โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุจิตต์ วงษ์เทศ | บ้านเชียง ต้นทางความเป็นไทย

MATICHON ONLINE

อัพเดต 19 ก.พ. เวลา 10.52 น. • เผยแพร่ 19 ก.พ. เวลา 09.35 น.
สถานทูตไทยในสวิส รับมอบ 11 ภาชนะดินเผา “บ้านเชียง” จ่อส่งต่อกรมศิลป์ขึ้นทะเบียน-อนุรักษ์ พร้อมจัดแสดงให้คนไทยได้ชม เผยที่มา “ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม” สมัครใจส่งคืนกลับถิ่นกำเนิด

เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบิร์น สวิตเซอร์แลนด์ จัดพิธี รับมอบโบราณวัตถุจำนวน 11 ชิ้น กลับคืนสู่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ณ อาคารที่ทำการสถานเอกอัครราชทูตฯ โดยนางสาวพรรณนภา จันทรารมย์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงเบิร์น เป็นผู้แทนไทยในการรับมอบ และนาง Fabienne Baraga หัวหน้าหน่วยงานเชี่ยวชาญด้านการส่งมอบทรัพย์สินทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศ ภายใต้สำนักงานวัฒนธรรมแห่งสหพันธ์สวิส กระทรวงมหาดไทยสวิส เป็นผู้แทนฝ่ายสวิสในการส่งมอบ

โบราณวัตถุจำนวน 11 ชิ้นดังกล่าว ได้รับการส่งมอบผ่านทางการสวิสโดยสมัครใจจากผู้ครอบครองที่ไม่ประสงค์ออกนาม ซึ่งมีความประสงค์จะส่งคืนสิ่งของล้ำค่าทางประวัติศาสตร์เหล่านี้กลับสู่ถิ่นกำเนิด เบื้องต้นคาดว่า อาจมีแหล่งที่มาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยในแหล่งโบราณคดีวัฒนธรรมบ้างเชียง

(ที่มา : https://www.matichon.co.th/foreign/news_5593342)

บ้านเชียง “มรดกโลก” แหล่งโบราณคดีมีการเมืองระหว่างประเทศสมัยสงครามเย็นถึงสงครามเวียดนาม

ก่อนพบบ้านเชียง ประวัติศาสตร์โบราณคดีในประเทศไทยที่ผ่านมามีกรอบคิด 2 แบบต่อเนื่องกัน คือแบบอาณานิคมกับแบบจักรวรรดินิยม

(1.) แบบอาณานิคม หมายถึงกรอบคิดช่วงสงครามล่าอาณานิคมสมัยต้นรัตนโกสินทร์ โดยสรุปว่า

(ก.) อุษาคเนย์ดั้งเดิมเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน ครั้นหลังรับวัฒนธรรมอินเดียจึงมีบ้านเมืองและรัฐใหญ่น้อยสืบเนื่องถึงสมัยหลัง

เรื่องนี้นักปราชญ์ไทยและฝรั่งคัดค้านว่าไม่จริง โดยอ้างหลักฐานโบราณคดีสมัยโลหะว่า แผ่นดินใหญ่อุษาคเนย์ค้าทองแดง (สุวรรณภูมิ) มั่งคั่ง จึงมีบ้านเมืองใหญ่โตแล้วตั้งแต่ ก่อนรับวัฒนธรรมอินเดีย

(ข.) คนเชื้อชาติไทย สายเลือดบริสุทธิ์ มีถิ่นกำเนิดในจีน แล้วอพยพลงมาสร้างสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรกของไทย ซึ่งยังส่งอิทธิพลต่อแนวคิดทางการไทยขณะนี้

นักปราชญ์ไทยคัดค้านว่าไม่เคยพบหลักฐานวิชาการว่าคนเชื้อชาติไทยมีถิ่นกำเนิดในจีน

(2.)แบบจักรวรรดินิยม หมายถึงกรอบคิดช่วงสงครามเย็น-สงครามเวียดนาม ที่มีสหรัฐเป็นหัวโจก สืบเนื่องสมัยปัจจุบัน มี 2 ช่วง

