น้ำมันดิบพุ่งทำสถิติประวัติศาสตร์ 35% หลังสถานการณ์ตะวันออกกลางวิกฤตหนัก-เสี่ยงกระทบเศรษฐกิจโลก
ทรัมป์ยื่นคำขาดให้อิหร่านยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไข ขณะที่สมรภูมิ Strait of Hormuz ตึงเครียดหนักหลังการสัญจรถูกตัดขาด กาตาร์เตือนราคาน้ำมันอาจทะยานแตะ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล พร้อมระบุผู้ส่งออกในอ่าวอาหรับเตรียมประกาศเหตุสุดวิสัย (Force Majeure) ทั่วหน้า JPMorgan ชี้ตลาดกำลังเผชิญภาวะอุปทานขาดแคลนจริง หลังอิรัก-คูเวตเริ่มลดกำลังการผลิต ขณะที่ราคาขายปลีกน้ำมันในสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง
7 มีนาคม 2569 เวลา 05.13 น.- CNBC รายงานว่า สัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้าในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงในรอบสัปดาห์นี้ โดยสร้างสถิติการพุ่งขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่เริ่มมีการซื้อขายล่วงหน้าในปี 1983 หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาเรียกร้องให้อิหร่านยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไข (Unconditional Surrender) ท่ามกลางสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น จนส่งผลกระทบต่อระบบการจัดส่งเชื้อเพลิงทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ
ในการซื้อขายเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา สัญญาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ทะยานขึ้นถึง 12.21% หรือเพิ่มขึ้น 9.89 ดอลลาร์ ปิดที่ระดับ 90.90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบ Brent ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานโลก ปรับตัวสูงขึ้น 8.52% หรือ 7.28 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 92.69 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
สรุปภาพรวมในสัปดาห์นี้ น้ำมันดิบสหรัฐฯ พุ่งขึ้นรวม 35.63% ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขึ้นรายสัปดาห์ที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์นับตั้งแต่ปี 1983 ส่วนน้ำมันดิบ Brent ทะยานขึ้นประมาณ 28% ซึ่งเป็นการขยับขึ้นรายสัปดาห์ครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2020 เป็นต้นมา
ความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจที่น่ากังวลนี้เกิดขึ้นหลังจากคำประกาศของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งสร้างความหวั่นเกรงว่าสงครามที่ยืดเยื้ออาจสร้างความเสียหายต่อตลาดน้ำมันและก๊าซธรรมชาติทั่วโลก โดยปัจจุบันสงครามได้ส่งผลให้การจราจรทางเรือในช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลกตกอยู่ในภาวะเกือบหยุดนิ่ง
นายซาอัด อัล-คาบี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของกาตาร์ เปิดเผยกับ The Financial Times เมื่อวันศุกร์ว่า ราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งสูงถึง 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า หากเรือบรรทุกน้ำมันไม่สามารถแล่นผ่านช่องแคบดังกล่าวได้ พร้อมระบุว่าสถานการณ์นี้อาจกลายเป็นปัจจัยที่ "ฉุดให้เศรษฐกิจทั่วโลกพังทลายลง"
นายอัล-คาบี กล่าวเสริมว่า"เราคาดการณ์ว่าผู้ที่ยังไม่ได้ประกาศภาวะเหตุสุดวิสัย (Force Majeure) จะดำเนินการภายในไม่กี่วันนี้หากสถานการณ์ยังดำเนินต่อไป โดยผู้ส่งออกทั้งหมดในภูมิภาคอ่าวอาหรับจำเป็นต้องประกาศภาวะดังกล่าว หากไม่ทำ พวกเขาจะต้องเผชิญกับภาระรับผิดชอบทางกฎหมายในอนาคต ซึ่งนั่นคือทางเลือกของพวกเขา"
ทางด้านรัฐบาลของทรัมป์ได้พยายามออกมาตรการเพื่อบรรเทาความตื่นตระหนก โดยประกาศโครงการประกันภัยมูลค่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สำหรับเรือบรรทุกน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียเมื่อวันศุกร์ อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดน้ำมันดิบได้เท่าที่ควร
ขณะเดียวกัน รายงานจากสำนักข่าวรอยเตอร์อ้างอิงแหล่งข่าวจากเจ้าหน้าที่อิรัก ระบุว่าอิรักได้ตัดสินใจระงับการผลิตน้ำมันลง 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่วนทางด้านคูเวตก็ได้เริ่มลดกำลังการผลิตลงเช่นกันหลังจากพื้นที่จัดเก็บน้ำมันเต็มขีดจำกัด ตามรายงานของ The Wall Street Journal
นาตาชา คาเนวา หัวหน้าฝ่ายวิจัยสินค้าโภคภัณฑ์ระดับโลกของ JPMorgan ระบุในบันทึกถึงลูกค้าว่า "ตลาดกำลังเปลี่ยนทิศทางจากการเก็งกำไรด้านความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ไปสู่การเผชิญหน้ากับภาวะชะงักงันของการดำเนินงานที่เกิดขึ้นจริง" คาเนวายังคาดการณ์ว่าการลดกำลังการผลิตอาจเข้าใกล้ระดับ 6 ล้านบาร์เรลต่อวันภายในสิ้นสัปดาห์หน้า หากช่องแคบฮอร์มุซยังไม่เปิดให้สัญจร และคาดว่าสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จะเริ่มแสดงข้อจำกัดด้านอุปทานในสัปดาห์หน้าเช่นกัน
ผลกระทบดังกล่าวเริ่มส่งถึงภาคครัวเรือน โดย ข้อมูลจากสมาคมรถยนต์อเมริกัน (AAA) ระบุว่า ราคาเฉลี่ยของน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ พุ่งขึ้นเกือบ 27 เซนต์ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจนถึงวันพฤหัสบดี มาอยู่ที่ระดับ 3.25 ดอลลาร์ต่อแกลลอน
ปัจจุบัน สงครามระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ได้ล่วงเข้าสู่วันที่เจ็ดแล้ว โดย นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้แถลงข่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่า สหรัฐฯ"เพิ่งจะเริ่มต้นการต่อสู้เท่านั้น" พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า"อิหร่านกำลังหวังว่าเราจะไม่สามารถรักษาแรงขับเคลื่อนนี้ไว้ได้ ซึ่งถือเป็นการประเมินที่ผิดพลาดอย่างมหันต์"
อ้างอิง : www.cnbc.com