ส่องเทรนด์ใหญ่ปี 69 ‘เอไอ-สเตเบิลคอยน์-อัตลักษณ์ดิจิทัล’ พลิกโฉมการชำระเงิน
The Bangkok Insight
อัพเดต 17 ม.ค. เวลา 03.21 น. • เผยแพร่ 17 ม.ค. เวลา 03.21 น. • The Bangkok Insight"วีซ่า" เจาะเทรนด์ใหญ่ปี 2569 ปัญญาประดิษฐ์ สเตเบิลคอยน์ และอัตลักษณ์ดิจิทัล ที่จะพลิกโฉมการชำระเงินในเอเชียแปซิฟิก
ปี 2568 ถือเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สำหรับระบบการชำระเงินทั่วเอเชียแปซิฟิกรวมถึงประเทศไทย การมาของเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Web3 ได้พลิกโฉมธุรกิจ การค้าขาย รวมถึงการทำธุรกรรม ด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคที่ใช้โทรศัพท์มือถือเป็นหลัก
การปรับตัวสู่ดิจิทัลอย่างรวดเร็ว และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้นำด้านนวัตกรรมการชำระเงิน โดยเฉพาะการชำระเงินแบบเรียลไทม์และโมบายแบงก์กิ้ง ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำธุรกิจและวิธีทำธุรกรรมของผู้คนไปโดยสิ้นเชิง
สำหรับในปี 2569 นโยบายการกำกับดูแลที่ตื่นตัวยิ่งขึ้นและการเข้าถึงสมาร์ทโฟนอย่างแพร่หลาย กำลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวิธีการใช้จ่ายของคนไทย และเอเชียแปซิฟิกคือจุดศูนย์กลางของนวัตกรรมการชำระเงิน ซึ่งประเทศไทยเองก็กำลังเป็นหนึ่งในผู้นำ โดยเฉพาะใน 5 ประเด็นสำคัญ คือ
1. Agentic Commerce มาแรง ไม่ใช่แค่ผู้บริโภค แต่ธุรกิจก็พร้อมปรับตัว
AI กำลังพาการค้าเข้าสู่ยุคใหม่อย่างเต็มรูปแบบ วีซ่ามีบทบาทเป็นผู้นำในยุคอีคอมเมิร์ซ ด้วยการชำระเงินที่ปลอดภัยและไร้รอยต่อ คลื่นลูกต่อไปที่วีซ่าจะยังคงความเป็นผู้นำในวิวัฒนาการอีกครั้ง คือ Agentic Commerce ที่ขับเคลื่อนด้วย AI จะทำหน้าที่เป็น เอเจนต์ ของผู้บริโภค ในการค้นหา เลือกซื้อ และชำระเงิน
สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินจินตนาการ แพลตฟอร์ม Generative AI กำลังสร้างทราฟฟิกค้าปลีกออนไลน์ในสหรัฐ ซึ่งมีอัตราการเติบโตถึง 4,700% เมื่อเทียบปีต่อปีในเดือนก.ค. 2568 และด้วยศักยภาพด้านดิจิทัลของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกโฉมในภูมิภาคนี้
ไม่ใช่แค่ผู้บริโภคเท่านั้นที่ก้าวเข้าสู่โลกของ AI เอเชียแปซิฟิกมีบริษัทมากกว่า 200 ล้านแห่ง และเป็นภูมิภาคส่งออกที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดย 70 จาก 80 เส้นทางการค้าสำคัญเชื่อมโยงกับตลาดในภูมิภาคนี้ ดังนั้นจึงเกิดเทรนด์Consumerisation ขึ้น ซึ่งขับเคลื่อนโดยผู้ประกอบธุรกิจรุ่นใหม่ที่มองหาการทำธุรกรรมแบบ B2B ที่สะดวก ปลอดภัย และไร้รอยต่อ เช่นเดียวกับที่ผู้บริโภคทั่วไปใช้งาน
ดังนั้น AI อัจฉริยะที่สามารถเข้าใจเจตนาธุรกิจ จัดการกระบวนการทำงาน และลดเวลาที่ใช้ในการทำธุรกรรมให้สั้นลง จึงเป็นที่ต้องการอย่างเห็นได้ชัด โดยในปี 2569 เราจะได้มีประสบการณ์แบบ Agentic เพิ่มมากขึ้น
2. ไม่ต้องเลือกว่าเงินเฟียตหรือคริปโต แต่ใช้ทั้งสองรูปแบบควบคู่กันได้
การถกเถียงระหว่างสกุลเงินดั้งเดิมหรือสกุลเงินดิจิทัลจบไปแล้ว อนาคตคือการทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อ โครงการสเตเบิลคอยน์ของวีซ่า ซึ่งรวมถึงการทดลองใช้ร่วมกับ Nium และการเปิดตัวบริการชำระเงินด้วยสเตเบิลคอยน์ ผ่าน Visa Direct ช่วยให้การทำธุรกรรมการเงินระหว่างเงินเฟียตและเงินดิจิทัลเป็นเรื่องง่ายขึ้น
สเตเบิลคอยน์ กำลังถูกผสานเข้ากับระบบการเงินโลกมากขึ้น โดยมีมูลค่ารวม 250 พันล้านดอลลาร์ โดยวีซ่าสนับสนุนบัตรที่เชื่อมต่อกับสเตเบิลคอยน์กว่า 130 โปรแกรมใน 40 ประเทศ และมียอดชำระเงินต่อปีอยู่ที่ 3.5 พันล้านดอลลาร์
การกำกับดูแลในตลาดเอเชียแปซิฟิก เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง และญี่ปุ่น กำลังชัดเจนขึ้น และประเทศไทยก็กำลังเดินหน้าเช่นกัน พร้อม ๆ กับความเชี่ยวชาญและศักยภาพในการให้คำปรึกษาที่เพิ่มขึ้น เช่น บริการ Global Stablecoins Advisory Practice ของวีซ่า เพื่อผลักดันการใช้สเตเบิลคอยน์ในเศรษฐกิจภูมิภาคให้เร็วขึ้น
