33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (164)
บทความพิเศษ | พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์
33 ปี ชีวิตสีกากี
พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (164)
สู่ภูเก็ต-ชีวิตใต้ฟ้าหม่นหมอง
นานมากกว่า 6 ปีต่อมา นายเรืองศักดิ์ ทองกุล หรือไอ้ศักดิ์ ปากรอ นักโทษคดีฆ่าครอบครัวบุญทวี 5 ศพ ยังคงจำผมได้และยังคงติดตามผมอยู่ มิฉะนั้นแล้วคงจะไม่ทราบว่า ผมได้ย้ายไปอยู่ที่ไหนบ้าง
เพราะกลางเดือนสิงหาคม 2546 ขณะที่ผมมียศเป็น “พันตำรวจเอก” และดำรงตำแหน่งเป็นผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองภูเก็ต สังกัดตำรวจภูธรภาค 8 แล้ว ผมได้รับจดหมายจากนายเรืองศักดิ์ ทองกุล เขียนออกมาจากเรือนจำกลางบางขวาง ขณะถูกขังเป็นนักโทษอยู่ที่แดน 6 ด้วยลายมือตัวบรรจง ลงวันที่ 10 สิงหาคม 2546
เพื่อบอกเล่าว่า ผู้ใหญ่เม่นได้ก่อคดีขึ้นทั้งที่จังหวัดพัทลุง สงขลา และภูเก็ต โดยตำรวจไม่เคยจับได้ เพราะผู้ใหญ่เม่นเป็นคนไม่มีสัจจะ จึงต้องการช่วยตำรวจให้จับผู้ใหญ่เม่นเข้าคุก ตนเองรู้ข้อมูลขอให้ผมติดต่อกลับไปภายใน 1 เดือน หากไม่ติดต่อจะบอกให้คนอื่นทราบ
ผมได้ส่งจดหมายกลับไปให้ภาค 9 ดำเนินการ
นั่นเป็นสิ่งที่ผมได้รับจากไอ้ศักดิ์ ปากรอ
ผมยังคงปฏิบัติหน้าที่ที่ สภ.อ.สิงหนคร ต่อมาอีกหลายเดือน และยังคงร่วมกับเพื่อนตำรวจลุยงานออกสืบสวนสอบสวน และปราบปรามจับกุมคนร้ายอย่างต่อเนื่อง แต่ทำงานด้วยความรอบคอบ ระมัดระวังตัวเป็นอย่างมาก และรอคำสั่งที่จะย้ายผมไปปฏิบัติหน้าที่ในสถานีตำรวจแห่งใหม่ แล้วคำสั่งย้ายก็ออกมา
วันที่ 1 เมษายน 2541 เป็นวันที่คำสั่งมีผลให้ผมไปทำหน้าที่เป็นรองผู้กำกับการ (สืบสวนสอบสวน) สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต เป็นการย้ายข้ามภาค จากการเป็นตำรวจภูธรภาค 9 ที่อยู่มานานถึง 11 ปี 4 เดือนไปเป็นตำรวจภูธรภาค 8 ซึ่งเป็นภาคที่ผมเริ่มต้นชีวิตตำรวจครั้งแรกที่นั่น คือที่ สภ.อ.เมืองระนอง จึงคล้ายย้ายกลับถิ่นเก่า
เมื่อคำสั่งออกมา ทั้งๆ ที่ สภ.อ.เมืองภูเก็ต เป็นพื้นที่ที่ผมยังไม่มีความรู้มากมายนัก และยังรู้จักจังหวัดภูเก็ตน้อยมาก ดังนั้น สถานที่ทำงานแห่งใหม่จึงเป็นสถานที่ที่ท้าทายความรู้ความสามารถของผมอีกครั้ง
และด้วยความไม่รู้ของผม เมื่อไปอยู่ภูเก็ต เป็นเพราะ “อยู่ไม่เป็น ขอไม่ได้” ผมจึงถูกจัดหนักจัดเต็มโดยผู้พิพากษาและอัยการ ร่วมกันให้สิทธิ์ผมเป็นจำเลยในชั้นศาล ฟ้องผมและบีบบังคับให้ผมช่วยคนทำผิด
ภูเก็ตจึงโหดไม่น้อยกว่าที่อื่นๆ เลย แต่มาในอีกรูปแบบหนึ่ง
คนทั่วไปที่ไม่รู้ที่ไปที่มาของการโยกย้ายของผม หรือไม่รู้จักชีวิตการทำงานของผมว่าผมได้เจออะไรมาบ้าง ทั้งที่ผมตั้งใจทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่ ก็จะวิจารณ์ผมไปในทางที่เสียหาย ว่าเป็นนักวิ่งเต้น ย้ายไปในสถานที่ที่อุดมไปด้วยแหล่งผลประโยชน์ และคงจะกอบโกยไปมากมายในระหว่างที่อยู่พื้นที่ผลประโยชน์เหล่านี้
