“เพื่อไทย” เปิดข้อมูลศูนย์ปราบโกง แฉลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าพุ่งผิดปกติถึง 127% ใน 26 เขต
“เพื่อไทย” เปิดข้อมูลศูนย์ปราบโกง รับเรื่อทุจริตพุ่ง 61 เรื่อง แฉลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าพุ่งผิดปกติถึง 127% ใน 26 เขต เสี่ยงซื้อเสียงข้ามเขต ด้าน "ภูมิธรรม" เตือนข้าราชการวางตัวเป็นกลาง อย่าตกเป็นเครื่องมือผู้มีอิทธิพล ชี้ผู้มีอำนาจไม่สามารถปกป้องได้ตลอดเวลา เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาล ทุกอย่างก็ต้องเป็นไปตามกฏหมาย
เมื่อวันที่ 22 ม.ค. 69 ที่พรรคเพื่อไทย นายชูศักดิ์ ศิรินิล คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย แถลงว่า หลังจากที่พรรคเพื่อไทยตั้งศูนย์ปราบโกง ในการแจ้งเบาะแสการทุจริตการเลือกตั้ง ตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2569 จากข้อมูลในช่วงวันที่ 5-22 มกราคม ทางศูนย์ปราบโกงได้รับเรื่องร้องเรียนการทุจริตเลือกตั้งโดยรวม 61 เรื่อง เมื่อแยกแยะแล้วพบว่ามีมูลเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการแจกสิ่งของ แจกทรัพย์สิน การให้ทรัพย์สิน หรือการใส่ร้ายด้วยความเท็จ ทั้งหมดนี้เป็นความผิดต่อกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งเรานำเรื่องเหล่านี้มายกร่างคำร้อง เพื่อแจ้งพนักงานสอบสวน และ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ในแต่ละเรื่อง แต่ละจังหวัดที่เกี่ยวข้องต่อไป
โดยขณะนี้ได้ร้องเรียนไปแล้วประมาณ 7 เรื่อง เช่น ปทุมธานี สตูล สุพรรณบุรี บึงกาฬ กรุงเทพฯ ซึ่งกรุงเทพฯ มี 3 เรื่อง เป็นเรื่องของการให้ทรัพย์สิน ให้ประโยชน์ เพื่อประโยชน์ในการเลือกตั้ง ทั้งหมดนี้เป็นการทุจริตการเลือกตั้ง ซึ่งทางศูนย์ฯ ก็ดำเนินการอย่างเข้มข้น
ขณะเดียวกัน สัญญาณการเลือกตั้งชัดเจนว่ามีการให้ผลประโยชน์ ให้เงินทอง ให้ทรัพย์สิน เพื่อเป็นผลต่อการเลือกตั้ง จึงฝากไปถึง กกต. ให้ช่วยพิจารณาด้วยความรวดเร็ว เพื่อป้องกันการทุจริตการเลือกตั้ง
นายชูศักดิ์ กล่าวต่อว่า ศูนย์ปราบโกงได้นำข้อมูลการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าของประชาชนมาวิเคราะห์ และพบว่ามีประมาณ 26 เขตเลือกตั้ง ใน 16 จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพฯ ขอนแก่น เชียงใหม่ นครปฐม นครศรีธรรมราช บุรีรัมย์ ปทุมธานี พะเยา ภูเก็ต มหาสารคาม ระยอง ลพบุรี ศรีสะเกษ สงขลา สุรินทร์ และอุบลราชธานี ซึ่ง
การลงทะเบียนล่วงหน้ามีความผิดปกติไปจากการเลือกตั้งปี 2566 ก็คือมีการลงทะเบียนเพิ่มเติมมากขึ้นจากเดิมเป็นจำนวนมาก เช่น จังหวัดพะเยา ในปี 2566 มีการลงทะเบียน 5717 คน แต่ปี 2569 มีการลงทะเบียนถึง 13,034 คน เพิ่มขึ้น 127.99% หรือ จังหวัดขอนแก่น ปี 2566 ลงทะเบียน 6,540 คน แต่ปี 2569 ลงทะเบียนถึง 14,279 คน การเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกตินี้ส่งสัญญาณว่าอาจจะมีการซื้อเสียงล่วงหน้า ซื้อข้ามเขต