ช่วงแรก พ.ศ.2503 โบราณคดีจากเดนมาร์กร่วมกับโบราณคดีกรมศิลปากร ขุดค้นที่บ้านเก่า (จ.กาญจนบุรี) พบโครงกระดูกมนุษย์จำนวนมาก

กระตุ้นคำถามคนไทยเป็นใคร? มาจากไหน? แต่ทุกวันนี้ไม่มีคำตอบจากทางการไทย

ช่วงหลัง พ.ศ.2509 โบราณคดีจากสหรัฐร่วมกับโบราณคดีกรมศิลปากร ขุนค้นที่บ้านเชียง (จ.อุดรธานี) พบมากเครื่องสำริดและหม้อลายเขียนสี แล้วโหมโฆษณาว่าเครื่องสำริดบ้านเชียงมีอายุเก่าที่สุดในโลก

แต่นักโบราณคดีทั่วโลกไม่เชื่อ

[ข้อมูลสำคัญอย่างละเอียดอยู่ในบทความ “การขุดค้นยุคก่อนประวัติศาสตร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในยุคสงครามเย็น: โบราณคดีอเมริกันในประเทศไทยที่เป็นอาณานิคมใหม่” เขียนโดย มอริซิโอ เปเลจจี อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงค์โปร์ แปลโดย เกรียงศักดิ์ เชษฐพัฒนวนิช อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จากต้นฉบับ Maurizio Peleggi “Excavating Southeast Asia’s prehistory in the Cold War: American archaeology in neocolonial Thailand,” Journal of Social Archaeology 6, no.1 (2016): 94-111. พิมพ์ครั้งแรกใน วารสารประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปีที่ 7 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน 2563)]

วัฒนธรรมบ้านเชียง

ต้นทางความเป็นไทยส่วนหนึ่งอยู่ที่วัฒนธรรมบ้านเชียง

เครื่องสำริด เป็นต้นทางหล่อเทวรูปและพระพุทธรูปสมัยรับศาสนาจากอินเดีย หลัง พ.ศ.1000 สืบเนื่องจนปัจจุบัน

หม้อเขียนสี รูปสัญลักษณ์ของขวัญตามความเชื่อศาสนาผี โดยจำลองจากขวัญของคนบนกบาลกลางกระหม่อมคล้ายก้นหอย ยังเชื่อสืบจนปัจจุบัน

ฝังศพ เครื่องสำริดและหม้อเขียนสี ทำขึ้นเพื่อฝังดินไปกับศพ (ไม่ใช้ในชีวิตประจำวัน)ตามความเชื่อเรื่องขวัญทางศาสนาผี ว่าคนตาย ขวัญไม่ตาย แต่ขวัญกลายเป็นผีที่เคลื่อนไหวได้ จับต้องไม่ได้ มองไม่เห็น ยังมีวิถีปกติในโลกต่างมิติคือโลกของผี ต้องมีเครื่องมือเครื่องใช้เหมือนเมื่อไม่ตาย

พื้นที่ฝังศพ เป็นลานกลางบ้าน หรือกลางชุมชน

ศพ ตระกูลหัวหน้าเผ่าพันธุ์ (ไม่เป็นศพชาวบ้านทั่วไป)

ศพชนชั้นนำ

ชุมชนยุคเริ่มแรกเมื่อหลายพันปีมาแล้ว มีคนต่างระดับ ได้แก่ คนในตระกูลชาวบ้านและตระกูลชนชั้นนำ พิธีกรรมหลังความตายจึงมีต่างกัน

พิธีกรรมหลังความตายที่สำคัญเป็นภารกิจทางสังคมสมัยนั้นด้วยการวางให้แร้งกากิน, โยนลงแม่น้ำลำคลอง, ฝัง, เผา และ ฯลฯ คือการขจัดซากศพให้เป็นไป ไม่อุจาด, ไม่แพร่โรค, ไม่สร้างมลภาวะ และ ฯลฯ

ชาวบ้าน หลังความตายปล่อยให้แร้งกากิน ส่วนชนชั้นนำ หลังความสุดอลังการมีข้อมูลในหนังสือศาสนาผี (สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก 2568) จะคัดบางตอนมาดังนี้

