โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

มองหนังสือ ‘จวบจนสิ้นแสงแดงดาว’ ผ่านเสียง กิตติศักดิ์ คงคา ที่บอกว่า ไม่มีสิ่งใดยิ่งใหญ่ไปกว่าความเป็นมนุษย์

The Momentum

อัพเดต 05 ก.พ. เวลา 18.26 น. • เผยแพร่ 05 ก.พ. เวลา 10.55 น. • THE MOMENTUM

** บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วน**

“จงเกลียดและกลัวสงครามเถอะ เกลียดและกลัวการไม่มีมนุษยธรรมซึ่งกันและกันเถอะ”

ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ไฟสงครามร้อนระอุที่คร่าชีวิตคนไปนับล้าน หากจะมีหนังสือสักเล่มที่เชื้อเชิญให้เราปฏิเสธความรุนแรงอันเกิดกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน คงจะต้องพูดถึงนิยายปกสีแดงฉานที่ชื่อว่า จวบจนสิ้นแสงแดงดาว

จวบจนสิ้นแสงแดงดาว เป็นนวนิยายยุคการเมืองเปลี่ยนผ่านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ท่ามกลางความคุกรุ่นของการเมืองกัมพูชา เมื่อสีเขียวสีแดงต่างสาดกันไปมาทวีความรุนแรง ‘รุธิระ ธีรวงศ์’ ทายาทในตระกูลเก่าแก่ของพนมเปญ และ ‘อุทิศ’ ผู้ดูแลความเรียบร้อยภายในบ้านของรุธิระ ต้องพากันหนีภัยสงคราม โดยมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่สุดเขตข้ามเทือกเขาบรรทัดไปยังฝั่งประเทศไทย หนังสือเล่มนี้เป็นนวนิยายเล่มแรกที่นักเขียนเขียนภายใต้นามปากกากิตติศักดิ์ คงคา

หากได้อ่านหนังสือจนจบเล่ม นักอ่านหลายท่านคงจะมีคำถามสารพันกับตัวบทที่จบลง ตั้งคำถามกับสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างตัวละคร หรืออาจได้ข้อคิดหลังจากได้รับฟังเรื่องราวของรุธิระและอุทิศ วันนี้ The Momentum อยากชวนทุกท่านมารับฟังเรื่องราวของจวบจนสิ้นแสงแดงดาวผ่านมุมมองของกิตติศักดิ์ คงคา ในฐานะผู้เขียนนิยายเล่มนี้

จุดเริ่มต้นของการเขียนจวบจนสิ้นแสงแดงดาว

กิตติศักดิ์เล่าว่า ประมาณปี 2561 ตนเดินทางไปยังประเทศกัมพูชา และสิ่งสะเทือนใจที่สุดในการเดินทางครั้งนั้นคือ ตอนที่ไปลานสังหารทั้งเจิงเอกและตวลสเลงกิตติศักดิ์ถูกดึงเข้าไปในมวลอารมณ์ของความสูญเสียที่เกิดจากมนุษย์ และถูกขังอยู่ในความรู้สึกเศร้าอยู่นานนับเดือน

“เราว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมาก เพราะว่าเหตุการณ์มันเพิ่งเกิดเมื่อประมาณปี 2520 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คนที่อยู่ในยุคสมัยนั้นก็ยังมีชีวิตอยู่ร่วมกับปัจจุบัน แต่ผมรู้สึกว่าคนในสังคมไทยไม่ได้รู้สึกเลยว่า โศกนาฏกรรมที่ใหญ่มากครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยเกิดขึ้นใกล้แค่นี้เอง ตัดภาพกลับมาที่ประเทศเรายังแบ่งแยก เรายังใช้ทัศนคติในด้านการเมืองสังคมมากีดกัน มองคนอื่นลดทอนความเป็นมนุษย์ลง ซึ่งผมรู้สึกว่ามันเป็นจุดตั้งต้นของการนำพาไปสู่โศกนาฏกรรมแบบนี้”

