โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เสียงสะท้อนประธานตลาดหุ้น ‘กิโยตินกฎหมาย’ โจทย์ยาก ติดหล่มระบบราชการ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 12 ก.พ. เวลา 05.23 น. • เผยแพร่ 12 ก.พ. เวลา 05.23 น.

คอลัมน์ : สัมภาษณ์

“กิโยตินกฎหมายไม่สำเร็จ เพราะระบบราชการไทยแข็งแรงเกินไป” ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ล่าสุด

โดยต้องยอมรับว่า แม้ประเทศไทยจะมีร่างกฎหมายและมาตรการจำนวนมากที่ถูกออกแบบมาเพื่อปลดล็อกการลงทุน สร้างความเชื่อมั่น และยกระดับตลาดทุนให้แข่งขันได้ในเวทีโลก แต่ในทางปฏิบัติ กฎหมายเหล่านี้จำนวนไม่น้อยกลับติดค้างอยู่ในกระบวนการนิติบัญญัติและชั้นกฤษฎีกาเป็นเวลานานหลายปี

“ปัญหาใหญ่ไม่ใช่การขาดแนวคิด แต่คือความล่าช้าของกฎหมาย จากระบบราชการและวิธีคิดแบบเดิมที่ทำให้ ‘กิโยตินกฎหมาย’ ไม่เคยเกิดขึ้น และกลายเป็นต้นทุนความเสียหายที่ฉุดโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศ”

“ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์” เล่าว่า ตลอดระยะเวลากว่า 7 ปีที่ผ่านมา ได้พยายามผลักดันแนวคิดเรื่อง ‘กิโยตินกฎหมาย’ หรือการปฏิรูปและตัดทอนกฎหมายที่ล้าสมัยมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ต่อเนื่องมาถึงรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน, รัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร จนถึงรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล แต่พบว่าการกิโยตินกฎหมายในประเทศไทยเป็นเรื่องที่ยากมาก”

“ความยากที่สำคัญคือ ระบบราชการไทยเข้มแข็งมาก เวลาจะขอความเห็นเรื่องการแก้ระเบียบหรือกฎหมาย ต้องไปถามทุกกระทรวง ถ้ามีกระทรวงหนึ่งไม่เห็นด้วย ทุกอย่างก็จบ ต้องเริ่มใหม่หมด ถ้าเจ้านายไม่สั่ง ข้าราชการก็จะยึดตามกรอบแบบเดิม ไม่ต้องมาอ้างเหตุผลอื่น”

ปัญหานี้ไม่ได้เกิดเฉพาะกับการแก้กฎหมายระดับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เท่านั้น แม้แต่การแก้เพียงระเบียบก็ยังใช้เวลานาน ขณะที่การแก้กฎหมายโดยเฉลี่ยต้องใช้เวลา 12-18 เดือน ตั้งแต่การยกร่าง เข้าสภาร่างกฎหมาย ตรวจโดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผ่านคณะรัฐมนตรี และวนเวียนขอความเห็นจากหน่วยงานต่างๆ ในขณะที่ต่างประเทศใช้เวลาเพียงแค่ 4-8 เดือน

ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า กระบวนการเหล่านี้ควรจะรวดเร็วมากกว่าที่เป็นอยู่ และรัฐบาลควรกล้าทลายวิธีคิดแบบเดิม ๆ เพราะตลอด 7 ปีที่ผ่านมา วิธีการและกระบวนการร่างกฎหมายแทบไม่เปลี่ยนแปลงเลย ประเทศไทยเป็นประเทศที่ทุกอย่างต้องใช้กฎหมายหมด จะแก้อะไรก็ต้องใช้กฎหมาย ซึ่งกฎหมายมันเป็นกรอบกติกาที่ผูกทั้งธุรกิจและคนที่เกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นราชการต้องเปลี่ยนวิธีคิด หรือ Mindset ผู้บังคับบัญชาและรัฐบาลต้องกล้าที่จะสั่งในสิ่งที่ถูกต้อง

“ผมถึงบอกว่าความล่าช้าทุกอย่าง มันทำให้เกิดข่าวเสียของประเทศ เพราะฉะนั้นต้องทำให้มีความรวดเร็วขึ้น คือแทบจะไม่ต้องศึกษาอะไร เพราะศึกษามาจนไม่รู้กี่รอบ ถ้ามีหน่วยงานหนึ่งไม่เห็นด้วย ก็แค่แย้งมา แต่รัฐบาลต้องผลักดันและสั่งการทำให้เสร็จ กระบวนการร่างกฎหมายต้องเร็วขึ้นกว่านี้ นั่นคือสิ่งที่ช่วง 7 ปีที่ผ่านมาไม่ได้เปลี่ยนเลย ก็คือวิธีและกระบวนการต่าง ๆ ยังเป็นแบบเดิม ๆ”