โครงกระดูกมนุษย์อายุราว 3,000-2,500 ปีมาแล้ว ที่นักโบราณคดีขุดพบในหลุมฝังศพ ล้วนเป็นของตระกูลชนชั้นนำหัวหน้าเผ่าพันธุ์ จึงมีสิ่งของมีค่าทำด้วยเทคโนโลยีสูงจำนวนมากฝังรวมอยู่ด้วย (คนทั่วไปไม่มี) เช่น เครื่องมือสำริด, เหล็ก ฯลฯ

ชนชั้นนำ หมายถึง หัวหน้าเผ่าพันธุ์ (Chiefdom) และเครือญาติซึ่งมีไม่น้อย ล้วนมีที่ฝังศพกำหนดไว้โดยเฉพาะ ได้แก่ ลานกลางบ้าน และมีพิธีกรรมเป็นแบบแผนใหญ่โตโอ่อ่าอลังการ (สืบเนื่องถึงปัจจุบันที่มีรูปแบบต่างไป)

ความตายของชนชั้นนำมี 2 ส่วน คือ ร่างกายกับขวัญ (ตามความเชื่อทางศาสนาผีว่าความเป็นคนมี 2 ส่วนที่มีความสำคัญเท่ากัน คือ ร่างกายกับขวัญ)

ร่างกาย คือ ส่วนที่เป็นตัวตน ได้แก่ กระดูกทั้งหลายที่เหลือจากการฝังดินจนเนื้อหนังเปื่อยยุ่ยหลุดลอกออกมาหมดแล้ว จากนั้นเอากระดูกทำความสะอาดรวบรวมใส่ภาชนะดินเผาที่มีรูปร่างคล้ายน้ำเต้า แล้วมีพิธีกรรมทำศพครั้งที่ 2

ภาชนะใส่กระดูกคนตาย (ที่ขุดขึ้นมาหลังฝังศพครั้งแรกเมื่อเนื้อหนังเน่าเปื่อยหมดแล้ว) แล้วฝังดินอีกครั้งในพิธีฝังศพครั้งที่ 2 เสมือนคืนสู่ครรภ์มารดาอีกครั้งหนึ่ง

รูปร่างภาชนะใส่ศพคล้ายผลน้ำเต้าที่มีรูปร่างทั้งกลมและยาว แต่ผลกลมรีมีเอวคอด ดูคล้ายมดลูกของแม่

นักโบราณคดีกรมศิลปากรเคยขุดพบภาชนะดินเผาใส่กระดูกคนตาย ทรงกลม มีฝาปิด (คล้ายผลน้ำเต้า) สอดคล้องกับคำบอกเล่าดั้งเดิมว่าคนมีกำเนิดจากผลน้ำเต้า จึงเป็นพยานว่าคำบอกเล่าดั้งเดิมนั้นได้รับยกย่องว่าศักดิ์สิทธิ์เป็นที่รับรู้กว้างขวางตั้งแต่ราว 2,500 ปีมาแล้ว สืบจนปัจจุบัน

ภาชนะใส่ศพทำด้วยดินเผาหรือหินเสมือนครรภ์มารดา ล้วนเป็นต้นแบบโกศสมัยหลังๆ จนปัจจุบัน โดยยืมคำว่า “โกศ” จากภาษาบาลี-สันสกฤต เพื่อเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ แต่ในอินเดียไม่มีประเพณีบรรจุศพใส่โกศ

ขวัญ คือ ส่วนที่ไม่เป็นตัวตน ถูกเรียกว่าผี อยู่ในโลกผี

ด้วยรากฐานความเชื่อดังกล่าวเมื่อมีคนตายจึงมีพิธีกรรมดังนี้

1. สู่ขวัญ ไม่พบหลักฐานตรงไปตรงมาว่ามีสู่ขวัญบนเรือนคนตายหรือใต้ถุนเรือน แต่พบประเพณีสมัยหลังๆ ว่ามีสู่ขวัญหลายวันหลายคืนจนศพเน่า จึงเอาศพฝังดินเพื่อรอขวัญคืนร่าง โดยจัดเครื่องมือเครื่องใช้ฝังไปด้วยให้ขวัญของคนตายใช้สอยเหมือนตอนไม่ตาย

2. ฝังศพครั้งที่ 2 เป็นพิธีกรรมในโซเมีย 2,500 ปีมาแล้ว เมื่อฝังศพไว้ใต้ถุนเรือนนานนับปีหรือหลายปีจนเนื้อหนังผุเปื่อยกลายเป็นดิน จึงคงเหลือกระดูกเป็นโครง ก็พากันขุดโครงกระดูกล้างน้ำทำความสะอาดแล้วบรรจุภาชนะแบบใดแบบหนึ่ง (เช่น ไหหิน, หม้อดินเผา, แค็ปซูลดินเผา เป็นต้น) แล้วเอาภาชนะใส่กระดูกไปทำพิธีฝังอีกครั้งหนึ่ง เรียกพิธีศพครั้งที่ 2 (แล้วทำสืบเนื่องถึงปัจจุบัน แต่เปลี่ยนรูปแบบไป)

[โซเมีย (อย่างคร่าวๆ) หมายถึงพื้นที่สูงทางตอนใต้ลุ่มน้ำแยงซี (ในจีน) ต่อเนื่องถึงลุ่มน้ำโขง, ลุ่มน้ำสาละวิน, ลุ่มน้ำแดง, ลุ่มน้ำเจ้าพระยา]

พิธีกรรมหลังความตาย

งานศพดึกดำบรรพ์ตั้งแต่เริ่มพิธีสู่ขวัญ แล้วตามด้วยพิธีฝังศพครั้งที่ 2 น่าจะมีบนพื้นที่เดียวกันซึ่งสมมุติเรียกตามคำสมัยหลังว่า “ลานกลางบ้าน” (หรือ “ข่วง”) ที่แต่ก่อนมีทุกหมู่บ้าน

สมัยดั้งเดิมหลายพันปีมาแล้ว หลุมฝังศพพร้อมเฮือนแฮ้วมีแหล่งรวมอยู่ลานกลางบ้านซึ่งเป็นย่านกลางรวมความเฮี้ยนทั้งปวงของชุมชน แต่ไม่ใช่ป่าช้าหรือสุสานใช้เฉพาะฝังศพเหมือนทุกวันนี้

ลานกลางบ้าน หมายถึง ที่โล่งกว้างโดยไม่ต้องโล่งแจ้งเหมือนทุ่งราบก็ได้ จะเป็นที่โล่งมีต้นไม้เป็นหย่อมๆ ก็ได้ (คล้ายป่าชุมชนปัจจุบัน) ถือเป็นลานเฮี้ยนและขลังอยู่ท่ามกลางชุมชนหมู่บ้านตามธรรมชาติ โดยไม่แยกต่างหากจากชุมชน แต่เป็นพื้นที่เดียวกัน หรือเป็นส่วนหนึ่งของหมู่บ้าน (ทางอีสานกับทางเหนือเรียกข่วง) ถูกใช้เป็นศูนย์กลางพิธีกรรมตลอดปีของชุมชน ที่สำคัญคือพิธีเลี้ยงผีฟ้าผีแถน จึงเป็นที่สิงสู่และไปมาของปวงผีที่เชิญมาในพิธี เพราะมีหลุมฝังศพของบรรพชนที่เคยเป็นหัวหน้าเผ่าพันธุ์หลายชั่วคนพร้อมโคตรตระกูล

ส่วนรอบๆ ลานกลางบ้านเป็นหมู่เรือนของหัวหน้าเผ่าพันธุ์และโคตรตระกูลเครือญาติ ถัดออกไปจึงเป็นเรือนของชาวบ้านบริวารบ่าวไพร่

ทั้งนี้ด้วยการเปรียบเทียบพิธีศพของผู้ไท (เวียดนาม) ทำในป่าแฮ้ว หรือป่าเฮ่ว (พื้นที่สาธารณะของชุมชนใช้ฝังศพ ความหมายเดียวกับป่าช้า) ให้หลุมฝังศพอยู่ใต้เฮือนแฮ้ว (หมายถึงเรือนเสาสูงขนาดย่อส่วนเรือนจริง ใช้ปลูกคร่อมหลุมฝังศพ) ด้วยเชื่อว่าผีขวัญได้ใช้งานเฮือนแฮ้ว เหมือนเรือนจริงเมื่อมีชีวิต

[คำว่า “ป่า” ความหมายดั้งเดิมคือ ย่าน, บริเวณ (มีใช้สืบมาถึงสมัยรัฐอยุธยา เรียกตลาดย่านต่างๆ ว่า ป่า) ดังนั้นป่าแฮ้ว, ป่าเฮ่ว สมัยดั้งเดิมหมายถึงย่านฝังศพซึ่งอยู่ในชุมชนเป็นที่รู้กัน อาจเป็นลานกลางบ้านก็ได้]

พิธีศพตั้งแต่ฝังครั้งแรกต่อเนื่องพิธีศพครั้งที่ 2 รวมอยู่บนพื้นที่เดียวกัน มีนักวิชาการโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยศิลปากร บอกว่าพบหลักฐานเป็นแหล่งสำคัญขนาดใหญ่อยู่บ้านเมืองบัว (อ. เกษตรวิสัย จ. ร้อยเอ็ด)

ชุมชนลักษณะพิเศษอยู่ที่แหล่งโคกพนมดี อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี มีลานกลางบ้านเป็นที่ฝังศพพร้อมเฮือนแฮ้วอยู่บนเนินดินสูงเหมือนเนินเขาเตี้ยๆ อยู่โดดๆ ท่ามกลางทุ่งราบล้อมรอบเป็นที่ตั้งบ้านเรือนกลุ่มชนหรือบริวาร (ปัจจุบันเป็นทุ่งนา)

[คำอธิบายเก่ามีว่าชุมชนดึกดำบรรพ์ฝังศพใต้ถุนเรือน มาจากการตีความเมื่อนักโบราณคดีขุดพบโครงกระดูกพร้อมหลุมเสาที่เข้าใจว่าเป็นเสาเรือน แต่หลักฐานจากพิธีศพของผู้ไท (ในเวียดนาม) เป็นพยานชวนให้เชื่อว่าใต้ถุนเรือนที่นักโบราณคดีอ้างถึงนั้นแท้จริงเป็นใต้ถุน “เฮือนแฮ้ว” มีต้นเสาปลูกคร่อมหลุมฝังศพ ไม่ใช่เรือนจริงอันเป็นที่อยู่อาศัยของคนทั่วไป]

บริเวณที่ฝังศพพบเครื่องมือเครื่องใช้หลากหลายอาจแยกได้ 2 ประเภท ได้แก่ (1.) สิ่งของที่ฝังรวมกับศพ และ (2.) สิ่งของในชีวิตประจำวันของคนทั่วไปสมัยนั้นซึ่งมีลักษณะต่างจากที่พบในหลุมศพ

ตรงนี้เกี่ยวข้องอย่างน้อย 2 ประเด็น ได้แก่

ประเด็นแรก ลานกลางบ้านเป็นแหล่งฝังศพบรรพชนซึ่งเคยเป็นหัวหน้าเผ่าพันธุ์และโคตรตระกูล จึงมีคนตายและมีพิธีเลี้ยงผีสู่ขวัญกับส่งขวัญสม่ำเสมอตรงนี้ตรงนั้นตรงโน้น

ประเด็นหลัง ลานกลางบ้านเป็นแหล่งรวมศูนย์พิธีกรรมของเผ่าพันธุ์ซึ่งคนหลายชุมชนที่เป็นเผ่าพันธุ์เดียวกันเข้าร่วมจำนวนมาก มีกิจกรรมทั้งปี และมีครั้งละนานๆ หลายวัน เช่น 10 วัน, 15 วัน, 20 วัน เป็นต้น ล้วนเป็นพิธีกรรมเพื่อขอความมั่นคงและความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ในพืชพันธุ์ว่านยาข้าวปลาอาหาร (มีตัวอย่างสมัยหลังๆ ในกฎมณเฑียรบาลของรัฐอยุธยาตอนต้นๆ)

ในหลุมศพพบโครงกระดูกพร้อมเครื่องมือเครื่องใช้ฝังรวมกับศพ ส่วนเครื่องมือเครื่องใช้ที่พบเหล่านั้นทำจากวัสดุมีค่าด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงและก้าวหน้าในสมัยนั้น ซึ่งชาวบ้านทั่วไปไม่มีและทำเองไม่ได้ เช่น เครื่องมือเครื่องใช้ทำจากสำริด, หินสีมีค่าจากแดนอื่น เป็นต้น สิ่งของเหล่านี้สำหรับคนตายที่เป็นผีขวัญได้ใช้สอยในโลกต่างมิติ

หลุมศพบางแห่งพบโครงกระดูกหมาทั้งตัวฝังรวมด้วย ทั้งนี้เป็นไปตามความเชื่อว่าหมาเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ใช้นำทางผีขวัญของหัวหน้าเผ่าพันธุ์ขึ้นฟ้าไปรวมพลังเป็นหนึ่งเดียวกับผีฟ้าคือแถน เพื่อปกป้องคุ้มครองคนทั้งหลายที่ยังไม่ตายอยู่ในชุมชน

ลานกลางบ้าน โดยสรุปรวมๆ เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ใช้ทำพิธีกรรม เช่น ฆ่าคน, ฆ่าสัตว์, เซ่นผีบรรพชน, ร้องรำทำเพลงเลี้ยงผีบรรพชน, แก้บน และเสี่ยงทาย ฯลฯ รวมทั้งเป็นที่ฝังศพบุคคลสำคัญของเผ่าพันธุ์ เช่น หมอมดหมอผีหัวหน้าเผ่า [หลังรับศาสนาจากอินเดียก็สร้างครอบด้วยศาสนสถาน มีหลักฐานทั่วประเทศ เช่น เจดีย์วัดช้างล้อม และเจดีย์วัดชมชื่น (อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย), ปราสาทพนมวัน (จ.นครราชสีมา)]

ฝังศพใต้ถุนเรือนจำลอง (ไม่ใช่เรือนจริง)

งานศพมีที่บ้านคนตาย (ยังไม่มีวัด เพราะยังไม่รับศาสนาจากอินเดีย แม้มีวัดแล้วในชนบทถึงทุกวันนี้บางแห่งยังมีพิธีศพในบ้าน) ด้วยการสู่ขวัญเรียกขวัญคนตายให้คืนร่าง

นานหลายวันหลายคืนจนเนื้อหนังร่างกายคนตายเน่าเหม็น แต่ขวัญยังไม่กลับมา ต้องเอาศพฝังดิน ด้วยหวังอีกว่าขวัญจะคืนร่าง จึงทำภาชนะเขียนสีเป็นลายขวัญฝังไปกับศพด้วย (เช่น หม้อลายเขียนสีในวัฒนธรรมบ้านเชียง จ.อุดรธานี)

คนดั้งเดิมฝังศพใส่หลุมไว้ใต้ถุนบ้านโดยไม่มีโลงศพ ชุมชนบางแห่งฝังศพทับซ้อนบริเวณเดียวกันหลายยุค เพราะอยู่สืบต่อกันมานานหลายสมัย

[มีคำอธิบายอีกมากในหนังสือ สมัยก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย ของ ชิน อยู่ดี กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2510 หน้า 26, 35, 39, 53, 57 ฯลฯ]

ต่อมานักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา มีคำอธิบายในรายงานการขุดค้นที่บ้านเชียง จ. อุดรธานี เป็นภาพวาดจากจินตนาการของจิตรกร รูปเรือนเสาสูงมีใต้ถุนเป็นที่ทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันและเป็นที่ฝังศพ โดยขุดพบหลักฐานกระจัดกระจายคล้าย“ขยะ” ทั้งเศษภาชนะดินเผารวมทั้งกระดูกสัตว์และเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ

คำอธิบายของนักปราชญ์ครูบาอาจารย์กับนักโบราณคดีรุ่นใหม่เป็นที่น่าเชื่อถือต่อสาธารณะตลอดมา [รวมทั้งผมเองเคยเขียนไว้ในหนังสือหลายเล่มแล้วอธิบายเพิ่มด้วยว่าเหตุที่ฝังศพใต้ถุนเรือนก็เพราะวิถีชีวิตจริงของคนแต่ก่อนโน้นกิจกรรมประจำวันล้วนมีบริเวณใต้ถุนเรือนเสาสูง (ปัจจุบันถูกตีขลุมเหมาเรียก “เรือนไทย”) ได้แก่ หุงข้าว, ตี หม้อ, ทอผ้า, เลี้ยงสัตว์ เป็นต้น ส่วนบนเรือนเอาไว้ “ซุกหัวนอน” เท่านั้นเพื่อหนีสัตว์ร้ายตอนกลางคืน]

