โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

น้ำมันดิบพุ่งทำสถิติประวัติศาสตร์ 35% หลังสถานการณ์ตะวันออกกลางวิกฤตหนัก-เสี่ยงกระทบเศรษฐกิจโลก

การเงินธนาคาร

อัพเดต 07 มี.ค. เวลา 09.25 น. • เผยแพร่ 07 มี.ค. เวลา 02.25 น.

ทรัมป์ยื่นคำขาดให้อิหร่านยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไข ขณะที่สมรภูมิ Strait of Hormuz ตึงเครียดหนักหลังการสัญจรถูกตัดขาด กาตาร์เตือนราคาน้ำมันอาจทะยานแตะ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล พร้อมระบุผู้ส่งออกในอ่าวอาหรับเตรียมประกาศเหตุสุดวิสัย (Force Majeure) ทั่วหน้า JPMorgan ชี้ตลาดกำลังเผชิญภาวะอุปทานขาดแคลนจริง หลังอิรัก-คูเวตเริ่มลดกำลังการผลิต ขณะที่ราคาขายปลีกน้ำมันในสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง

7 มีนาคม 2569 เวลา 05.13 น.- CNBC รายงานว่า สัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้าในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงในรอบสัปดาห์นี้ โดยสร้างสถิติการพุ่งขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่เริ่มมีการซื้อขายล่วงหน้าในปี 1983 หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาเรียกร้องให้อิหร่านยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไข (Unconditional Surrender) ท่ามกลางสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น จนส่งผลกระทบต่อระบบการจัดส่งเชื้อเพลิงทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ

ในการซื้อขายเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา สัญญาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ทะยานขึ้นถึง 12.21% หรือเพิ่มขึ้น 9.89 ดอลลาร์ ปิดที่ระดับ 90.90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบ Brent ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานโลก ปรับตัวสูงขึ้น 8.52% หรือ 7.28 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 92.69 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

สรุปภาพรวมในสัปดาห์นี้ น้ำมันดิบสหรัฐฯ พุ่งขึ้นรวม 35.63% ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขึ้นรายสัปดาห์ที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์นับตั้งแต่ปี 1983 ส่วนน้ำมันดิบ Brent ทะยานขึ้นประมาณ 28% ซึ่งเป็นการขยับขึ้นรายสัปดาห์ครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2020 เป็นต้นมา

ความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจที่น่ากังวลนี้เกิดขึ้นหลังจากคำประกาศของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งสร้างความหวั่นเกรงว่าสงครามที่ยืดเยื้ออาจสร้างความเสียหายต่อตลาดน้ำมันและก๊าซธรรมชาติทั่วโลก โดยปัจจุบันสงครามได้ส่งผลให้การจราจรทางเรือในช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลกตกอยู่ในภาวะเกือบหยุดนิ่ง

นายซาอัด อัล-คาบี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของกาตาร์ เปิดเผยกับ The Financial Times เมื่อวันศุกร์ว่า ราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งสูงถึง 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า หากเรือบรรทุกน้ำมันไม่สามารถแล่นผ่านช่องแคบดังกล่าวได้ พร้อมระบุว่าสถานการณ์นี้อาจกลายเป็นปัจจัยที่ "ฉุดให้เศรษฐกิจทั่วโลกพังทลายลง"

นายอัล-คาบี กล่าวเสริมว่า"เราคาดการณ์ว่าผู้ที่ยังไม่ได้ประกาศภาวะเหตุสุดวิสัย (Force Majeure) จะดำเนินการภายในไม่กี่วันนี้หากสถานการณ์ยังดำเนินต่อไป โดยผู้ส่งออกทั้งหมดในภูมิภาคอ่าวอาหรับจำเป็นต้องประกาศภาวะดังกล่าว หากไม่ทำ พวกเขาจะต้องเผชิญกับภาระรับผิดชอบทางกฎหมายในอนาคต ซึ่งนั่นคือทางเลือกของพวกเขา"

ทางด้านรัฐบาลของทรัมป์ได้พยายามออกมาตรการเพื่อบรรเทาความตื่นตระหนก โดยประกาศโครงการประกันภัยมูลค่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สำหรับเรือบรรทุกน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียเมื่อวันศุกร์ อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดน้ำมันดิบได้เท่าที่ควร

ขณะเดียวกัน รายงานจากสำนักข่าวรอยเตอร์อ้างอิงแหล่งข่าวจากเจ้าหน้าที่อิรัก ระบุว่าอิรักได้ตัดสินใจระงับการผลิตน้ำมันลง 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่วนทางด้านคูเวตก็ได้เริ่มลดกำลังการผลิตลงเช่นกันหลังจากพื้นที่จัดเก็บน้ำมันเต็มขีดจำกัด ตามรายงานของ The Wall Street Journal

นาตาชา คาเนวา หัวหน้าฝ่ายวิจัยสินค้าโภคภัณฑ์ระดับโลกของ JPMorgan ระบุในบันทึกถึงลูกค้าว่า "ตลาดกำลังเปลี่ยนทิศทางจากการเก็งกำไรด้านความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ไปสู่การเผชิญหน้ากับภาวะชะงักงันของการดำเนินงานที่เกิดขึ้นจริง" คาเนวายังคาดการณ์ว่าการลดกำลังการผลิตอาจเข้าใกล้ระดับ 6 ล้านบาร์เรลต่อวันภายในสิ้นสัปดาห์หน้า หากช่องแคบฮอร์มุซยังไม่เปิดให้สัญจร และคาดว่าสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จะเริ่มแสดงข้อจำกัดด้านอุปทานในสัปดาห์หน้าเช่นกัน

ผลกระทบดังกล่าวเริ่มส่งถึงภาคครัวเรือน โดย ข้อมูลจากสมาคมรถยนต์อเมริกัน (AAA) ระบุว่า ราคาเฉลี่ยของน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ พุ่งขึ้นเกือบ 27 เซนต์ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจนถึงวันพฤหัสบดี มาอยู่ที่ระดับ 3.25 ดอลลาร์ต่อแกลลอน

ปัจจุบัน สงครามระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ได้ล่วงเข้าสู่วันที่เจ็ดแล้ว โดย นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้แถลงข่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่า สหรัฐฯ"เพิ่งจะเริ่มต้นการต่อสู้เท่านั้น" พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า"อิหร่านกำลังหวังว่าเราจะไม่สามารถรักษาแรงขับเคลื่อนนี้ไว้ได้ ซึ่งถือเป็นการประเมินที่ผิดพลาดอย่างมหันต์"

อ้างอิง : www.cnbc.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...