ผมคงจะไปห้ามการวิจารณ์นั้นไม่ได้ แต่ละคนมีเกณฑ์การตัดสินของผู้คนที่ไม่เหมือนกัน ผมทำได้เพียงแต่เล่าความจริงที่เกิดขึ้นกับผม เล่าสิ่งที่ผมทำในเวลานั้นให้ออกมาเป็นตัวอักษร และยืนยันว่า คำวิจารณ์ที่ด่าว่าให้ผมเสียหายนั้น ไม่ตรงกับความเป็นจริงเลย
สำหรับตำรวจ สภ.อ.สิงหนคร และตำรวจ จ.สงขลา ได้ให้สิ่งต่างๆ กับผมมากมาย ทั้งความภาคภูมิใจที่มีส่วนร่วมในการพิชิตคดีที่สำคัญๆ ของประเทศ ซึ่งแต่ละคดีมีแต่ความยากลำบาก มีอุปสรรคและปัญหามาขวางกั้นความสำเร็จ แต่ปัญหา อุปสรรคก็พ่ายแพ้ความสามัคคี ความพากเพียรพยายาม ความวิริยอุตสาหะ ความซื่อสัตย์ การทุ่มเท ความตั้งใจอย่างเด็ดเดี่ยว ได้ร่วมกันสร้างเกียรติประวัติที่งดงามและบันทึกเอาไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้เรียนรู้ ว่าเบื้องหลังความสำเร็จมีความยากลำบากเพียงไร
มองย้อนหลังกลับไปครั้งไร
คิดถึงตำรวจสิงหนครและตำรวจสงขลาในยุคเดียวกับผมเสมอ
และจะอีกสักกี่ครั้งก็จะขอจดจำตลอดไป
“ขอบคุณ สิงหนคร”
ฟ้าที่ภูเก็ตของคนทั่วไปเป็นฟ้าใสสวยงามเสมอ แต่เมื่อผมไปอยู่กลับเป็นฟ้าที่หมองหม่น มีเมฆหมอกหนามาบดบัง จนเป็นช่วงจังหวะชีวิตที่มืดมน เนิ่นนานเหลือเกินกว่าจะผ่านพ้น
1 เมษายน 2541 รองผู้กำกับการฝ่ายสืบสวนสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองภูเก็ต หรือรอง ผกก. (สส.) สภ.อ.เมืองภูเก็ต คือ วันเริ่มต้นและตำแหน่งใหม่ของผม โดย พล.ต.ท.วรรณรัตน์ คชรักษ์ ผบช.ภ.8 มอบหมายให้ไปทำหน้าที่ ณ สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองภูเก็ต เป็นสถานีตำรวจแห่งที่ 5 แล้วที่ได้ทำงานประจำและเป็นนิมิตหมายที่ดี เมื่อได้พักบ้านหลวงเป็นครั้งแรก เพราะตลอดชีวิตการรับราชการมายาวนาน 16 ปี ต้องอยู่บ้านเช่ามาตลอด ไม่เคยมีโอกาสพักบ้านของทางราชการเลยสักครั้ง
แต่ผมต้องไปอยู่อาศัยที่อื่นก่อนเป็นการชั่วคราว รอจนบ้านพักว่างจึงขนสัมภาระสิ่งของเข้าอยู่อาศัย ครั้งนี้เป็นการย้ายข้ามภาค จากตำรวจภูธรภาค 9 ซึ่งอยู่นานถึง 11 ปีเศษ ข้ามทะเลมาอยู่เกาะภูเก็ตเป็นตำรวจภูธรภาค 8 เป็นสังกัดใหม่ พื้นที่แห่งใหม่จึงยังไม่รู้จักมาก่อนเลย ด.ต.วิรัช ชัยวัชรินทร์ เจ้าหน้าที่ตำรวจการข่าวของ สภ.อ.เมืองภูเก็ต มาดูแลอำนวยความสะดวกตั้งแต่วันแรกที่เดินทางมาถึง ตามที่ พ.ต.อ.สติ มาลกานนท์ สั่งไว้ จากนั้นก็ติดตามดูแลตลอดมา