3. การระบุตัวตน คือหัวใจของความปลอดภัย โดยเฉพาะในยุค AI
ในปี 2569 การยืนยันตัวตนที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือจะเป็นจุดแข็งเชิงกลยุทธ์ เราจะเห็นความร่วมมือที่แข็งแกร่งขึ้นระหว่างรัฐบาล ผู้ประกอบการ และเครือข่ายการชำระเงิน เพื่อรับมือกับการปลอมแปลงตัวตนที่เกิดจาก AI วีซ่ากำลังเป็นผู้นำด้วยโซลูชันความปลอดภัยหลายชั้น เช่น
Tokenisation: ปกป้องข้อมูลบัตรโดยแทนที่ด้วยเลขโทเค็นที่เข้ารหัสเฉพาะ ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเพิ่มบัตรในโมบายล์วอลเล็ตรวมถึง AI Agent ได้อย่างปลอดภัย ทั้งนี้พบกว่าการใช้ Tokenisation ทำให้อัตราการทุจริตลดลงเมื่อเทียบกับการทำธุรกรรมด้วยบัตรถึง 34%
Biometrics: ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับธุรกรรมเมื่อไม่ได้ใช้บัตรจริง ด้วยการตรวจสอบอัตลักษณ์ทางกายภาพของผู้บริโภค เช่น ลายนิ้วมือ ใบหน้า ช่วยลดอัตราการทุจริตได้มากถึง 50% เมื่อเทียบกับการใช้รหัสผ่านแบบใช้ครั้งเดียว (OTP)
ปกป้องระบบนิเวศการชำระเงิน: วีซ่าลงทุนกว่า 13 พันล้านดอลลาร์ ในด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานในช่วงห้าปีที่ผ่านมา เพื่อพัฒนาบริการป้องกันการทุจริตแบบใหม่ อาทิ Visa Scam Disruption ซึ่งช่วยปกป้องการชำระเงินทุกรูปแบบ
4. บอกลาการกรอกข้อมูลบัตรแบบเดิม ๆ
อีคอมเมิร์ซในเอเชียแปซิฟิกเติบโตอย่างมาก การกรอกหมายเลขบัตรและรหัสความปลอดภัยหลังบัตรกำลังกลายเป็นเรื่องล้าสมัย ผู้บริโภคต้องการการชำระเงินที่รวดเร็วและเชื่อถือได้ จากผลวิจัยของวีซ่า พบว่า 6 ใน 10 ของผู้ตอบแบบสอบถาม ในเอเชียแปซิฟิกเคยเจอปัญหาจากการชำระด้วยบัตรอย่างน้อยหนึ่งครั้งในปีที่ผ่านมา สาเหตุจากการลืมข้อมูลบัตรหรือพลาด OTP ทำให้ประสบการณ์ของลูกค้าไม่ราบรื่นและร้านค้าอาจสูญเสียรายได้
5. การชำระเงินแบบใหม่ที่เชื่อมต่อกันได้
เอเชียแปซิฟิกเป็นศูนย์กลางของนวัตกรรมด้านการชำระเงิน ไม่ว่าจะเป็นดิจิทัลวอลเล็ต การชำระเงินผ่าน QR และระบบการชำระเงินแบบเรียลไทม์ (RTP) ซึ่งกลายส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และประเทศไทยก็ถือเป็นผู้นำด้านการชำระเงินผ่าน QR และดิจิทัลวอลเล็ต โดยมีพร้อมเพย์และการโอนเงินแบบเรียลไทม์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย
ปี 2569 จะเป็นปีที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะมีการเชื่อมต่อกันระหว่างการทำธุรกรรมด้วยเงินสด บัตร ดิจิทัลวอลเล็ต และสกุลเงินดิจิทัล ถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้คนไทยสามารถทำธุรกรรมทางการเงินข้ามแพลตฟอร์ม ข้ามสกุลเงิน และข้ามพรมแดนได้
ในปี 2569 รัฐบาลและธุรกิจในเอเชียแปซิฟิกจะเร่งเชื่อมโยงระบบมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์โลกดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยโทรศัพท์มือถือและ AI เราจะได้เห็นโซลูชันใหม่ ๆ เช่น Scan to Pay ที่ช่วยให้ผู้คนจ่ายเงินที่ร้านโปรดด้วยดิจิทัลวอลเล็ตได้สะดวกยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้ออกบัตรและแพลตฟอร์มต่าง ๆ จะปรับโครงสร้างพื้นฐานสู่ Cloud-native และ API-first ร่วมกับวีซ่าและ Pismo เพื่อสร้างประสบการณ์ดิจิทัลที่ครบวงจรและไร้รอยต่อ
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- AI กลายเป็นปัจจัยที่ 5 ไม่ใช่แค่ 'เครื่องมือช่วยทำงาน' แต่เป็น 'ผู้ช่วยส่วนตัวที่คิดแทนและลงมือทำ'
- จับตาเทรนด์ผู้บริโภคไทยปี 69 เน้นความคุ้มค่า-AI กลายเป็นเพื่อนคู่คิด-สังคมสูงวัย
- 2569 จับตา 'ผลกระทบด้านลบ' ในยุค 'AI' เขย่าโลก
ติดตามเราได้ที่