เสียงสะท้อนประธานตลาดหุ้น ‘กิโยตินกฎหมาย’ โจทย์ยาก ติดหล่มระบบราชการ
คอลัมน์ : สัมภาษณ์
“กิโยตินกฎหมายไม่สำเร็จ เพราะระบบราชการไทยแข็งแรงเกินไป” ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ล่าสุด
โดยต้องยอมรับว่า แม้ประเทศไทยจะมีร่างกฎหมายและมาตรการจำนวนมากที่ถูกออกแบบมาเพื่อปลดล็อกการลงทุน สร้างความเชื่อมั่น และยกระดับตลาดทุนให้แข่งขันได้ในเวทีโลก แต่ในทางปฏิบัติ กฎหมายเหล่านี้จำนวนไม่น้อยกลับติดค้างอยู่ในกระบวนการนิติบัญญัติและชั้นกฤษฎีกาเป็นเวลานานหลายปี
“ปัญหาใหญ่ไม่ใช่การขาดแนวคิด แต่คือความล่าช้าของกฎหมาย จากระบบราชการและวิธีคิดแบบเดิมที่ทำให้ ‘กิโยตินกฎหมาย’ ไม่เคยเกิดขึ้น และกลายเป็นต้นทุนความเสียหายที่ฉุดโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศ”
“ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์” เล่าว่า ตลอดระยะเวลากว่า 7 ปีที่ผ่านมา ได้พยายามผลักดันแนวคิดเรื่อง ‘กิโยตินกฎหมาย’ หรือการปฏิรูปและตัดทอนกฎหมายที่ล้าสมัยมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ต่อเนื่องมาถึงรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน, รัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร จนถึงรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล แต่พบว่าการกิโยตินกฎหมายในประเทศไทยเป็นเรื่องที่ยากมาก”
“ความยากที่สำคัญคือ ระบบราชการไทยเข้มแข็งมาก เวลาจะขอความเห็นเรื่องการแก้ระเบียบหรือกฎหมาย ต้องไปถามทุกกระทรวง ถ้ามีกระทรวงหนึ่งไม่เห็นด้วย ทุกอย่างก็จบ ต้องเริ่มใหม่หมด ถ้าเจ้านายไม่สั่ง ข้าราชการก็จะยึดตามกรอบแบบเดิม ไม่ต้องมาอ้างเหตุผลอื่น”
ปัญหานี้ไม่ได้เกิดเฉพาะกับการแก้กฎหมายระดับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เท่านั้น แม้แต่การแก้เพียงระเบียบก็ยังใช้เวลานาน ขณะที่การแก้กฎหมายโดยเฉลี่ยต้องใช้เวลา 12-18 เดือน ตั้งแต่การยกร่าง เข้าสภาร่างกฎหมาย ตรวจโดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผ่านคณะรัฐมนตรี และวนเวียนขอความเห็นจากหน่วยงานต่างๆ ในขณะที่ต่างประเทศใช้เวลาเพียงแค่ 4-8 เดือน
ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า กระบวนการเหล่านี้ควรจะรวดเร็วมากกว่าที่เป็นอยู่ และรัฐบาลควรกล้าทลายวิธีคิดแบบเดิม ๆ เพราะตลอด 7 ปีที่ผ่านมา วิธีการและกระบวนการร่างกฎหมายแทบไม่เปลี่ยนแปลงเลย ประเทศไทยเป็นประเทศที่ทุกอย่างต้องใช้กฎหมายหมด จะแก้อะไรก็ต้องใช้กฎหมาย ซึ่งกฎหมายมันเป็นกรอบกติกาที่ผูกทั้งธุรกิจและคนที่เกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นราชการต้องเปลี่ยนวิธีคิด หรือ Mindset ผู้บังคับบัญชาและรัฐบาลต้องกล้าที่จะสั่งในสิ่งที่ถูกต้อง
“ผมถึงบอกว่าความล่าช้าทุกอย่าง มันทำให้เกิดข่าวเสียของประเทศ เพราะฉะนั้นต้องทำให้มีความรวดเร็วขึ้น คือแทบจะไม่ต้องศึกษาอะไร เพราะศึกษามาจนไม่รู้กี่รอบ ถ้ามีหน่วยงานหนึ่งไม่เห็นด้วย ก็แค่แย้งมา แต่รัฐบาลต้องผลักดันและสั่งการทำให้เสร็จ กระบวนการร่างกฎหมายต้องเร็วขึ้นกว่านี้ นั่นคือสิ่งที่ช่วง 7 ปีที่ผ่านมาไม่ได้เปลี่ยนเลย ก็คือวิธีและกระบวนการต่าง ๆ ยังเป็นแบบเดิม ๆ”
