โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘Sportswear’ เริ่มต้นมาจากไหน? เมื่อโลกแฟชั่นคือผู้ให้กำเนิดเสื้อผ้ากีฬา

The MATTER

อัพเดต 23 ม.ค. เวลา 12.31 น. • เผยแพร่ 23 ม.ค. เวลา 11.00 น. • Lifestyle

เปิดตู้เสื้อผ้ามา ตัวแรกก็เป็นเสื้อบอล ถัดมาก็เป็นกระโปรงเทนนิส ขยับมาอีกนิดเป็นกางเกงเลกกิ้ง ไม่ว่าจะมองไปตรงไหนของตู้ก็มีแต่เสื้อผ้าออกกำลังกายเต็มไปหมดเลย

ระหว่างที่กำลังเลือกชุดกีฬาสักตัวสำหรับใส่ไปข้างนอก เคยแอบสงสัยกันไหม ว่าชุดกีฬาที่เราใส่กันเป็นประจำนี้ มีที่มาที่ไปจากไหนนะ

ถ้าจะบอกว่า เสื้อผ้ากีฬาก็ถือกำเนิดขึ้นมาจากโลกแฟชั่น เช่นเดียวกับเสื้อผ้าที่เราใส่ทั่วไป ทุกคนจะเชื่อกันไหม

แม้ฟังดูแล้ว วงการกีฬาและวงการแฟชั่นจะดูห่างไกล ไม่น่าเกี่ยวข้องกันเท่าไหร่ แต่ความจริงเสื้อผ้าที่เราใส่ออกไปฟิตเนสในทุกวันนี้ คือหนึ่งในผลิตผลสำคัญของการโคจรมาเจอกันระหว่าง 2 วงการนี้ จนกลายมาเป็นสิ่งที่เรียกติดปากว่า ‘สปอร์ตแวร์’ (Sportswear)

และเพื่อให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างโลกกีฬากับโลกแฟชั่นกันมากขึ้น The MATTER เลยจะพาทุกคนย้อนเวลากลับอดีต ทำความเข้าใจประวัติศาสตร์และพัฒนาการของ สปอร์ตแวร์ ว่ากว่าจะมาเป็นชุดกีฬาแบบที่เราใส่กัน เคยมีหน้าตาแบบไหนมาก่อน

จุดเริ่มต้นของสปอร์ตแวร์

หากพูดถึงเครื่องแต่งกายในอดีต เสื้อผ้าเคยทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญที่ใช้บ่งบอกฐานะและสถานะทางสังคมของผู้สวมใส่ ในช่วงเวลาหนึ่ง การแต่งกายด้วยชุดฟูฟ่องอลังการคือเครื่องหมายของชนชั้นเจ้าและขุนนาง ขยับเข้ามาใกล้ยุคสมัยใหม่มากขึ้น เสื้อผ้าที่ผ่านการตัดเย็บอย่างประณีตและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ก็กลายเป็นอีกวิธีในการสะท้อนฐานะของผู้สวมใส่เช่นกัน

จะเห็นได้ว่า ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา การใช้งานไม่ใช่สิ่งที่เสื้อผ้าให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก สถานะทางสังคมต่างหากที่เครื่องแต่งกายผูกโยงเข้าไว้

หากจะพูดถึงต้นกำเนิดของชุดกีฬาทั้งหลาย อาจขอให้ทุกคนพับภาพการแข่งขันกีฬาที่วิ่งพล่านไปทั่วสนาม หรือการออกกำลังกายจนเหงื่อซกลงไปก่อน แถมการจะเริ่มเล่าถึงพัฒนาการของชุดกีฬา ก็อาจไม่ต้องย้อนไปเล่าถึงช่วงเวลาที่มนุษย์ยังต้องแก้ผ้าแข่งโอลิมปิกขนาดนั้น เพราะชุดกีฬาเริ่มปรากฏการพัฒนาให้เห็นชัดเจนขึ้น ก็เมื่อร้อยกว่าปีที่ผ่านมานี่เอง