เมื่อได้เข้าไปสัมผัสร่องรอยสีจางของความรุนแรงในอดีต กิตติศักดิ์ในฐานะนักเขียนคนหนึ่งจึงมีความคิดจะสร้างผลงานสักชิ้น เพื่อถ่ายทอดความรู้สึกสะเทือนจิตใจที่เกิดขึ้นหลังจากไปเยือนสถานที่ทางประวัติศาสตร์

“เราอยากสื่อสารเรื่องนี้ออกมา แต่เราเป็นนักเขียนวรรณกรรม รู้สึกว่าสิ่งที่เราเชี่ยวชาญที่สุดคือ การจัดการให้ออกมาเป็นรูปแบบที่สามารถสื่อสารเรื่องนี้ได้ โดยเล่าผ่านน้ำเสียงของใครบางคน ก็เลยเกิดเป็นจวบจนสิ้นแสงแดงดาว

รุธิระ-อุทิศ ตัวละครขั้วตรงข้ามภายใต้เงาของความเป็นมนุษย์

จวบจนสิ้นแสงแดงดาวมีตัวละครดำเนินเรื่องหลักทั้งหมด 2 ตัวละคร ได้แก่ รุธิระ ธีรวงศ์ ตัวละครชนชั้นสูงฝ่ายอนุรักษนิยม และอีกตัวละครที่เป็นขั้วตรงข้ามกัน อุทิศ เด็กหนุ่มวัย 17 ปี ที่เข้ามามีบทบาทในการพารุธิระผู้เป็นเจ้านายลี้ภัยจากไฟสงคราม

กิตติศักดิ์อธิบายว่า การเล่าเรื่องสงครามให้สมบูรณ์จำเป็นต้องมีตัวละครที่ยืนอยู่ตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง หากอยู่ในสนามรบ ทั้งสองอาจเป็นศัตรูที่ต้องฆ่ากันให้ตาย แต่เมื่อถูกบีบด้วยบริบทของชีวิตและสังคม ความขัดแย้งทางการเมืองกลับค่อยๆ คลี่คลายลง เปิดพื้นที่ให้ทั้งคู่ได้ทำความรู้จักกันในฐานะมนุษย์มากกว่าป้ายกำกับทางอุดมการณ์

กิตติศักดิ์บรรจงเล่าเรื่องราวผ่าน 2 ตัวละครผู้มีเฉดสีตรงข้ามกัน ทำให้ผู้อ่านเห็นว่า ความเป็นมนุษย์ยิ่งใหญ่มากพอจะสลายความขัดแย้งทั้งหลายอันเป็นจุดแตกแยกในการก่อสงคราม

“ผมเล่าสิ่งนี้เพราะอยากให้เห็นว่า จริงๆ คนที่มีทัศนคติที่แตกต่างกันมาก แต่ถ้าเราสามารถนั่งอยู่ด้วยกันแล้วไม่ต้องคุยเรื่องการเมืองกันเยอะแยะ เราจะค้นพบว่า ไม่ว่าเรามีทัศนคติทางการเมืองแบบไหน มันก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่ไปกว่าความเป็นมนุษย์เลย

“สุดท้ายเราก็จะเห็นว่า ทั้ง 2 คนต่างช่วยเหลือกันโดยไม่ได้ตั้งคำถามว่า เธอเป็นคอมมิวนิสต์หรือเปล่า เธอเป็นเชื้อพระวงศ์หรือเปล่า แต่มันคือแค่รุธิระกับอุทิศ ทั้ง 2 คนก็หลอมรวมกลายเป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่ง”

ความตาบอดของตัวละครรุธิระทำงานอย่างไร ในเชิงอำนาจและการมองโลก

อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของหนังสือเล่มนี้คือ การวางตัวละครฝ่ายชนชั้นสูงอย่างรุธิระเป็นตัวละครที่ตามองไม่เห็น ตลอดทั้งชีวิตรุธิระใช้ชีวิตอยู่ในรั้วบ้านที่ตนคุ้นเคย ทว่าเมื่อภัยสงครามรุกคืบเข้ามา รุธิระถูกผลักให้ออกมาเผชิญโลกที่ไม่เคยสัมผัส

กิตติศักดิ์ให้คำอธิบายว่า รุธิระซึ่งเป็นตัวละครดำเนินเรื่อง เป็นภาพแทนของความพร่ามัวเชิงประวัติศาสตร์ โดยเขาจงใจพาผู้คนย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ผ่านสายตาที่คอยรับสารจากเสียงรอบข้าง และไม่มีทางรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า กิตติศักดิ์จึงต้องการให้ผู้ที่อ่านนวนิยายเรื่องนี้ตั้งคำถามว่า สิ่งที่เรารู้ทั้งหลายเป็นเรื่องจริงหรือเปล่าแ ละสามารถเชื่อเสียงที่ได้ฟังมากน้อยแค่ไหน

“ผมรู้สึกว่าสิ่งหนึ่งที่ประสบความสำเร็จอย่างมากก็คือ พอคนปิดหนังสือเล่มนี้ลง คนอ่านเต็มไปด้วยคำถามว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง จริงๆ ในเรื่องราวเหล่านี้ มันมีเส้นแบ่งตรงไหนที่บอกว่าอะไรจริงไม่จริง

“ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ตัวละคร ความเป็นมนุษย์ 2 คนที่กะเทาะเปลือกออกทั้งหมด แล้วก็ช่วยเหลือค้ำชูกันในเชิงมนุษยธรรมนี้ มันเป็นจริงมากๆ ในขณะที่บริบทแวดล้อมอื่นๆ ทั้งหมดในเชิงเรื่องราวเชิงประวัติศาสตร์การเมืองรอบนอก ไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่า เกิดอะไรขึ้นจริงๆ บ้าง แล้วมันเป็นสิ่งสำคัญที่เราจะบอกว่า เรื่องเล่าที่คุณคิดว่าจริง มันจริงแค่ไหนในชีวิตของเรา”

ความท้าทายหรือความยากที่สุดในการเขียนจวบจนสิ้นแสงแดงดาวคืออะไร

กิตติศักดิ์เล่าว่า ความยากข้อแรกในการเขียนนวนิยายเรื่องนี้คือ ฉากของเรื่องที่ดำเนินอยู่ในประเทศกัมพูชาและต้องย้อนกลับไปเมื่อ 50 ปีก่อน กิตติศักดิ์ใช้เวลาพักใหญ่ในการหาข้อมูลจากบทความ บทสัมภาษณ์ หรือภาพถ่าย เพื่อทำความเข้าใจบ้านเมืองและวิถีชีวิต โดยต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากไม่สามารถทาบทับกับสิ่งที่เรียนรู้มาทั้งชีวิตในประเทศไทยได้

“ส่วนความยากอย่างที่ 2 คือการเล่าเรื่องผ่านตัวละครที่ตาบอด เราตั้งใจว่าเรื่องนี้ทั้งเรื่อง คนอ่านต้องไม่เห็นอะไรเหมือนที่ตัวละครไม่เห็นอะไรเลยเหมือนกัน ดังนั้นเราจะเล่ายังไงให้คนยังสามารถรู้สึกถึงเหตุการณ์ทั้งหมดได้ เหมือนสร้างจินตนาการในหัวขึ้นมาได้โดยที่คนเล่าก็ไม่ได้เห็นอะไรเลย ภาพในหัวตอนเขียนก็คือมันมืดสนิทไปหมด เห็นเป็นแค่ภาพรางๆ พอมองอะไรไม่เห็น มันจะบรรยายโต้งๆ ไม่ได้เลย”