ทั้งนี้ ศูนย์ปราบโกง จึงแจ้งไปยังผู้สมัครของพรรค ให้ตั้งผู้สังเกตการณ์การเรื่องการเลือกตั้งล่วงหน้าในวันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้ เพื่อไปดูกระบวนการลงคะแนน ว่าเป็นไปอย่างไร และให้ถ่ายรูป ถ่ายรถที่พาคนมาเลือกตั้ง และขอแจ้ง กกต. ว่าวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ขอให้ความสนใจกับจังหวัดที่มีการลงทะเบียนเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ
ด้าน นายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา มักมีการใช้กลไกข้าราชการไปอำนวยประโยชน์เกี่ยวกับการเลือกตั้งของฝ่ายการเมือง ซึ่งมีเสมอมา แต่ช่วงนี้ค่อนข้างมีมากเป็นพิเศษ
“ผมเคารพ อันในกลไกของระบบราชการ และสนับสนุนให้ข้าราชการมีบทบาทต่อการเลือกตั้งที่เป็นกลางและโปร่งใส ข้าราชการเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ แต่ที่ผ่านมามักใช้อำนาจทางการเมืองในการเข้าไปข่มขู่คุกคาม ข้าราชการ ถ้าตอบสนองก็อาจมีผลตอบแทนมามากขึ้น แต่ถ้าไม่ตอบสนองก็มีผลลบต่อข้าราชการ”
นายภูมิธรรม กล่าวต่อว่า วันนี้ได้รับรายงานทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ว่าขณะนี้มีการใช้กลไกของราชการไปเอื้ออำนวยประโยชน์ให้กับพรรคการเมือง เช่นมีนายอำเภอบางอำเภอ มีรัฐมนตรีช่วยหรือรัฐมนตรีในกระทรวงที่มีอำนาจนั้นๆ เข้าไปใช้อำนาจในการเรียกข้าราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ไปหารือในที่ว่าการอำเภอ พร้อมมอบหมายให้ดำเนินการเอาเสื้อของพรรคการเมืองนั้นไปแจก ก็มีให้เห็นมากเป็นพิเศษ โดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายการเลือกตั้ง ตนเชื่อในเกียรติของข้าราชการ และทราบดีว่าข้าราชการก็อยากทำตัวให้เป็นกลาง เพียงแต่บางส่วนอาจไปยอมรับอามิสสินจ้าง หรือเกรงกลัวต่ออิทธิพลที่ข่มขู่มา ก็อยากให้มั่นใจและช่วยกันปกป้องประชาธิปไตย ปกป้องความเป็นกลาง ปกป้องความยุติธรรม ในกระบวนการเลือกตั้งทั้งหมด ไม่ให้ผลการเลือกตั้งที่ออกมาถูกบิดเบือนไปจากกลไกของผู้มีอำนาจ และผู้มีอิทธิพล
ทั้งนี้ มีจังหวัดหนึ่งในภาคอีสาน นายอำเภอเมือง ซึ่งมาจากเมืองของผู้มีอิทธิพล ก็มีการเรียกกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ไปที่อำเภอ ซึ่งเรามีข้อมูลหลักฐานและจะดำเนินการฟ้องร้อง โดยให้ศูนย์อำนวยการเลือกตั้งศูนย์ปราบโกงของพรรคไปดำเนินการต่อ อีกทั้งมีการจ่ายเงินให้หัวคะแนน ซึ่งเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้านบางส่วน ก็เป็นเรื่องร้ายแรงในการบั่นทอนระบอบประชาธิปไตย