ปลายศตวรรษที่ 19 ยุคสมัยที่ผู้คนเริ่มหันมาทำกิจกรรมที่ต้องใช้ร่างกาย เน้นการขยับเขยื้อน เสียเหงื่อกันมากขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นกิจกรรมเหล่านี้ก็ยังไม่ถูกเรียกว่ากีฬาแบบเต็มปาก เป็นเพียงงานอดิเรกที่ทำในยามว่างเท่านั้น เช่น ขี่จักรยาน เล่นเทนนิส ขี่ม้า โครเกต์ รวมถึงการออกไปเต้นรำในไนต์คลับ เสื้อผ้าที่ตัดเย็บอย่างดีหรือชุดฟูฟ่องรุ่มร่ามก็อาจไม่เหมาะแก่การทำกิจกรรมอะไรแบบนี้เท่าไหร่นัก ด้วยเหตุนี้ ผู้คนจึงเริ่มมองหาเสื้อผ้า ที่ช่วยให้พวกเขาทำกิจกรรมเหล่านี้ได้สะดวกมากขึ้น และใส่แยกจากชุดประจำวันอย่างชัดเจน

เมื่อมีอุปสงค์ ก็ต้องมีอุปทาน ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เรื่อยมาจนถึงช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เริ่มมีดีไซเนอร์ออกแบบชุดสำหรับทำกิจกรรมกันมากขึ้น โดยเสื้อผ้าเหล่านี้จะมีลักษณะที่สามารถแยกชิ้น ใส่ตัวนู้นทับตัวนี้ได้ง่าย นอกจากนี้ ชุดในยุคแรกยังมักทำมาจากผ้าถักหรือผ้าเจอร์ซีย์ ตัดเย็บแบบเปิดแขนและขาให้สามารถขยับร่างกายได้อิสระมากกว่าชุดในชีวิตประจำวัน

ขณะเดียวกันผู้หญิงก็ออกมาทำกิจกรรมกลางแจ้งแบบผู้ชายมากขึ้นเช่นกัน แต่ด้วยขนบและบรรทัดฐานทางสังคม เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของผู้หญิงก็อาจไม่ได้ตัดทอนให้ขยับเขยื้อนได้สะดวกมากเท่าผู้ชาย เพราะยังต้องคงไว้ซึ่งเสื้อผ้าที่แสดงออกถึงความเป็นหญิงอยู่

จอห์น เรดเฟิร์น (John Redfern) ช่างตัดเย็บชาวอังกฤษเจ้าของบริษัทตัดเย็บเสื้อผ้าอย่าง Redfern & Sons เป็นหนึ่งในนักออกแบบคนแรกๆ ที่ผลิตเสื้อผ้าสำหรับทำกิจกรรมของผู้หญิงออกมา โดยการนำโครงร่างของเสื้อผ้าผู้ชาย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อแจ็กเก็ตแบบเทเลอร์ กางเกง หรือชุดสูท มาปรับให้เหมาะกับเรือนร่างของผู้หญิงมากขึ้น เสื้อผ้าของเขาจึงเน้นเรื่องความคล่องตัวในการเคลื่อนไหว แต่ยังไม่ละทิ้งภาพลักษณ์ความเป็นหญิงตามขนบของยุคนั้น

ภาพโฆษณาคอลเล็กชั่นใหม่ร้านของเรดเฟิร์น (Advertisement for Redfern's newest collection), from the New York Tribune, circa 1885.

ทว่าก็มีเสื้อผ้าสำหรับกีฬาบางประเภทของผู้หญิง ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงจากเสื้อผ้าแบบเดิมๆ ชัดเจน เช่น ชุดว่ายน้ำหรือชุดปั่นจักรยาน ที่ต้องปรับให้กระโปรงสั้นลง ใส่บลูมเมอร์ หรือออกแบบให้เคลื่อนไหวสะดวกขึ้น ส่วนเสื้อผ้ากีฬาในแบบของจอห์น เรดเฟิร์นเหมาะกับแค่กีฬาบางชนิดอย่างเทนนิสหรือโครเกต์ที่ไม่จำเป็นต้องดัดแปลงเสื้อผ้าให้เปลี่ยนไปมาก