อะไรทำให้หนังสือเล่มนี้กลายเป็นผลงานที่เป็นตัวตนของคุณที่สุด

กิตติศักดิ์เล่าว่า ในการเริ่มต้นเขียนเรื่องราวสักเรื่อง สำหรับเขาจะตัดแบ่งบางส่วนในชีวิตออกมาเป็นสารตั้งต้น ก่อนจะขยายให้เกิดเป็นเรื่องราว ฉะนั้นการสร้างสัมพันธ์ระหว่างผู้เขียนกับตัวละครจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้สามารถจินตนาการและเข้าใจการกระทำของตัวละครในแต่ละสถานการณ์ได้

“ตัวละครนี้เป็นตัวละครที่ตัดแบ่งมาจากเสี้ยวหนึ่งในชีวิตของผม มันเป็นอินเนอร์ของผมตอนอายุเท่านี้ มันเลยเหมือนว่า ทุกครั้งที่เราได้คุยกับตัวละครนี้ เหมือนได้ย้อนเวลากลับไปเจอตัวเองในเวลาในอดีต”

ส่วนใหญ่แล้วงานของกิตติศักดิ์เป็นงานเขียนแนวสืบสวนรักโรแมนติกที่เน้นบรรยากาศภายนอก ดำเนินเรื่องราวไปข้างหน้า แต่จวบจนสิ้นแสงแดงดาวเป็นเรื่องที่ตัวละครต้องจมอยู่กับตัวเอง จึงต้องนั่งคิดไปพร้อมกับตัวละครว่า หากอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้จะรับมืออย่างไร

“พอเอามาบวกกับบรรยากาศที่จนถึงวันนี้ เราก็ยังไม่สามารถเอาภาพเจิงเอกกับตวลเสลงที่อยู่ในความทรงจำของเราออกไปได้ มันยังเป็นความรู้สึกที่สั่นสะเทือนจิตใจเราเสมอเวลานึกย้อนกลับไปถึงมัน”

กิตติศักดิ์ยังเล่าอีกว่า เมื่อรวมกับอารมณ์ตึงเครียดที่เกิดขึ้นหลังจากไปเยือนลานสังหาร ทำให้รู้สึกว่ากำลังหนีตายไปกับตัวละคร และเมื่อเรื่องราวดำเนินมาถึงบทสรุป เหมือนทำให้กิตติศักดิ์รู้สึกอิ่มเอมกับตัวละครที่ผ่านชีวิตมาอย่างเหน็ดเหนื่อยแสนสาหัสและได้มาเจอปลายทางเสียที

“เวลาคนถาม ผมมักจะบอกว่าตัวรุธิระมีความเป็นผมมากที่สุด เป็นตัวละครที่คิดว่าตัวเองรู้มาก คิดว่าตัวเองเป็นคนฉลาดเข้าใจโลกใบนี้ จนกระทั่งวันหนึ่งได้เจอโลกจริงๆ ก็แตกสลายเลยว่า เราไม่เคยเข้าใจโลกที่เราคิดว่าเราเข้าใจมาทั้งชีวิตจริงๆ มันก็เลยกลายเป็นเหมือนตัวของเราเองที่ใส่ไปในตัวละครมากที่สุด แล้วมันก็ยังทำงานกับเรามากที่สุด อย่างครั้งล่าสุดที่ตรวจต้นฉบับพิมพ์ครั้งที่ 4 ก็ยังร้องไห้อยู่กับบทเดิม เพราะว่าเรายังกลับไปที่เดิมทุกครั้งเวลาเราอ่านงานของเรา”

หลังจากเขียนหนังสือเล่มนี้จบได้คำตอบไหมว่า สรุปแล้ว ‘ความหวังเกิดจากชีวิต หรือชีวิตเกิดจากความหวัง’