เหล่านี้ล้วนมีผลต่อเศรษฐกิจ การที่กฎหมายล่าช้า ทำให้หลายอย่างไม่ทันเหตุการณ์ ยกตัวอย่างกรณีการแก้กฎเกณฑ์เรื่องการซื้อหุ้นคืน ซึ่งพยายามผลักดันตั้งแต่ช่วงแรกที่เข้ามาเป็นประธานตลาดหลักทรัพย์ฯ ถ้าช้าไป 8 เดือน บริษัทต้องใช้เงินเพิ่มขึ้นเยอะมาก หุ้นที่เคยราคา 20 บาท พอครบ 8 เดือน ราคาอาจขึ้นไปเป็น 40-50 บาท โอกาสหายไปหมดแล้ว 20% ของบริษัทคิดเป็นเงินเท่าไหร่ ข้าราชการไม่ค่อยคิดเรื่องต้นทุนความล่าช้า คิดแต่กฎ ไม่ได้คิดถึงต้นทุนความเสียหาย
“ผมทำงานมา 40 กว่าปี นี่คือสิ่งที่ผมเจอ จนตั้งคำถามว่าทำไมกระบวนการร่างกฎหมายของภาครัฐจึงล่าช้า ทั้งที่จริงสามารถทำได้เร็วกว่านี้ เพราะฉะนั้นต่อให้นักการเมืองมีนโยบายพัฒนาอย่างไร หากกระบวนการร่างกฎหมายยังช้าแบบเดิม ทุกอย่างก็จะไม่ทันสถานการณ์และไม่ประสบความสำเร็จ”
กระบวนการกิโยตินกฎหมายควรเป็นภารกิจสำคัญของรัฐบาล และควรทำให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม กฎหมายหลายเรื่องเรามีอยู่แล้ว เอาไปใช้ได้เลย อยากจะปรับนิดหน่อยก็ใช้เวลาแค่ 1-2 อาทิตย์ อย่าง TISA ก็ไม่ต้องคิดใหม่ จะให้สิทธิประโยชน์ภาษีมากน้อยก็ว่ากันไป แต่ควรผลักดันให้สำเร็จ แค่เลือกทำ 4-5 เรื่องสำคัญ ที่ช่วยให้การประกอบธุรกิจสะดวก มีความมั่นคง และมีการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ (Public Information) ก็เพียงพอแล้ว ถ้านำไปใช้จริง มันจะเฟื่องฟูและกลายเป็นภาครัฐระบบเปิด (Open Government)
“จริง ๆ แล้ว เรื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนและเศรษฐกิจนั้น ได้มีการดำเนินการและเตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยทางตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้มีการเสนอแพ็กเกจแนวทางต่าง ๆ กับนายกรัฐมนตรีอนุทินไปเรียบร้อยแล้ว ว่าจะทำอะไรบ้าง ซึ่งในความเป็นจริง ทุกอย่างอยู่ในสภาพที่ ‘พร้อมจะกดปุ่ม’ แล้ว”
“ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ” กล่าวว่า หลายกระทรวง รวมถึงกระทรวงพาณิชย์เอง ในเชิงหลักการก็เห็นด้วย ดังนั้น สิ่งที่เสนอไปจึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องเริ่มต้นใหม่ หรือทำอะไรเพิ่มเติมมากนัก คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า รัฐบาลจะนำสิ่งที่เสนอไปดำเนินการหรือไม่ อาจเป็นไปได้ว่ารัฐบาลมีเรื่องอื่นที่เห็นว่าสำคัญกว่าก็ได้ แต่เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องความเชื่อมั่น (Trust and Confidence) การดำเนินคดี และกรอบกำกับดูแลต่าง ๆ
ทั้งนี้ ประเด็นเรื่องการเพิ่มความรวดเร็วในการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดตามพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับหลักทรัพย์และตลาดทุน เป็นเรื่องที่มีการพูดคุยกันมาได้ระยะหนึ่งแล้ว แต่กระบวนการยังคงล่าช้า ติดอยู่ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งเห็นว่ายังไม่จำเป็นต้องเร่งดำเนินการ ทำให้การออกพระราชบัญญัติไม่สามารถเดินหน้าได้อย่างรวดเร็ว
“รัฐบาลอาจเลือกใช้แนวทางออกเป็นพระราชบัญญัติหรืออาจใช้แนวทางอื่นก็ได้ เพราะในทางกฎหมาย เรื่องนี้ยังอยู่ในกระบวนการของกฤษฎีกาอยู่แล้ว หากรัฐบาลใหม่เข้ามาและสั่งให้เดินหน้าต่อ โดยไม่ถอนร่างออก ก็สามารถดำเนินการต่อได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอไปตั้งต้นใหม่ทั้งหมด และในเมื่อจำเป็นต้องแก้หลายเรื่องอยู่แล้วก็อาจแก้กฎหมายต่าง ๆ ไปพร้อมกันในคราวเดียว”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เสียงสะท้อนประธานตลาดหุ้น ‘กิโยตินกฎหมาย’ โจทย์ยาก ติดหล่มระบบราชการ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net