ต้องยอมรับว่าแม้จะเริ่มมีชุดกีฬาปรากฏให้เห็นมากขึ้น แต่มันก็อาจยังไม่สะดวกสบายมากพอจะซัปพอร์ตการเล่นกีฬาที่เริ่มมีความจริงจัง ไม่ใช่แค่กิจกรรมยามว่างของเหล่าผู้ดีอีกต่อไป ราวๆ ทศวรรษที่ 1920 ผู้คนไม่ว่าจะชายหรือหญิง ต่างเริ่มมองหาเสื้อผ้าที่สามารถช่วยให้พวกเขาเคลื่อนไหวร่างกายได้สะดวกมากขึ้นกว่าเก่า

ด้านผู้ชาย ก็จะเริ่มสวมใส่เสื้อผ้าที่มีความทะมัดทะแมงในการเคลื่อนไหวมากขึ้น เช่น เสื้อสเวตเตอร์ ทั้งแขนสั้น แขนยาว หรือทรงเสื้อกั๊ก สวมทับบนเสื้อเชิ้ต พร้อมกับสวมใส่กางเกงทรงนิกเคอร์บ็อคเกอส์ (Knickerbockers) เมื่อใส่รวมกันก็จะดูสะดวกสบาย ไม่ระเกะระกะเหมือนเสื้อสูทหรือแจ็คเกต แถมยังยังสามารถบ่งบอกสถานะทางสังคมได้ในเวลาเดียวกัน

ทางด้านสาวๆ จะให้พวกเธอตีเทนนิสด้วยชุดที่ยังคงมีความรุ่มร่าม ต้องคอยยกกระโปรงไม่ให้สะดุด ก็เห็นทีจะไม่สะดวกเท่าไหร่ ฌอง ปาตู (Jean Patou) ดีไซเนอร์คนสำคัญเลยสร้างแรงกระเพื่อมในวงการแฟชั่นและกีฬา ด้วยการออกแบบกระโปรงเทนนิสที่สั้นและเคลื่อนไหวได้สะดวกมากขึ้น โดยมี ซูซาน เลงเลน (Suzanne Lenglen) นักเทนนิสชื่อดัง ใส่มันเข้าแข่งขันเทนนิสในรายการวิมเบิลดันเมื่อปี 1921 กลายเป็นการเปิดประตูบานสำคัญให้ผู้หญิงหันมาสวมใส่กระโปรงที่สั้นและทะมัดทะแมงมากขึ้น ทั้งในการเล่นกีฬาและชีวิตประจำวัน

ดีไซเนอร์คนสำคัญอีกหนึ่งคนที่มีบทบาทต่อการสร้างสรรค์สปอร์ตแวร์สำหรับสุภาพสตรีที่จะไม่พูดถึงไปไม่ได้ นั่นคือ โคโค่ ชาแนล (Coco Chanel) นักออกแบบชาวฝรั่งเศสผู้ปฏิวัติเครื่องแต่งกายสตรี โดยการเริ่มลดทอนโครงร่างที่รัดรึงร่างกายอย่างคอร์เซ็ต (Corset) และแทนที่ด้วยชุดที่เรียบง่าย สวมใส่สบาย และเอื้อต่อการเคลื่อนไหวมากขึ้น

แนวคิดของโคโค่ ชาแนลจึงไม่เพียงเปลี่ยนวิธีการแต่งตัวของผู้หญิง แต่ยังทำให้เสื้อผ้าสำหรับทำกิจกรรม และชีวิตประจำวันเริ่มทับซ้อนกันมากขึ้น กลายเป็นอีกก้าวสำคัญที่ผลักดันให้สปอร์ตแวร์ หลุดออกจากพื้นที่เฉพาะ และเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้หญิง

ตัดภาพมาที่ฟากฝั่งสหรัฐอเมริกา ที่มองว่าเสื้อผ้ากีฬาจากฝั่งยุโรปทั้งหลายนี้ ล้วนเข้าถึงยากจาการต้องอาศัยการตัดเย็บชั้นสูง กว่าจะผลิตออกมาได้แต่ละตัวก็ใช้เวลายาวนาน ไม่สามารถเข้าถึงทุกกลุ่มคนได้จริง แคลร์ แม็กคาร์เดลล์ (Claire McCardell) ดีไซเนอร์ชื่อดังของอเมริกัน เริ่มมีบทบาทสำคัญในการสร้างเสื้อผ้าที่เข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น ด้วยการผลักดันแนวคิดการแต่งตัวสบายๆ ในชีวิตประจำวัน เน้นการใช้งานได้จริง และทำให้แฟชั่นเป็นเรื่องของทุกคน ไม่ใช่แค่ชนชั้นสูง