โรงพักเมืองภูเก็ต หรือที่ชาวภูเก็ตมักจะเรียกกันว่า โรงพักสามกองเป็นโรงพักขนาดใหญ่ เป็นอาคารคอนกรีต 4 ชั้น เพิ่งสร้างขึ้นใหม่เมื่อปี พ.ศ.2539 ทดแทนอาคารไม้หลังเดิม สร้างตามแบบของกรมตำรวจ ตั้งอยู่ที่ เลขที่ 1 ถนนชุมพร ต.ตลาดใหญ่ อ.เมือง จ.ภูเก็ต บนเนื้อที่ 19 ไร่ 3 งาน 12 ตารางวา พื้นที่ผืนเดียวกันนี้ยังเป็นที่ตั้งของตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต หน่วยบินตำรวจ ตำรวจสันติบาล และบ้านพักของข้าราชการตำรวจ โดยมีรั้วติดกับโรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัย
บ้านพักของผมอยู่ด้านหลังโรงพัก ฝั่งถนนนคร ทำให้ผมรู้สึกปลอดภัยกว่าที่ อ.สิงหนคร จ.สงขลา ที่เพิ่งย้ายจากมา เพราะอยู่ท่ามกลางวงแวดล้อมของเพื่อนตำรวจ สำหรับถนนชุมพรกับถนนนครเป็นถนนสายสั้นๆ คู่ขนานกัน เชื่อมระหว่างถนนเทพกระษัตรี กับถนนเยาวราช
บริเวณพื้นที่กว้างใหญ่หลังโรงพัก มีสนามที่ตำรวจใช้เล่นกีฬาหรือเตะฟุตบอลได้ และยังมีเฮลิคอปเตอร์กรมตำรวจ ประจำการ 1 ลำ พ.ต.ท.เลอเกียรติ มกรพงศ์ เป็นนักบิน
อีกฟากหนึ่งของถนนเยาวราช ฝั่งตรงข้ามกับโรงพัก มีแฟลตที่พักของตำรวจหลายหลัง และยังมีพื้นที่มากพอจนย้ายมาสร้างอาคารตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ตหลังใหม่ในอีกหลายปีต่อมา
สภ.อ.เมืองภูเก็ตมีพื้นที่รับผิดชอบ 150 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วย 5 ตำบล 16 ชุมชน 23 หมู่บ้าน มี ต.ตลาดเหนือ, ต.ตลาดใหญ่, ต.วิชิต, ต.รัษฎา และ ต.เกาะแก้ว
วันแรกที่ผมเดินทางมารับตำแหน่งใหม่ พ.ต.อ.ชลิต ถิ่นธานี เป็น ผกก.สภ.อ.เมืองภูเก็ต นามเรียกขาน “เมืองภูเก็ต 1” เป็นรุ่นพี่ผม 1 รุ่น คนที่สนิทใกล้ชิดจะเรียกว่า “พี่หมุย”
รอง ผกก.มี 4 นาย อันดับ 1 ถึง 3 เป็นคนใหม่ ส่วนอันดับ 4 เป็นเจ้าถิ่น มีชื่อดังนี้
1. พ.ต.ท.วีระศิลป์ ขวัญเซ่ง เป็น รอง ผกก.(ป.) “เมืองภูเก็ต 2”
2. พ.ต.ท.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ เป็น รอง ผกก.(สส.) “เมืองภูเก็ต 3”
3. พ.ต.ท.สมาน ชัยณรงค์ เป็น รอง ผกก.(อก.) “เมืองภูเก็ต 11”
4. พ.ต.ท.ธีระพล ทิพย์เจริญ เป็น รอง ผกก.(จร.) “เมืองภูเก็ต 6”
ณ เวลาที่ผมเริ่มต้นทำงานที่เกาะภูเก็ต จนบัดนี้ ผมยังสรุปไม่ได้เลยว่าโชคดีหรือโชคร้ายที่มาอยู่ภูเก็ต ปกติคนทั่วๆ ไปคงจะต้องบอกว่าโชคดีมากที่ได้อยู่ภูเก็ต เกาะที่เป็นเป้าหมายของการไปเยือนของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก
แต่เมื่อฟังผมเล่าเรื่องแล้ว จะเข้าใจทันที ถ้าเปรียบผมเป็นนักมวย กว่าจะได้เป็นแชมเปี้ยน ผมถูกถลุงจนสะบักสะบอม เจียนอยู่เจียนไป เกือบจะถูกน็อกอยู่แล้วกลับพลิกมาชนะได้ สภาพจึงบอบช้ำ หน้าตาบวมปูด จนผมไม่อยากจะจดจำการต่อสู้ ณ สังเวียนแห่งนี้
เหตุการณ์ที่จะเล่าต่อจากนี้แม้จะไม่ประทับใจ เหมือนตกอยู่ในห้วงเวลาที่ฝันร้าย แต่ผมก็ยังจำได้ว่าใครทำอะไรไว้
ผมมีรายละเอียดเก็บไว้ไม่กระเด็นตกหล่นเลย
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (164)
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly