โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ASW กอด Backlog 3.2 หมื่นล้าน เตรียมเปิด 11 โครงการภูเก็ต-มิกซ์ยูสรังสิต

การเงินธนาคาร

อัพเดต 05 ก.พ. เวลา 08.32 น. • เผยแพร่ 05 ก.พ. เวลา 01.32 น.

ASW ท็อปฟอร์ม! กวาดพรีเซลปี 68 ทะลุ 2.3 หมื่นล้าน โตกระฉูด 21% ปี 69 ตุน Backlog แน่น 3.2 หมื่นล้านบาท จ่อรับรู้รายได้ก้อนโตจากการโอนโครงการที่สร้างเสร็จใหม่ 11 แห่ง มูลค่ารวม 2.6 หมื่นล้านบาท ท่ามกลางปัจจัยบวกจากแนวโน้มดอกเบี้ยขาลงและดีมานด์ฝั่งเรียลดีมานด์ที่เริ่มฟื้นตัว ฝากโจทย์ว่าที่รัฐบาลใหม่ขยายสิทธิเช่า 90 ปี

5 กุมภาพันธ์ 2569– นายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASW กล่าวว่า แอสเซทไวส์เราทำโครงการ Real Estate มาแล้ว 86 โครงการ สร้างเสร็จและโอน 100% กว่า 36 โครงการ มีโครงการที่เหลือรอส่งมอบกำลังก่อสร้างและเปิดขาย 50 โครงการ มี Product ที่ครอบคลุมทั้งคอนโดและบ้านแนวราบ รวมไปถึงคอนโดที่ภูเก็ตในรูปแบบของเลเชอร์คอนโดเน้นขายนักลงทุนและผู้อยู่อาศัยชาวต่างชาติที่ภูเก็ต ขณะที่ Housing เองก็มีทั้ง Luxury และพูลวิลล่าที่ภูเก็ต

นอกเหนือจาก Real Estate แล้วบริษัทยังมีธุรกิจที่เสริมธุรกิจหลักเช่นธุรกิจซื้อขายฝากเช่าครบวงจร สำหรับโครงการที่อยู่อาศัยของแอสเซทไวส์ ผ่าน Asset A Plus รวมไปถึง ธุรกิจใหม่ Health & Wellness ผ่าน WHB เช่น Rocket Fitness และคลินิกกายภาพบำบัด Vitala เพื่อรองรับสังคมสูงวัยในอีก 10-20 ปีข้างหน้า ธุรกิจเอนเตอร์เทนเมนต์ ผ่าน Wisejai และ ZAAP World ในการจัดคอนเสิร์ตและอีเวนต์ต่างๆ ธุรกิจคอมมูนิตี้มอลล์ ผ่าน Treasure M พัฒนา Mingle Mall ทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และภูเก็ต และล่าสุดเข้าสู่ธุรกิจ Hospitality ผ่าน TITLE โดยเปิดตัว เดอะ ซาลูท (The Salute) Beach Restaurant ริมหาดในยาง และโรงแรมโวโค ภูเก็ต บางเทา (voco Phuket Bangtao) เป็นแห่งแรกในภูเก็ต ซึ่งคาดว่าจะให้บริการในปี 2569 และ 2572

ภูเก็ตแรงไม่แผง ดันยอดขาย ASW ปี 68 โต 21% เตรียมส่งมอบโครงการยาวถึงปี 70

อย่างไรก็ดีในปี 2568 ที่ผ่านมาเป็นปีที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์เต็มไปด้วยความท้าทาย ASW เปิดโครงการใหม่ 11 โครงการ รวมมูลค่าโครงการ 23,600 ล้านบาท โดยเป็นโครงการภูเก็ต 8 โครงการมูลค่าโครงการ 19,300 ล้านบาทและกรุงเทพฯ 3 โครงการประมาณ 4,300 ล้านบาท

สามารถทำยอดขายรวมปี 2568 ได้ 23,407 ล้านบาท สูงกว่าเป้ายอดขายที่ตั้งไว้ 19,500 ล้านบาท ราว 20% และเติบโตขึ้น 21% เมื่อเทียบกับปี 2567 โดยมีแรง Support จาก Demand อสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ตกว่า 56% ผ่าน บริษัท ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ TITLE บริษัทย่อยในเครือ ส่วนในกรุงเทพฯยังคงขายดี 44%

ในปีที่ผ่านมา ASW มีโครงการที่คาดว่าจะแล้วเสร็จ 7 โครงการมูลค่า 14,000 ล้านบาท ณ ไตรมาสที่ 3 มี Backlog สะสม 32,800 ล้านบาท เป็นโครงการที่สร้างแล้วเสร็จไตรมาสที่ 4 ปี 2568 ราวๆ 7,800 ล้านบาท และเป็น Backlog ที่คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2569 และ 2570 อีกประมาณ 25,000 ล้านบาท โดยมีสัดส่วน Backlog ในกรุงเทพฯ 45% และภูเก็ต 47%

“ต้นปี 2568 เราตั้งเป้าเปิดโครงการในกรุงเทพฯ 5 โครงการแต่ด้วยสถานการณ์แผ่นดินไหวและสถานการณ์อื่นๆ ที่ไม่เอื้ออำนวยจึงเลื่อนโครงการที่จะเปิดโครงการในช่วงปลายปี 2568 มาเปิดในปี 2569 นี้ ในขณะที่ภูเก็ตผลตอบรับดีสามารถเปิดโครงการเพิ่ม 3 โครงการเป็น 8 โครงการจากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ 5 โครงการและยังสามารถขยับ Segment ไปยังพูลวิลล่าอีก 2 โครงการ”

ปี 69 ปีแห่งการเก็บเกี่ยว ASW ปั้นสินค้าเป็นเงินสด จ่อรับรู้รายได้โอนกรรมสิทธิ์ 1.1 หมื่นล้าน

สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2569 ยังอยู่ในภาวะทรงตัวต่อเนื่องจากปีก่อน แต่เราเห็นสัญญาณบวกจากสมดุลของตลาดที่ปรับตัวดีขึ้น ดีเวลลอปเปอร์เน้นบริหารจัดการสต็อกและศึกษาตลาดก่อนเปิดโครงการใหม่อย่างรอบคอบ ส่งผลให้การแข่งขันด้านราคาลดความรุนแรงลง ขณะที่กำลังซื้อฝั่งเรียลดีมานด์ฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป

ส่วนปัจจัยภายนอกประเทศ ราคาน้ำมันโลกปรับลดลงถือเป็นแรงหนุนสำคัญต่อการควบคุมต้นทุนวัสดุก่อสร้างและค่าขนส่ง เช่นเดียวกับในประเทศ สถานการณ์ภัยธรรมชาติและภูมิรัฐศาสตร์เริ่มคลี่คลาย อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องในปีนี้ ซึ่งช่วยเพิ่มกำลังซื้อและทำให้ผู้ประกอบการวางแผนได้มีประสิทธิภาพ ในสภาวะที่ตลาดมีความเฉพาะตัวสูง ดีเวลลอปเปอร์ที่มองเห็นโอกาสและเข้าใจตลาดอย่างแท้จริง จะยังสามารถสร้างการเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง

“ปีนี้เป็นปีที่เรามีของพร้อมขายและเปลี่ยนเป็นรายได้ เปลี่ยนสินค้าเป็นเงินสดและไม่ต้องลงทุนเงินสดเพิ่มในการทำโครงการแล้ว เป็นปีพิเศษที่สามารถลดหนี้ได้และได้เงินสดกลับมา”

อย่างไรก็ดีแอสเซทไวส์คาดว่าปี 2569 นี้จะเป็นปีที่ดีเป็นพิเศษเนื่องจากสามารถปิดโครงการตามเป้าหมาย 7 โครงการในปี 2568 ซึ่งจะส่งผลให้มีสินทรัพย์พร้อมโอนมากที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมาประมาณ 11,000 ล้านบาทและมีโครงการที่จะแล้วเสร็จใหม่ 11 โครงการทั้งในกรุงเทพฯและภูเก็ตมูลค่ารวมกันประมาณ 26,700 ล้านบาท

“ปัจจัยทั้งหมดนี้กดดันทั้งอสังหาริมทรัพย์และลูกค้าแบงก์เองก็มีความกังวลในภาวะเศรษฐกิจโดยรวม และกดดันแหล่งเงินทุนของ Real Estate สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในสัปดาห์หน้าคือเรื่องของการเลือกตั้ง ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่น่าจับตามองว่าผู้นำรัฐบาลจะมีนโยบายเกี่ยวกับ Real Estate อย่างไรจะมีการผ่อนปรน การแก้หนี้ครัวเรือนที่มีปัญหาอยู่อย่างไรเพราะเป็นปัญหาหลักที่ต้องแก้ด้วยโครงสร้างและมาตรการลดภาระของประชาชนซึ่งก็เป็นลูกค้าของ แอสเซทไวส์ ด้วย ถ้าหากประชาชนยังมีหนี้สูงอยู่ก็มีความสามารถในการกู้หนี้ที่น้อยลง ขณะเดียวกัน ธปท. วิเคราะห์ว่าเศรษฐกิจไทยอาจจะโตแค่ 2%”

เชื่อรัฐบาลใหม่หนุนศรัทธาลงทุน ชงขยายสิทธิเช่า 90 ปี กระตุ้นอสังหาฯ

นายกรมเชษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ เชื่อมั่นว่ารัฐบาลชุดใหม่จะมีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการยุทธศาสตร์ชาติได้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ต้องการให้รัฐบาลเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในวงกว้างเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นผู้บริโภค เนื่องจากปัจจุบันกลุ่มสินค้ามูลค่าสูง (Big-ticket items) โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงเผชิญภาวะชะลอตัวจากความกังวลด้านกำลังซื้อ

"หากภาครัฐพิจารณานำนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น โครงการ คนละครึ่งพลัส กลับมาใช้อย่างต่อเนื่อง จะช่วยสร้างบรรยากาศการจับจ่ายให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ซึ่งในฝั่งของผู้ประกอบการ (Developer) ต่างมีความพร้อมในการจัดแคมเปญและดีลพิเศษ เพื่อรองรับเม็ดเงินการลงทุนจากทั้งสถาบันการเงินและนักลงทุนที่กำลังเฝ้ารอดูความชัดเจนจากนโยบายภาครัฐ"

ข้อเสนอปลดล็อก "Leasehold 90 ปี" ลดต้นทุนที่อยู่อาศัย

สำหรับมาตรการขับเคลื่อนภาคอสังหาริมทรัพย์โดยตรง นอกเหนือจากการลดค่าธรรมเนียมการโอนและนโยบายดอกเบี้ยที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง กรมเชษฐ์เสนอให้รัฐบาลพิจารณา ขยายสิทธิการเช่าระยะยาว (Leasehold) จาก 30 ปี เป็น 90 ปี โดยอาจเริ่มจากโครงการนำร่อง 100,000 ยูนิต ภายในระยะเวลา 3 ปี เพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์ เนื่องจากประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่ชาวต่างชาติทั่วโลกให้ความสนใจ

“เมื่อขยายสิทธิการเช่าถึง 90 ปี แบงก์ก็จะขานรับ เช่น การออกสินเชื่อการปล่อยสินเชื่อลีสโฮลด์ ซึ่งอาจช่วยลดต้นทุนของกลุ่มผู้ซื้อเองเนื่องจากที่ดินในกรุงเทพฯ มีราคาสูงมาก ผู้อยู่อาศัยในเมืองกรุงเทพฯ มีโอกาสเป็นเจ้าของคอนโดที่ราคาถูกลงแต่ได้สิทธิการเช่า 90 ปี และส่งผลให้ผู้ซื้อสามารถซื้อพร็อพเพอร์ตี้ตามแนวรถไฟฟ้าที่รัฐบาลลงทุนไปหลายแสนล้านได้ในราคาที่ถูกลงตามไปด้วย”

ตั้งเป้ารายได้ปี 69 โต 19% ชูไฮไลต์คอนโด-พูลวิลล่าหรู รับดีมานด์ไทยและต่างชาติ

จากสถานการณ์ภาพรวมอสังหาริมทรัพย์และสินทรัพย์ที่มีในมือแอสเซทไวส์ตั้งเป้า เปิดตัวโครงการใหม่จำนวน 11 โครงการ มูลค่ารวม 17,555 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการในกรุงเทพฯและปริมณฑล จำนวน 5 โครงการ มูลค่ารวม 7,455 ล้านบาท โดยในช่วงครึ่งปีแรกจะทยอยเปิดโครงการคอนโดมิเนียม “เคฟ คานิเวิล รังสิต” (Kave Carnival Rangsit) โครงการแนวราบแบรนด์ใหม่ “เบลสซินี่ รังสิต” (Blessini Rangsit) บ้านเดี่ยว 2 ชั้น และโครงการช็อปเฮาส์ภายใต้แบรนด์ “ไวส์ เฮาส์ รังสิต” (Wise House Rangsit) ซึ่งทั้งหมดตั้งอยู่ภายใต้โครงการมิกซ์ยูส “ไวส์พาร์ค รังสิต” พื้นที่กว่า 60 ไร่