ตัวอย่างเช่น ในช่วงทศวรรษ 1940 แคลร์ แม็กคาร์เดลล์ ได้ออกแบบเสื้อผ้าสปอร์ตแวร์แบบอเมริกัน ไม่ว่าจะเป็น ชุดว่ายน้ำ เดรสกลางวัน หรือกระทั่งเพลย์สูท ที่ต่างก็เน้นการใช้งาน ให้ดูแข็งทื่อจนเกินไป และที่สำคัญคือการเลือกใช้ผ้าให้เหมาะสม ทำให้งานออกแบบของเธอกลายเป็นรากฐานสำคัญของชุดออกกำลังกาย หรือที่เราเรียกกันในปัจจุบันว่า ‘Athleisure’

มาถึงตรงนี้ หลายคนก็คงเห็นแล้วว่า กว่าจะออกมาเป็นชุดกีฬาที่ใช้เล่นกีฬาได้จริงนั้น ต้องใช้เวลาพัฒนามายาวนานขนาดไหน หากแต่ทั้งหมดนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางของสปอร์ตแวร์เท่านั้น เพราะในช่วงเวลาถัดจากนี้ ชุดออกกำลังกายจะเริ่มพัฒนาและมีหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับชุดที่เราสวมใส่กันในทุกวันมากขึ้น

นวัตกรรมแฟชั่นกับการพัฒนาเสื้อผ้ากีฬา สู่ยุคปัจจุบัน

หากช่วงเวลาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 คือยุคที่สปอร์ตแวร์ยังเทน้ำหนักไปให้กับรูปแบบและความสวยงามหลังจากทศวรรษที่ 1950 เป็นต้นมา ก็คงเป็นช่วงเวลาที่เสื้อผ้าออกกำลังกายเริ่มหันมาโฟกัสที่การใช้งานอย่างจริงจังมากขึ้น ด้วยการหยิบเอาเทคโนโลยีและนวัตกรรมในอุตสาหกรรมแฟชั่นมาใช้ร่วมกับการออกแบบ

หนึ่งในบุคคลสำคัญที่นำเสนอภาพการออกแบบเสื้อผ้าที่เน้นการใช้งานอย่างจริงจัง คือ บอนนี่ แคชิน (Bonnie Cashin) อดีตนักออกแบบเครื่องแต่งกายภาพยนตร์ ที่เริ่มหันมาทำเสื้อผ้าแบบสำเร็จรูปพร้อมใส่ (Ready-to-wear) เพราะเธอขึ้นชื่อเรื่องชุดที่ใช้งานได้จริง เสื้อผ้าของเธอจึงมักนำเสนอรายละเอียดยิบย่อยอย่าง เสื้อผ้ามีฮู้ด กระเป๋าใบใหญ่ และซิป ซึ่งกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของชุดออกกำลังกายในเวลาต่อมา

นอกจากนี้ ช่วงกลางทศวรรษ 1950 ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีก็มีส่วนช่วยในการผลิตเสื้อผ้ามากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคนิคการถักผ้าสองชั้น (Double knitting) ที่ถือเป็นก้าวสำคัญต่อวงการสปอร์ตแวร์ เพราะช่วยให้ผลิตเสื้อผ้าที่คงรูปทรงได้ดี ยืดหยุ่น และทนทานได้มากยิ่งขึ้น จนกลายเป็นภาพจำของสปอร์ตแวร์อเมริกันนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการผลิตเสื้อผ้าที่เริ่มพัฒนาขึ้นนี้เอง ทำให้ในช่วงเวลาเดียวกัน เสื้อผ้ากีฬาก็เริ่มมีความเปลี่ยนแปลงมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ชุดวอร์ม หรือ Tracksuit ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นมา เพื่อเป็นเสื้อผ้าออกกำลังกายที่สวมใส่สบาย และกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเสื้อผ้ากีฬาในยุคนี้ด้วย

