CPAXT 6 โบรกฯ คาดกำไร Q4/68 ที่กว่า 3 พันลบ. แห่ลดราคาเป้าหมายลง
#CPAXT #ทันหุ้น-โบรกเกอร์ 6 รายออกบทวิเคราะห์หุ้นบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT โดยคาดว่ากำไรไตรมาส 4/68 จะอยู่ที่กว่า 3 พันล้านบาท โบรกเกอร์พร้อมใจปรับลดประมาณการกำไรและราคาเป้าหมายลง เนื่องจากมองว่าจะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ชะลอตัว ทำให้กำลังซื้อลดลง
บล.เอเซีย พลัส คาดว่า CPAXT จะมีกำไรสุทธิไตรมาส 4/68 อยู่ที่ราว 2.8 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 51% QoQ แต่ลดลง 30% YoY โดยกำไรที่โตขึ้น QoQ เพราะฐานต่ำในไตรมาส 3/68 ซึ่งเป็นช่วง low season ของธุรกิจ ขณะที่กำไรตกต่ำแรง YoY เพราะยอดขายลดลง จากการที่ยอดขายจากสาขาเดิม (Same Store Sales-SSS) ชะลอตัวลง เพราะถูกฉุดจากธุรกิจค้าปลีก (Lotus’s) ที่ได้รับผลกระทบจากภัยไซเบอร์ ทำให้ต้องระงับการขายออนไลน์ไป 2 สัปดาห์ ในเดือน ต.ค. 2568 ส่วนธุรกิจค้าส่ง (MAKRO) ค่อนข้างทรงตัว และอัตรากำไรขั้นต้น (มาร์จิ้น) โดยรวมลดลง
ส่วนแนวโน้มไตรมาส 1/69 คาดว่าผลดำเนินงานน่าจะชะลอตัวลงทั้ง QoQ และ YoY เพราะโดยปกติแล้วยอดขายในไตรมาส 1 ของทุกปีจะลดลง หลังผ่าน High season ไปแล้วในไตรมาสก่อน นอกจากนี้คาดกำลังซื้อจะถูกกดดันจากจีดีพีในไตรมาส 1/69 ที่คาดจะเติบโตต่ำกว่าในไตรมาส 1/68ที่โตถึง 3.2% และไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใดจากทางภาครัฐ เมื่อเทียบกับในไตรมาส 1/68 ที่ภาครัฐมีมาตรการ Easy E-Receipt ซึ่งสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 50,000 บาท
ฝ่ายวิจัยเอเซีย พลัสได้ปรับลดประมาณการกำไรปี 2568-2569 ลงจากเดิม โดยปรับสมมติฐานยอดขายให้สอดคล้องกับการดำเนินงานปี 2568 ที่น่าจะออกมาชะลอลงและแนวโน้มปี 2569 ที่ต้องเผชิญกับเศรษฐกิจที่โตต่ำ ซึ่งทำให้กำไรสุทธิปี 2568– 2569ลดลงเฉลี่ยราว 12% จากเดิมเหลือ 9.6 พันล้านบาท (-9%YoY) และ 1.05 หมื่นล้านบาท(+9%YoY) ตามลำดับ โดยได้ปรับราคาเป้าหมายลงมาอยู่ที่ 16.20 บาท จากเดิมอยู่ที่ 23.00 บาท ยังเหลือ upside เพียง 9% ทำให้ต้องปรับลดคำแนะนำลงจากเดิมซื้อ เป็น ถือ เนื่องจาก
บล.ฟินันเซีย ไซรัส ประเมินว่ากำไรไตรมาส 4/68 ของ CPAXT อยู่ที่ 3,105 ล้านบาท ลดลง 22.7% YoY แต่เพิ่มขึ้น 66.6% QoQ โดยทิศทางกำไรดังกล่าวต่ำกว่าที่ฝ่ายวิจัยและตลาดคาดเดิม ซึ่งอ่อนแอกว่าคาด เนื่องจากธุรกิจ Lotus ที่อ่อนแอกว่าคาด ภาพรวมยอดขายรวมไตรมาส 4/68 คาดทรงตัว โดยได้ปรับลดประมาณการกำไรปี 2568-2569 ลง 4.8% และ 8.5% ตามลำดับ เพื่อสะท้อนทิศทางไตรมาส 4/68 ที่แย่กว่าคาด โดยมีปัจจัยกดดันต่ออัตรากำไรขั้นต้น หรือ GPM จากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และการแข่งขันที่สูงขึ้น โดยได้ปรับลำคำแนะนำเป็นถือ พร้อมทั้งปรับราคาเป้าหมายใหม่เป็น 17.50 บาท จากเดิมอยู่ที่ 23.00 บาท