มีนายอำเภอบางส่วนที่ถูกใช้ ซึ่งหลายคนเกิดขึ้นในตำแหน่งนั้น ด้วยการเปลี่ยนแปลง โยกย้ายนอกเวลา ไม่ปกติ ก็อยากฝากว่า เราสู้กันด้วยศรัทธาของประชาชนดีกว่า มันจะทำให้สิ่งที่ได้มาโปร่งใสและสง่างาม สะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง ก็อยากฝากข้าราชการว่า การเลือกตั้งที่ประชาชนจะตัดสินใจในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ เป็นการแสดงเจตจำนงของประชาชนโดยแท้ ซึ่งใครที่อยู่ในอำนาจนั้น ก็ไม่แน่เสมอไปว่าเขาจะได้อยู่ต่อ ขอให้คำนึงถึงศักดิ์ศรีของข้าราชการ และดำเนินการทุกอย่างให้ประเทศโปร่งใส จะทำให้ประเทศเดินหน้าขับเคลื่อนได้อย่างมีศักยภาพ
“ถ้าไปอิงผู้มีอำนาจ ผู้มีอำนาจนั้นไม่สามารถปกป้องท่านได้ตลอดเวลา เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลทุกอย่างก็ต้องเป็นไปตามกฏหมาย เชื่อว่าแกะดำเพียงไม่กี่ส่วน จะทำให้ทั้งหมดเสื่อมเสีย เมื่อเรากลับเข้ามาสิ่งที่ไปทำอะไรไว้ ถ้ามีหลักฐานเราก็จะไม่ปล่อยไว้ ก็จะทำให้เป็นตัวอย่าง ผมไม่อยากเห็นข้าราชการถูกใช้ในทางการเมือง ก็อยากฝากว่าถ้าใครมีข้อมูลเพิ่มเติมหรือถ่ายภาพไว้ อัดเทปไว้ ก็ขอให้ส่งมา เราจะได้ดำเนินการต่างๆ เพื่อให้การเลือกตั้งโปร่งใสมากขึ้น” นายภูมิธรรม กล่าว
เมื่อถามว่า ได้รับแจ้งเรื่องการซื้อเสียงถึง 7,500 บาท หรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ยังไม่ได้ได้รับแจ้งในจำนวนนั้น แต่เรื่องซื้อเสียงมี และได้รับมา ซึ่งเขาไม่ได้ระบุว่า 7,500 บาท แต่มีเรื่องร้องเรียนของการซื้อเสียง ราคาเท่าไหร่ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละเขต ทั้ง 500 1,000 2,000 ก็ว่ากันไป
เมื่อถามว่า 7,500 บาท ราคาสูงเวอร์เกินไปหรือไม่ นายชูศักดิ์ หัวเราะและกล่าวว่า มันก็พูดยาก แต่เราก็นั่งวิเคราะห์ว่าข่าวนี้มาอย่างไร ตัวเลขแบบนี้มาได้อย่างไร
ขณะที่ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวเสริมว่า ถ้าใช้ 7,500 บาทต่อเสียง คงต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล เพราะเขตเลือกตั้งหนึ่งมีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งประมาณ 100,000 คน ก็คงใช้เงินไม่น้อย
เมื่อถามว่า ข้อมูลที่มีการซื้อเสียง จังหวัดไหนเยอะที่สุด นายชูศักดิ์ กล่าวว่า จากที่ได้รับฟังมาก็คือ ภาคที่เป็นเป้าหมายของการแพ้ชนะการเลือกตั้ง ก็เห็นกันอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ เป้าหมายของการต่อสู้อย่างรุนแรง การแข่งขันสูง
ด้าน นายภูมิธรรม กล่าวต่อว่า ตนได้รับรายงาน บางส่วนมาจากภาคอีสานในเขตอำเภอเมือง บางส่วนก็เป็นจังหวัดในภาคกลาง ภาคตะวันตก มันคงมีทุกที่ เท่าที่ทราบตัวเลขคงไม่ใช่ 7,500 บาท มันมากกว่านั้น แต่มันไม่ใช่ตามหัว อาจจะให้กับแกนนำ ให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ก็เป็นหลากหลายหมื่นบาท