“เป็นคำถามที่ยากมาก ผมเคยถูกถามแล้วผมก็ถามตัวเองนะ แต่สุดท้ายผมเลือกที่จะไม่หาคำตอบ ผมรู้สึกว่าถ้าเรารู้คำตอบอาจจะทำให้ชีวิตเราไม่ได้ไปต่อก็ได้ หมายถึงว่า ถ้าวันหนึ่งเราปราศจากความหวังล่ะ เราจะยังต้องมีชีวิตต่อไปไหม เราจะยังมีชีวิตเพื่อสร้างความหวัง หรือถ้าไม่มีความหวังแล้วจะไม่เหลือชีวิตอยู่อีก ผมรู้สึกว่าเก็บไว้เป็นความคลุมเครือของชีวิตดีกว่า เพราะว่าหลายๆ ครั้งชีวิตเราก็ไม่ได้มีความหวังมากมายนัก เราอาจจะยังต้องใช้ชีวิตเพื่อสร้างความหวังต่อไป”

ตั้งใจให้ผู้อ่านได้อะไรหลังจากปิดหนังสือเล่มนี้ลง

“ถ้าถามว่าความตอนจบของเรื่องเป็นปลายปิดหรือปลายเปิด คำตอบคือเป็นปลายปิดนะ มันไม่สามารถตีความแบบอื่นได้ เพราะว่าเรื่องมันเขียนไว้ชัดเจน ถ้าจะพูดเลยก็คือตอนจบ ตัวอุทิศปลอมตัวมาเป็นรุธิระหลังจากที่รุธิระเสียชีวิต แล้วก็ยังใช้ชีวิตแล้วก็แจกจ่ายทุนการศึกษาต่อไปจนจบ แต่ผมไม่ได้บอกทั้งหมด เพราะว่าอยากจะเว้นช่องว่างให้คนอ่านได้ตีความว่า เรื่องนี้มันจริงหรือเปล่า จงใจทำแบบนี้เพราะว่าชีวิตเป็นแบบนี้ ประวัติศาสตร์เป็นแบบนี้ ทั้งหมดทั้งมวลมันไม่มีความมั่นใจอะไรในประวัติศาสตร์ 100% อยู่แล้ว เราจึงวางความคลุมเครือไว้เต็มเรื่องไปหมด”

กิตติศักดิ์เล่าว่า เนื้อเรื่องในดราฟต์แรกยาวกว่าฉบับที่ตีพิมพ์ แต่เป็นความตั้งใจของกิตติศักดิ์เองที่ตัดเนื้อหาหลายส่วนออกหลังจากเขียนจบแล้ว เพื่อเปิดให้เนื้อเรื่องมีช่องว่างทางความคิดที่มากขึ้น

“ผมรู้สึกว่าการที่เปิดช่องว่างให้คนอ่านเยอะๆ ก็เป็นการรับมือกับประวัติศาสตร์ในแบบหนึ่งเหมือนกัน เพราะว่านี่คือหนังสืออิงประวัติศาสตร์ แล้วเรากำลังจะบอกความพร่ามัวของประวัติศาสตร์ เราเลยจงใจไม่บอกอะไรแบบเบ็ดเสร็จไปเสียทุกอย่างเลย

“จริงๆ ตั้งใจให้บางคนแปลไม่ออกด้วยซ้ำคือ ถ้าคนไม่ได้ตั้งใจอ่านก็จะแปลไม่ออก ซึ่งก็ไม่เป็นไร ชีวิตเราก็เป็นเหมือนเรื่องนี้แหละ คือประวัติศาสตร์ บางทีเราก็เข้าใจผิดไปก็ได้ บางคนเคยอ่านเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เพิ่งมารู้ตอนนี้เองว่า ตอนจบไม่ได้เป็นอย่างที่คิดมาตลอด ซึ่งผมคิดว่านั่นแหละก็คือสิ่งที่ผมต้องการ”

จวบจบสิ้นแสงแดงดาวเป็นหนังสือที่เล่าเรื่องราวเมื่อ 50 ปีที่แล้ว เหตุการณ์ความขัดแย้ง บาดแผลที่เกิดจากความรุนแรงต่อเพื่อนมนุษย์ยังคงฝังแน่นอยู่ในจิตใจของใครหลายคน แต่หากกลับมามองโลกในปัจจุบัน เรายังคงเห็นความโหดร้ายที่ยังเกิดกับมนุษย์ด้วยกันอยู่หลายครั้งหลายคราว เป็นที่น่าตั้งคำถามว่า หนังสือเล่มนี้เล่าเรื่องราวที่ประจวบเหมาะกับสิ่งที่เกิดในปัจจุบันพอดี หรือเป็นเพราะโลกที่ไม่เคยก้าวไปข้างหน้าเลย

คิดว่าจวบจนสิ้นแสงแดงดาวกำลังสื่อสารอะไรกับคนในปัจจุบัน

“ผมว่าจวบจนแสงแดงดาวคือสิ่งที่พูดว่า เรามีทัศนคติทางการเมืองที่แตกต่างกันได้ แต่เราก็อยู่ด้วยกันได้เหมือนกัน”

กิตติศักดิ์อธิบายเพิ่มเติมว่า ตัวละครรุธิระเป็นเชื้อพระวงศ์ซึ่งเกลียดคอมมิวนิสต์ ขณะที่ตัวละครอุทิศเป็นคอมมิวนิสต์ที่เกลียดราชวงศ์ “เราจะเห็นเลยว่า 2 คนนี้มาจากพื้นฐานทางการเมืองที่แตกต่างกัน มากพอจะฆ่ากันได้ด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายแล้วความเป็นมนุษย์ก็ทำให้ทั้งคู่อยู่ด้วยกันได้

“ในตอนจบเราก็ไม่ได้ตั้งคำถามว่า ตกลงอุทิศยังเป็นคอมมิวนิสต์อยู่หรือเปล่า หรือรุธิระยังยึดถือความเป็นเชื้อพระวงศ์ของตัวเองอยู่หรือเปล่า แต่เราแค่สรุปว่า พอเราผ่านเหตุการณ์ผ่านความเป็นมนุษย์จนถึงจุดหนึ่ง การเมืองมันไม่ได้สำคัญเท่ากับความเป็นมนุษย์ที่เหลืออยู่แล้ว

“ดังนั้นพอตอนจบทุกคนจะตั้งคำถามว่า ‘ทำไมสีแดงคือความหวังของอุทิศ’ ก็เพราะว่าอุทิศเป็นคอมมิวนิสต์ไง แต่ยังไม่เคยมีใครถามว่า แล้วตอนจบอุทิศยังเป็นคอมมิวนิสต์อยู่หรือเปล่า มันไม่มีใครสนใจแล้ว เพราะทุกคนเข้าใจว่า สุดท้ายแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดคือความเป็นมนุษย์”

กิตติศักดิ์ให้ความเห็นว่า ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพสังคมแบบไหน ความขัดแย้งในสังคมถือเป็นเรื่องธรรมดาและพึงประสงค์ เพราะสังคมที่ไม่มีความขัดแย้งเลยเป็นสังคมที่น่ากลัว เพราะนั่นแปลว่าผู้คนไม่มีสิทธิที่จะมีความคิดเห็น

“การมีความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติ แต่มีความขัดแย้งทางไหนล่ะที่จะทำให้เรามีชีวิตอยู่ต่อไปได้กับเพื่อนร่วมโลกโดยปกติสุข ไม่นำมาซึ่งสงคราม

“หนังสือเล่มนี้แหละ คือสิ่งที่จะบอกว่าเกลียดและกลัวสงครามเถอะ เกลียดและกลัวการไม่มีมนุษยธรรมซึ่งกันและกันเถอะ คนเราแตกต่างกันได้แต่สุดท้ายเราจะอยู่ด้วยกันกับความแตกต่างนี้อย่างไร”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...