บล.เคจีไอ(ประเทศไทย) คาดว่า CPAXT จะมีกำไรไตรมาส 4/68 อยู่ที่ 2.5 พันล้านบาท ลดลง 36% YoY แต่เพิ่มขึ้น 36% QoQ และมองว่ากำไรทั้งปี 2568 อยู่ที่ 9.3 พันล้านบาท ลดลง 12% YoY ซึ่งกำไรที่ลดลง เพราะการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคอ่อนแอจากภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย โดยปัจจัยที่ต้องติดตามได้แก่ สภาวะของการจับจ่ายใช้สอยผู้บริโภคหลังเลือกตั้ง และผลดำเนินงานของโครงการ Happitat โดยได้ปรับลดราคาเป้าหมายลงเป็น 16.00 บาทจากเดิมอยู่ที่ 17.00 บาท ยังคงคำแนะนำถือ
บล.ฟิลลิป(ประเทศไทย) คาดว่า CPAXT ในไตรมาส 4/68 จะมีกำไรอยู่ที่ 3,042 ล้านบาท ลดลง 23.2% YoY แต่เพิ่มขึ้น 63.0% QoQ เนื่องจากกำลังซื้อที่ยังคงอ่อนแอจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัว ประกอบกับเหตุการณ์ที่ไม่สนับสนุนการบริโภค เช่น น้ำท่วมในภาคใต้ ความไม่สงบในชายแดนไทย-กัมพูชา โดยได้ปรับลดราคาพื้นฐานปี 2569 ลงมาอยู่ที่ 20.40 บาท จากเดิมอยู่ที่ 23.40 บาท แต่แนะนำซื้อ เนื่องจากยังคงมี upside จากราคาปัจจุบัน แต่ในระยะสั้นมองว่าธุรกิจค้าปลีกยังคงถูกกดดันจากภาพเศรษฐกิจและการแข่งขันที่รุนแรง มองรอการฟื้นตัวของกำลังซื้อและแนวโน้มยอดขายที่ชัดเจนก่อน
บล.กรุงศรี ยังคงแนะนำถือในหุ้น CPAXT แต่ได้ปรับลดราคาเป้าหมายลงมาอยู่ที่ 16 บาทจากเดิมอยู่ที่ 21 บาท เนื่องจากกำไรไตรมาส 4/68 มีแนวโน้มอ่อนตัวกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้า โดยคาดว่าจะมีกำไรอยู่ที่ 3.4 พันล้านบาท ลดลง 12% YoY แต่เพิ่มขึ้น 84% QoQ สาเหตุที่กำไรลดลงมาจากอัตราการเติบโตของยอดขายจากสาขาเดิมที่อ่อนตัวลงหรือติดลบ 1.5% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/67 ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 2.5% ประกอบกับอัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลง จากการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนของรายได้ไปยังกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารซึ่งมีอัตรากำไรต่ำ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา
โดยได้ปรับลดประมาณการกำไรหลักในปี 2568-2570 โดยมีการปรับลดอัตรากำไรขั้นต้นและปรับเพิ่มอัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขาย แต่เชื่อว่าการปรับฐานของราคาหุ้น 7.5% ในช่วงเดือนที่ผ่านมาได้สะท้อนแนวโน้มที่อ่อนแอไปแล้ว โดยคาดว่า CPAXT จะประกาศงบในวันที่ 20 ก.พ. 2569
บล.พาย ได้ปรับลดราคาเป้าหมายหุ้น CPAXT ลงมาอยู่ที่ 18 บาท จากเดิมอยู่ที่ 19 บาท และแนะนำถือ เพื่อสะท้อนถึงการปรับลดประมาณการกำไรปี 2568-2569 ลง 8-9% จากอัตรากำไรขั้นต้นที่มีแนวโน้มอ่อนตัวกว่าคาด จากการแข่งขันที่สูงขึ้นตามภาวะกำลังซื้อผู้บริโภคที่อ่อนแอ ส่วนผลดำเนินงานไตรมาส 4/68 คาดว่าจะมีกำไรอยู่ที่ 3 พันล้านบาท ลดลง 25% YoY แต่เพิ่มขึ้น 59% QoQ