โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

หลานคลั่งฟันตาดับคาบ้าน อ้างฉุนถูกด่าเรื่องกินข้าว

ข่าวเวิร์คพอยท์ 23

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • ข่าวเวิร์คพอยท์

(17 ก.พ. 69) พ.ต.ท.มานิตย์ แก้วเจริญ หัวหน้าสถานีตำรวจภูธรห้วยหลวง เปิดเผยความคืบหน้าเหตุสะเทือนใจ หลานชายก่อเหตุใช้มีดฟันตาเสียชีวิตคาบ้านพักในพื้นที่ สภ.ห้วยหลวง เบื้องต้นพบชนวนเหตุมาจากความขัดแย้งภายในครอบครัว ประกอบกับอาการป่วยออทิสติกกำเริบหลังหยุดรับประทานยา

จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ก่อเหตุกำลังนั่งรับประทานอาหารร่วมกับผู้เป็นตา จากนั้นได้ยกจานข้าวเข้าไปกินในห้องพัก ทำให้ผู้เป็นตาซึ่งอยู่ในอาการมึนเมาสุราเกิดความไม่พอใจ และมีการดุด่าว่ากล่าวด้วยถ้อยคำรุนแรง ส่งผลให้ผู้ก่อเหตุซึ่งมีปัญหาด้านการควบคุมอารมณ์และสมาธิสั้น เกิดอาการฉุนเฉียวอย่างรุนแรง ก่อนคว้ามีดฟันเข้าที่บริเวณลำคอของตา เป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

พ.ต.ท.มานิตย์ ระบุว่า ผู้ก่อเหตุมีประวัติรักษาโรคออทิสติก ต้องรับประทานยาควบคุมอาการอย่างต่อเนื่อง แต่จากการสอบถามมารดาทราบว่า ช่วงหลังอาการดีขึ้นและย้ายไปอาศัยอยู่กับมารดาที่กรุงเทพมหานคร จึงหยุดรับประทานยา กระทั่งกลับมาอยู่บ้านเกิดและเกิดเหตุขึ้นเมื่อถูกกดดันทางอารมณ์

“อยากฝากถึงผู้ปกครองที่มีบุตรหลานป่วยออทิสติก ควรดูแลอย่างใกล้ชิด และอย่าให้ขาดการรับประทานยาตามแพทย์สั่ง เด็กกลุ่มนี้มีข้อจำกัดเรื่องการควบคุมอารมณ์ หากถูกกดดันรุนแรงอาจเกิดเหตุไม่คาดคิดได้” พ.ต.ท.มานิตย์ กล่าว

ในส่วนของการดำเนินคดี พนักงานสอบสวนเตรียมแจ้งข้อหา “ฆ่าบุพการี” เนื่องจากผู้เสียชีวิตเป็นตาโดยสายเลือด อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จะรวบรวมเอกสารทางการแพทย์และประวัติการรักษาด้านจิตเวชของผู้ก่อเหตุแนบสำนวน เพื่อให้ศาลพิจารณาตามกระบวนการกฎหมายต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...