และภูเก็ต 6 โครงการ มูลค่าโครงการ 10,100 ล้านบาทรวมกันแล้วประมาณ 17,555 ล้านบาท แบ่งเป็นคอนโด 8 โครงการและ Housing 3 โครงการ ครอบคลุมทำเลศักยภาพทั้งหาดราไวย์ ในยาง และกมลา รวมถึงการขยายพอร์ตโฟลิโอสู่ทำเลใหม่อย่างหาดสุรินทร์ และเกาะแก้ว โดยโครงการไฮไลต์ที่จะเปิดขายในเร็วๆ นี้ ได้แก่ “เบียงกาน่า สุรินทร์” (Biancana Surin), “คาซ่า เดอ มอนเต้” (Casa de Monte) โครงการพูลวิลล่าระดับลักชัวรีในโซนเกาะแก้ว และ “เดอะ ไทเทิล วิวาน่า กมลา” (THE TITLE Vivana Kamala) บนทำเลหาดกมลา ซึ่งเตรียมเปิดตัวในช่วงไฮซีซันนี้ รองรับดีมานด์จากทั้งลูกค้าชาวไทยและต่างชาติ

“แต่หากสถานการณ์ดีขึ้น ดอกเบี้ยลดลง สงครามทางการค้าผ่อนคลายขึ้น ภูเก็ตได้รับการตอบรับที่ดี การเมืองนิ่ง รัฐบาลใหม่ผลักดันนโยบายต่างๆ ได้ดี บริษัทอาจจะเปิดโครงการใหม่ได้มากกว่านี้”

เบื้องต้นตั้งพรีเซลทาร์เก็ต 18,500 ล้านบาท และเป้าหมายรายได้รวม 12,500 ล้านบาท เติบโต 19% จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ปีก่อน โดยมีโครงการสร้างเสร็จใหม่พร้อมโอนจำนวน 11 โครงการ มูลค่ารวม 26,760 ล้านบาท ขณะเดียวกัน บริษัทยังมียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) มูลค่ารวมกว่า 32,861 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ต่อเนื่องถึงปี 2570 สะท้อนความสามารถในการสร้างรายได้และการเติบโตในระยะยาว

วางกรอบ “EMPOWERING THE FUTURE” พร้อมโต้คลื่นเศรษฐกิจผันผวน

ในปี 2569 แอสเซทไวส์จะดำเนินธุรกิจภายใต้วิสัยทัศน์ “EMPOWERING THE FUTURE” โดยวางกรอบกลยุทธ์เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและการเติบโตอย่างยั่งยืน ครอบคลุม 4 มิติหลัก ดังนี้

  • Product Excellence พัฒนาฟังก์ชันและดีไซน์ที่ตอบสนองพฤติกรรมการอยู่อาศัยจริง บนทำเลที่มีศักยภาพในการเติบโต เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินทรัพย์ในระยะยาว
  • Business Transformation เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยการปรับกระบวนการทำงานและพัฒนาศักยภาพบุคลากร โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาบริหารจัดการธุรกิจให้มีความคล่องตัวสูง พร้อมรับมือกับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
  • Exceeding Stakeholders’ Expectations สร้างความเชื่อมั่นและประโยชน์สูงสุดให้แก่ลูกค้า นักลงทุน พันธมิตร และพนักงาน เพื่อสะท้อนถึงธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบต่อสังคมที่เป็นรากฐานของการเติบโตที่มั่นคง
  • Diversification & Partnership ขยายพอร์ตการลงทุนไปยังธุรกิจที่หลากหลายและทำเลใหม่ๆ พร้อมร่วมมือกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์เพื่อสร้างแหล่งรายใหม่ (New S-Curve) เสริมโครงสร้างรายได้ให้มีความสมดุลและลดการพึ่งพาธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งเพียงอย่างเดียว

“จากแรงกดดันของภาวะสงคราม เศรษฐกิจต่างๆ การเติบโตอาจจะไม่ฉาบฉวยเพราะยังมีความผันผวนที่จะเกิดขึ้นต่อเนื่องไปอีกหลายปี “EMPOWERING THE FUTURE” เป็นการเสริมสร้างศักยภาพของแอสเซทไวส์ให้แข็งแกร่งสามารถโต้คลื่นเศรษฐกิจที่ผันผวนได้และเติบโตได้อย่างยั่งยืนไม่ใช่แค่ชั่วคราว”

อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...