“ราคาน้ำมันดิบ” พุ่งกว่า 1% หลังทรัมป์ขู่ส่งกองเรือมหึมามุ่งสู่อิหร่าน
"ราคาน้ำมันดิบ" ปรับขึ้นกว่า 1% ท่ามกลางความตึงเครียดตะวันออกกลาง หลังทรัมป์เตือนอิหร่านเร่งทำข้อตกลงนิวเคลียร์ก่อนเวลาจะหมด พร้อมขู่ส่งกองเรือมหึมามุ่งสู่อิหร่าน
วันที่ 29 มกราคม 2569 เวลา 03.34 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา หลังโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ออกมาเตือนอิหร่านว่ากองเรือรบขนาดมหึมากำลังมุ่งหน้าไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง และเวลาสำหรับการบรรลุข้อตกลงด้านนิวเคลียร์กำลังจะหมดลง
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ซึ่งเป็นมาตรฐานอ้างอิงตลาดโลก ปรับขึ้น 83 เซนต์ หรือ 1.23% ปิดที่ 68.40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบสหรัฐ (WTI) เพิ่มขึ้น 82 เซนต์ หรือ 1.31% ปิดที่ 63.21 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ทรัมป์โพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ระบุว่า “กองเรือรบขนาดมหึมากำลังมุ่งหน้าไปยังอิหร่าน เคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว ด้วยพลัง ความมุ่งมั่น และเป้าหมายที่ชัดเจน”
ก่อนหน้านี้ กองบัญชาการกลางของสหรัฐ (U.S. Central Command) เปิดเผยว่า กลุ่มเรือบรรทุกเครื่องบิน Abraham Lincoln Carrier Strike Group ได้เดินทางถึงตะวันออกกลางแล้วตั้งแต่วันจันทร์ เพื่อส่งเสริมความมั่นคงและเสถียรภาพในภูมิภาค
เมื่อต้นเดือนนี้ ทรัมป์เคยขู่ว่าจะโจมตีอิหร่าน หากรัฐบาลเตหะรานใช้ความรุนแรงกับผู้ประท้วงในช่วงการลุกฮือครั้งใหญ่ ซึ่งมีผู้เสียชีวิตหลายพันรายจากการปราบปรามของรัฐบาลอิสลามิกรีพับลิก อย่างไรก็ดี จนถึงขณะนี้ ผู้นำสหรัฐยังหลีกเลี่ยงการใช้ปฏิบัติการทางทหารโดยตรง
ทรัมป์ยังกล่าวว่า กำลังทางทหารที่ส่งไปตะวันออกกลางในครั้งนี้ มีขนาดใหญ่กว่ากองกำลังที่เขาเคยสั่งการไปยังทะเลแคริบเบียน ก่อนที่สหรัฐจะจับกุมอดีตประธานาธิบดีเวเนซุเอลา นิโกลัส มาดูโร
ทรัมป์ระบุในโพสต์เมื่อวันอังคารว่า “เช่นเดียวกับกรณีเวเนซุเอลา กองเรือนี้พร้อม ปรารถนา และสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างรวดเร็ว ด้วยความเร็วและความรุนแรง หากจำเป็น” พร้อมทั้งยังเรียกร้องให้อิหร่านเร่งทำข้อตกลงเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ พร้อมเตือนว่า “เวลานับถอยหลังแล้ว เรื่องนี้สำคัญอย่างยิ่ง ผมเคยบอกอิหร่านมาแล้วครั้งหนึ่ง ทำข้อตกลงซะ!”
ทรัมป์เตือนเพิ่มเติมว่า หากมีการโจมตีอิหร่านครั้งใหม่ จะรุนแรงยิ่งกว่าปฏิบัติการทิ้งระเบิดที่เขาเคยสั่งเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว ต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านนิวเคลียร์ของอิหร่าน
อ้างอิง : cnbc.com