โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทรัมป์โกรธจัด! อ้างกฎหมาย Section 122 เปิดฉากสงครามการค้ายก 2 สั่งเก็บภาษีโลกทันที 15%

Finnomena

เผยแพร่ 23 ก.พ. เวลา 03.44 น. • Finnomena

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศยกระดับสงครามการค้าครั้งใหญ่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยสั่งเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากทุกประเทศทั่วโลก (Global Tariffs) ขึ้นเป็น 15% จากเดิมที่เพิ่งประกาศไว้ 10% เพียงวันเดียวหลังจากที่ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีมติ 6 ต่อ 3 เสียง ตัดสินว่าการใช้กฎหมายอำนาจฉุกเฉิน IEEPA เพื่อเก็บภาษีแบบต่างตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) เป็นการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมายและขัดรัฐธรรมนูญ ทรัมป์วิจารณ์คำตัดสินของศาลอย่างรุนแรงว่า “ไร้สาระ” และเป็นอันตรายต่อผลประโยชน์ของอเมริกา

อาศัยมาตรา 122 เลี่ยงช่องโหว่ทางกฎหมาย

ในการตอบโต้ครั้งนี้ ทรัมป์เปลี่ยนมาใช้อำนาจตามมาตรา 122 (Section 122) แห่งพระราชบัญญัติการค้าปี 1974 แทน ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีในการเรียกเก็บภาษีสูงสุดไม่เกิน 15% เพื่อแก้ไขปัญหาการชดเชยการชำระเงินระหว่างประเทศที่ไม่สมดุล โดยมาตรานี้มีข้อดีคือสามารถบังคับใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส แต่มีข้อจำกัดด้านเวลาคือสามารถใช้ได้เพียง 150 วัน ซึ่งทรัมป์ตั้งใจใช้ช่วงเวลานี้เป็นช่องว่างรอการเตรียมมาตรการทางกฎหมายอื่น ๆ ที่จะตามมา

ตลาดหุ้นผันผวนและความไม่แน่นอนของภาคธุรกิจ

ปฏิกิริยาของตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีความผันผวนอย่างหนัก โดยพุ่งขึ้นรับข่าวคำตัดสินของศาลสูงก่อนจะร่วงลงเมื่อทรัมป์ประกาศสู้กลับ ภาคธุรกิจแสดงความกังวลต่อการเปลี่ยนนโยบายไปมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งสร้างความเสียหายต่อแผนการตั้งราคาสินค้าและห่วงโซ่อุปทาน โดยสภาหอการค้าสหรัฐฯ เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งคืนเงินภาษีที่เก็บไปอย่างผิดกฎหมายก่อนหน้านี้ ซึ่งประเมินว่าอาจมีมูลค่าสูงถึง 1.3 – 1.75 แสนล้านดอลลาร์ แต่ทรัมป์ส่งสัญญาณว่าการคืนเงินอาจต้องใช้การต่อสู้ทางกฎหมายอีกหลายปี

พันธมิตรใกล้ชิดได้รับผลกระทบถ้วนหน้า

การปรับขึ้นภาษีเป็น 15% ครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อประเทศที่เคยมีข้อตกลงพิเศษกับสหรัฐฯ อย่างหนัก เช่น สหราชอาณาจักรและสิงคโปร์ ที่เคยได้รับสิทธิพิเศษเสียภาษีในอัตรา 10% มาโดยตลอด ปัจจุบันประเทศเหล่านี้ต้องเผชิญกับอัตราภาษีใหม่ที่สูงขึ้นและไม่เลือกปฏิบัติ (Non-discriminatory) ตามข้อบังคับของมาตรา 122 ขณะที่สหภาพยุโรปและญี่ปุ่นเองก็ต้องกลับมาเผชิญกับกำแพงภาษีในระดับสูงสุดอีกครั้ง สร้างความตึงเครียดทางการทูตและการค้าในระดับสากล

เกมการเมืองก่อนแถลงนโยบาย

การประกาศขึ้นภาษีแบบ “สายฟ้าแลบ” นี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อนที่ทรัมป์จะแถลงนโยบายประจำปี (State of the Union) ต่อสภาคองเกรสในวันอังคารนี้ ซึ่งคาดว่าจะเป็นประเด็นหลักที่ใช้โจมตีฝ่ายตรงข้ามและศาลสูง ขณะที่พรรคเดโมแครตเตรียมใช้ประเด็นเรื่องค่าครองชีพและราคาสินค้าที่พุ่งสูงขึ้นจากภาระภาษีเป็นแคมเปญหลักในการเลือกตั้งกลางเทอมช่วงเดือนพฤศจิกายน ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2026 นี้ตกอยู่ภายใต้ความเสี่ยงทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อ้างอิง: CNBC

คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกตราสารหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | คำแนะนำการลงทุนนี้เป็นไปตามกรอบการพิจารณาของ Finnomena Funds ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะเวลาตามแต่ละประเภทของพอร์ตเท่านั้น บริษัทมิได้การันตีถึงผลตอบแทนที่จะได้จากคำแนะนำการลงทุนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนอาจไม่เป็นไปตามคาดหวัง หรือมีผลขาดทุนได้ | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...