จากพัฒนาการของสปอร์ตแวร์ ตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ อาจทำให้หลายคนมองว่า ชุดกีฬากับชุดลำลองที่เราใส่กันทั่วไปในชีวิตประจำวันดูเหมือนจะแบ่งแยกกันชัดเจน กระทั่งช่วงทศวรรษ 1980 แนวคิด ‘Athleisure’ หรือแฟชั่นที่ผสมผสานเสื้อผ้ากีฬา (Athletic) เข้ากับเสื้อผ้าลำลอง (Leisure) ได้ถือกำเนิดขึ้น กลายเป็นแนวคิดการแต่งตัวที่ให้ความสำคัญทั้งความสบาย การใช้งาน ตลอดจนสไตล์การออกแบบในเวลาเดียวกัน

Athleisure ทำให้เสื้อผ้ากีฬา ไม่ว่าจะเป็นชุดวอร์ม เสื้อฮู้ด กางเกงเลกกิ้ง หรือกระทั่งรองเท้าผ้าใบ ไม่จำเป็นต้องใส่อยู่แค่ในสนามกีฬาหรือในยิม แต่กลายเป็นชุดที่สามารถสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน สะท้อนวิถีชีวิตที่ผ่อนคลาย คล่องตัว และกระตือรือร้นของผู้คนในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ได้เป็นอย่างดี

และตั้งแต่ศตวรรษที่ 21 เป็นต้นมา สปอร์ตแวร์ก็ยังคงพัฒนาอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงความสำคัญเรื่องการใช้งานที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเคลื่อนไหวมากกว่าแต่ก่อน แถมยังมีรูปแบบผ้าถือกำเนิดมาเพื่อรองรับการออกกำลังกายในรูปแบบต่างๆ มากขึ้น เช่น ผ้าที่ระบายเหงื่อ ควบคุมอุณหภูมิร่างกาย หรือช่วยพยุงกล้ามเนื้อได้ จนมันได้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของเสื้อผ้ากีฬาในยุคปัจจุบัน

ตัวอย่างเช่น เสื้อผ้าของ Nike และ Adidas ที่พัฒนาเทคโนโลยีเนื้อผ้าอย่าง Dri-FIT และ AEROREADY เพื่อช่วยระบายเหงื่อและรักษาความแห้งสบายระหว่างการเคลื่อนไหว หรือ Lululemon ที่ออกแบบกางเกงโยคะและเลกกิ้งด้วยผ้า Luon และ Nulu ซึ่งให้ความยืดหยุ่นสูง โอบรับสรีระ และช่วยพยุงกล้ามเนื้อโดยไม่จำกัดการเคลื่อนไหว

ด้วยการพัฒนาและการวิวัฒนาการที่มีมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้สปอร์ตแวร์กลายเป็นเสื้อผ้าที่เหมาะแก่การสวมใส่ในหลากหลายโอกาส ไม่จำเป็นต้องจำกัดมันอยู่แค่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง และไม่ใช่แค่แบรนด์ที่ยกมาเท่านั้น แต่ยังมีอีกหลากหลายแบรนด์ที่หยิบเอานวัตกรรมแฟชั่นเหล่านี้มาทำเครื่องแต่งกายที่สามารถเข้าถึงได้ทุกเพศทุกวัย

แม้วงการแฟชั่นและวงการกีฬาจะฟังดูห่างไกลกัน แต่ในตอนนี้กลับกลายเป็นวงการที่ไม่อาจแยกจากกันได้ชัดเจน เพราะเสื้อผ้ากีฬาถือกำเนิดมาจากโลกแฟชั่น และแฟชั่นก็คือสิ่งที่เราสวมใส่กันในทุกวันนี้

อ้างอิงจาก

parqsport.com

fashionista.com

evaathletic.com.au

timelessfashionhub.com

fashionconservatory.com

bombshellsportswear.com

Graphic Designer: Manita Boonyong
Editorial Staff: Runchana Siripraphasuk

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...