เหล่านี้ล้วนมีผลต่อเศรษฐกิจ การที่กฎหมายล่าช้า ทำให้หลายอย่างไม่ทันเหตุการณ์ ยกตัวอย่างกรณีการแก้กฎเกณฑ์เรื่องการซื้อหุ้นคืน ซึ่งพยายามผลักดันตั้งแต่ช่วงแรกที่เข้ามาเป็นประธานตลาดหลักทรัพย์ฯ ถ้าช้าไป 8 เดือน บริษัทต้องใช้เงินเพิ่มขึ้นเยอะมาก หุ้นที่เคยราคา 20 บาท พอครบ 8 เดือน ราคาอาจขึ้นไปเป็น 40-50 บาท โอกาสหายไปหมดแล้ว 20% ของบริษัทคิดเป็นเงินเท่าไหร่ ข้าราชการไม่ค่อยคิดเรื่องต้นทุนความล่าช้า คิดแต่กฎ ไม่ได้คิดถึงต้นทุนความเสียหาย

“ผมทำงานมา 40 กว่าปี นี่คือสิ่งที่ผมเจอ จนตั้งคำถามว่าทำไมกระบวนการร่างกฎหมายของภาครัฐจึงล่าช้า ทั้งที่จริงสามารถทำได้เร็วกว่านี้ เพราะฉะนั้นต่อให้นักการเมืองมีนโยบายพัฒนาอย่างไร หากกระบวนการร่างกฎหมายยังช้าแบบเดิม ทุกอย่างก็จะไม่ทันสถานการณ์และไม่ประสบความสำเร็จ”

กระบวนการกิโยตินกฎหมายควรเป็นภารกิจสำคัญของรัฐบาล และควรทำให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม กฎหมายหลายเรื่องเรามีอยู่แล้ว เอาไปใช้ได้เลย อยากจะปรับนิดหน่อยก็ใช้เวลาแค่ 1-2 อาทิตย์ อย่าง TISA ก็ไม่ต้องคิดใหม่ จะให้สิทธิประโยชน์ภาษีมากน้อยก็ว่ากันไป แต่ควรผลักดันให้สำเร็จ แค่เลือกทำ 4-5 เรื่องสำคัญ ที่ช่วยให้การประกอบธุรกิจสะดวก มีความมั่นคง และมีการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ (Public Information) ก็เพียงพอแล้ว ถ้านำไปใช้จริง มันจะเฟื่องฟูและกลายเป็นภาครัฐระบบเปิด (Open Government)

“จริง ๆ แล้ว เรื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนและเศรษฐกิจนั้น ได้มีการดำเนินการและเตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยทางตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้มีการเสนอแพ็กเกจแนวทางต่าง ๆ กับนายกรัฐมนตรีอนุทินไปเรียบร้อยแล้ว ว่าจะทำอะไรบ้าง ซึ่งในความเป็นจริง ทุกอย่างอยู่ในสภาพที่ ‘พร้อมจะกดปุ่ม’ แล้ว”

“ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ” กล่าวว่า หลายกระทรวง รวมถึงกระทรวงพาณิชย์เอง ในเชิงหลักการก็เห็นด้วย ดังนั้น สิ่งที่เสนอไปจึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องเริ่มต้นใหม่ หรือทำอะไรเพิ่มเติมมากนัก คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า รัฐบาลจะนำสิ่งที่เสนอไปดำเนินการหรือไม่ อาจเป็นไปได้ว่ารัฐบาลมีเรื่องอื่นที่เห็นว่าสำคัญกว่าก็ได้ แต่เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องความเชื่อมั่น (Trust and Confidence) การดำเนินคดี และกรอบกำกับดูแลต่าง ๆ

ทั้งนี้ ประเด็นเรื่องการเพิ่มความรวดเร็วในการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดตามพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับหลักทรัพย์และตลาดทุน เป็นเรื่องที่มีการพูดคุยกันมาได้ระยะหนึ่งแล้ว แต่กระบวนการยังคงล่าช้า ติดอยู่ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งเห็นว่ายังไม่จำเป็นต้องเร่งดำเนินการ ทำให้การออกพระราชบัญญัติไม่สามารถเดินหน้าได้อย่างรวดเร็ว

“รัฐบาลอาจเลือกใช้แนวทางออกเป็นพระราชบัญญัติหรืออาจใช้แนวทางอื่นก็ได้ เพราะในทางกฎหมาย เรื่องนี้ยังอยู่ในกระบวนการของกฤษฎีกาอยู่แล้ว หากรัฐบาลใหม่เข้ามาและสั่งให้เดินหน้าต่อ โดยไม่ถอนร่างออก ก็สามารถดำเนินการต่อได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอไปตั้งต้นใหม่ทั้งหมด และในเมื่อจำเป็นต้องแก้หลายเรื่องอยู่แล้วก็อาจแก้กฎหมายต่าง ๆ ไปพร้อมกันในคราวเดียว”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เสียงสะท้อนประธานตลาดหุ้น ‘กิโยตินกฎหมาย’ โจทย์ยาก ติดหล่มระบบราชการ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...