โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

MFC ชี้การเมืองเริ่มมีเสถียรภาพ เร่งจัดตั้งครม. - กระตุ้นเศรษฐกิจ ประเมินดัชนี SET ปีนี้แตะ 1,480 - 1,500 จุด

The Better

อัพเดต 12 ก.พ. เวลา 04.08 น. • เผยแพร่ 12 ก.พ. เวลา 03.30 น. • THE BETTER
บลจ.เอ็มเอฟซี (MFC) มองตลาดหุ้นไทยบวกหลังการเมืองส่งสัญญาณมีเสถียรภาพ เร่งการจัดตั้งครม.-ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ดึงความเชื่อมั่นนักลงทุน-เงินทุนไหลเข้า ลุ้นดัชนี SET ปีนี้แตะระดับ 1,480-1,500 จุด

นายชาคริต พืชพันธ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายบริหารกองทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการลงทุน เอ็มเอฟซี หรือ MFC กล่าวว่า จากผลการเลือกตั้งที่ออกมาซึ่ง พรรคภูมิใจไทย ได้คะแนนเสียงจำนวนมากเกือบ 200 เสียง ถือว่าเป็นผลบวกต่อการลงทุนและตลาดหุ้นเนื่องจากคะแนนเสียงจำนวนมาก ทำให้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างรวดเร็ว และมีเสถียรภาพ ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องด้านนโยบายและหากสามารถดำเนิน การจัดตั้งคณะรัฐมนตรี แถลงนโยบาย ได้รวดเร็ว จะยิ่งทำให้นักงทุนเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะนโยบายสนับสนุนด้านเศรษฐกิจจะทำให้ช่วยขับเคลื่อนตลาดหุ้นไทยได้

“ต้องยอมรับว่าเราอยู่กับความไม่แน่นอนมานาน ไม่มีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ทำให้นักลงทุนขาดความมั่นใจ ขณะเดียวกันเศรษฐกิจเราก็ขยายตัวต่ำมาก ส่งผลตลาดหุ้นไทยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ต่างชาติทิ้งหุ้นไทย กดดันเงินทุนไหลออกไม่ต่ำกว่า 4 แสนล้านบาท” นายชาคริต กล่าว

อย่างไรก็ตาม ทิศทางการลงทุนในตลาดหุ้นไทยได้เริ่มกลับมาดีขึ้น ซึ่งมีสัญญาณให้เห็นมาก่อนการเลือกตั้ง 2-3 สัปดาห์ ที่มีเงินไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย ทั้งนี้ เป็นผลจากเราได้รับอานิสงส์จากต่างชาติปรับลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นอินโดนีเซียจากปัญหาสภาพคล่องหุ้นที่ต่ำ ทำให้เงินไหลเข้ามายังตลาดหุ้นไทยบางส่วน และต่อเนื่องมาจนถึงหลังการเลือกตั้ง ประเมินว่าทิศทางหลังจากนี้ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มที่เป็นบวก โดยมองดัชนีหุ้นไทยปีนี้มีโอกาสปรับตัวขึ้นไปซื้อขายกันที่ที่ระดับ 1,480-1,500 จุด หรือมีการซื้อขายกันที่ระดับพีอี/เรโช ที่ประมาณ 15.7 เท่า ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยระยาว 10 ปี หลังจากก่อนหน้านี้ที่ตลาดหุ้นไทยซื้อขายกันที่ระดับพีอี/เรโช ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมานาน

“ผมคิดว่าถ้ารัฐบาลใหม่ หลังมีการจัดตั้ง ครม. และมีการแถลงนโยบายที่ชัดเจนจะทำให้นักลงทุนสามารถประเมินผลกระทบที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น และถ้ารัฐบาลมีเสียรภาพในระยะยาว การแก้ปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหนี้ครัวเรีอน หรือนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจก็จะมีความต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อการลงทุนได้ เนื่องจากที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยถูกกดดันจากการเมืองและแศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำมายาวนานในช่วง 3 - 4 ปี โดยถ้านับจากปี 2022 ซึ่งตลาดหุ้น ทั่วโลกได้ฟื้นตัวจากการระบาดของ โควิค 19 และทำจุดสูงสุดใหม่กันหมดแล้ว แต่ตลาดหุ้นไทยเรายังติดลบ 16-17% เป็นอะไรที่ยาวนานมาก ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยจะตกต่ำก็ไม่ต่อเนื่องเกิน 1 ปี ก็จะขยับขึ้นได้ ไม่เคยตกต่ำยาวนาน ถึง 3 ปี” นายชาคริตกล่าว

ทั้งนี้ บลจ.เอ็มเอฟซี มองว่ากลุ่มธุรกิจ ที่มีโอกาสได้ประโยขน์จากทั้งในส่วนมาตราการภาครัฐและความเชื่อมั่นในความมีเสถียรภาพของรัฐบาล ได้แก่กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคภายในประเทศ รวมทั้งธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนโดยตรงของภาคเอกชน (FDI) นอกเหนือจากธุรกิจท่องเที่ยวที่คาดว่าจะกลับมาฟื้นตัวเช่นกัน

สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระวัง และเตรียมความพร้อม ด้านปัจจัยภายนอก คือ การเจรจาการค้าที่ยังไม่จบ ซึ่งอาจจะสร้างความผันผวนได้บ้าง ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจมีผลกระทบต่อการลงทุน รวมทั้งตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะตลาดหุ้นวอลล์สตรีท ที่ก่อนหน้านี้ได้ปรับตัวขึ้นสูงต่อเนื่องอาจจะปรับฐานครั้งใหญ่ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกได้ รวมทั้งตลาดหุ้นไทย ส่วนอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยไม่ได้เป็นปัญหา เพราะปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำอยู่แล้ว ส่วนกลยุทธ์การลงทุน นักลงทุนต้องประเมินความเหมาะสมในการจัดการสินทรัพย์ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ และสินทรัพย์ทางเลือก รวมทั้งการมีเงินสดบางส่วน เพื่อลดผลกระทบตามสถานการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...