าเลวร้ายที่สุด” เขากล่าว

ข้อมูลจากบริษัทติดตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ Argus ระบุว่า ราคายูเรียที่ซื้อขายในตลาดเรือบรรทุกปุ๋ยที่เมืองนิวออร์ลีนส์ ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดที่มีสภาพคล่องสูงที่สุด ปรับตัวเพิ่มขึ้นระหว่าง 50–80 ดอลลาร์ต่อหนึ่งตันสั้น (short ton) เมื่อวันจันทร์ ทำให้ราคาขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 520–550 ดอลลาร์

ลินวิลล์ กล่าวว่าการปรับขึ้นของราคาที่รวดเร็วเช่นนี้เกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุการณ์ระดับโลกที่สร้างความกังวลอย่างรุนแรง พร้อมระบุว่าการตอบสนองของตลาดถือว่าสมเหตุสมผล

เขายังเตือนว่า หากสงครามยืดเยื้อหลายสัปดาห์ตามที่นักการเมืองหลายฝ่ายคาดการณ์ การขนส่งปุ๋ยผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่ล่าช้าอาจส่งผลให้สินค้าไปไม่ถึงตลาดทันช่วงการใช้งานฤดูใบไม้ผลิของซีกโลกเหนือ “หากเรือเหล่านี้ไม่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซในตอนนี้ ก็มีโอกาสสูงว่าจะไปไม่ทันช่วงฤดูกาลใช้งาน”

นอกจากยูเรียแล้ว ภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียยังเป็นแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติและแอมโมเนีย ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญที่ประเทศต่าง ๆ ใช้ในการผลิตปุ๋ยอีกด้วย เดนนิส วอซเนเซนสกี นักเศรษฐศาสตร์เกษตรจาก Commonwealth Bank กล่าวว่า ความตึงเครียดดังกล่าวจึงทำให้ต้นทุนการผลิตปุ๋ยเพิ่มขึ้นจากอีกด้านหนึ่งด้วย

วอซเนเซนสกี มองว่าผลกระทบต่อเกษตรกรอาจรุนแรงกว่าวิกฤตราคาปุ๋ยในปี 2565 ซึ่งเกิดขึ้นหลังรัสเซียบุกยูเครน แม้ว่าขณะนั้นราคาปุ๋ยจะพุ่งสูงขึ้น แต่ราคาธัญพืชก็ปรับตัวขึ้นเช่นกัน เนื่องจากยูเครนเป็นผู้ส่งออกธัญพืชรายใหญ่ของโลก

อย่างไรก็ตามในกรณีของอิหร่าน ซึ่งไม่ได้เป็นผู้ส่งออกข้าวสาลีรายสำคัญ ราคาธัญพืชจึงอาจไม่ปรับตัวขึ้นตาม ทำให้เกษตรกรเผชิญสถานการณ์ที่ต้นทุนสูงขึ้น แต่รายได้ไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม ส่งผลให้กำไรถูกบีบตัว

หากข้อจำกัดด้านอุปทานยืดเยื้อ การแข่งขันเพื่อแย่งซื้อปุ๋ยในตลาดจะทำให้ราคาพุ่งสูงขึ้น และอาจทำให้เกษตรกรบางส่วนไม่สามารถเข้าถึงปุ๋ยได้ ลินวิลล์ระบุว่า เกษตรกรอาจต้องเปลี่ยนไปปลูกพืชที่ใช้ไนโตรเจนน้อยลง หรือไม่เช่นนั้นผลผลิตทางการเกษตรก็อาจลดลง

ในออสเตรเลีย แม้ปุ๋ยสำหรับฤดูกาลเพาะปลูกส่วนใหญ่จะถูกจัดซื้อไปแล้ว แต่เกษตรกรมักเริ่มมองหาการซื้อยูเรียเพิ่มเติมในช่วงเวลานี้ เพื่อใช้ใส่บำรุงพืชธัญพืชตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นไป สตีเฟน แอนเนลส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Fertilizer Australia ซึ่งเป็นองค์กรตัวแทนอุตสาหกรรมปุ๋ย ระบุว่าเหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานของประเทศ

ข้อมูลการค้าของรัฐบาลที่ Argus อ้างถึงระบุว่า ในปี 2568 ออสเตรเลียนำเข้าปุ๋ยยูเรียถึง 64% จากประเทศในตะวันออกกลาง ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรน และโอมาน

แอนเนลส์ กล่าวว่า การหยุดชะงักของการขนส่งครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนว่า ออสเตรเลียกำลังพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยมากขึ้น หลังฐานการผลิตภายในประเทศลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ทำให้ประเทศมีความเสี่ยงต่อความผันผวนของตลาดโลกมากขึ้น

อ้างอิง : asia.nikkei.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...