ครั้นหลังจากนั้นพบหลักฐานเพิ่มขึ้น จึงต้องทบทวนข้อมูลทั้งหมด แล้วพบใหม่ว่าแท้จริงแล้วพิธีศพครั้งที่ 2 บริเวณลานกลางบ้านด้วยการฝังศพไว้ใต้ถุนเรือนจำลอง เรียก “เฮือนแฮ่ว” (ไม่ใช่เรือนจริง) ซึ่งบางแห่งยังทำสืบเนื่องถึงปัจจุบัน แต่เปลี่ยนรูปแบบเท่านั้น

หลังความตายของชนชั้นนำ มีพิธีกรรมตามลำดับ ดังนี้ (1.) เรียกขวัญคืนร่าง (2.) ส่งขวัญขึ้นฟ้าไปรวมพลังกับขวัญบรรพชนเป็น “ผีฟ้า”

ส่วนหลักฐานโบราณคดีที่พบ [ภาพและข้อมูลจากหนังสือ สยามดึกดำบรรพ์ ยุคก่อนประวัติศาสตร์ถึงสมัยสุโขทัย โดย ชาร์ลส ไฮแอม และ รัชนี ทศรัตน์ (ฉบับภาษาไทย) สำนักพิมพ์ริเวอร์ บุ๊คส์ พิพม์ครั้งแรก พ.ศ. 2542] ได้แก่ พื้นที่ฝังศพ, หลุมฝังศพ, เครื่องใช้ในหลุมศพ, เฮือนแฮ้ว เป็นต้น

1.พื้นที่ฝังศพ โดยทั่วไปเป็นพื้นที่พิเศษอยู่ในชุมชน (ไม่อยู่นอกชุมชน) ที่สมัยหลังเรียก “ลานกลางบ้าน” เป็นที่ฝังศพของชนชั้นนำและโคตรตระกูลของชุมชนนั้น ซึ่งเป็นโคตรตระกูลใหญ่มีฐานะทางสังคมลดหลั่นไป ได้แก่ (1.) หัวหน้าเผ่าพันธุ์ มีเครื่องใช้และเครื่องประดับคับคั่ง และ (2.) โคตรตระกูลเครือญาติทั่วไป เครื่องใช้และเครื่องประดับไม่มาก (หรือไม่มี)

แต่บางแห่งมีลักษณะเฉพาะต่างจากแหล่งทั่วไป คือ โคกพนมดี (อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี) เนินดินเนื้อที่ 30 ไร่ สูงประมาณ 12 เมตรจากพื้นราบ โดดเด่นอยู่กลางทุ่งนากว้างไกล เป็นที่ฝังศพชนชั้นนำและโคตรตระกูล มีเครือญาติหลายระดับลดหลั่นเกือบ 200 โครง

[โคก แปลว่า ที่เนินสูง, พนม เป็นภาษาเขมรแปลว่าภูเขา, ดี กลายจาก ฎี ในภาษาเขมร (อ่านว่า เด็ย) แปลว่าดิน เมื่อรวมความแล้ว “โคกพนมดี” หมายถึงเขาดิน]

เนินดินโคกพนมดีไม่ใช่ที่อยู่อาศัย แต่เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับพิธีกรรมของเผ่าพันธุ์ ได้แก่ (1.) ฝังศพ เฉพาะชนชั้นนำและโคตรตระกูล (2.) พิธีกรรมเซ่นผี มีประจำทั้งปี มีคราวละหลายวัน ได้แก่ ขึ้นฤดูกาลใหม่ (เดือนอ้าย), เซ่นแม่ข้าว (แม่โพสพ), เซ่นผีเครื่องมือทำหากิน (เดือน 5) เป็นต้น

ที่อยู่อาศัยของชนชั้นนำและโคตรตระกูลเป็นเรือนครื่องผูกอยู่บริเวณที่ราบรอบเนินดินและปริมณฑล อยู่ปนกันกับประชากรทั่วไป

2.หลุมฝังศพ ถูกขุดดินเตรียมไว้ก่อนด้วยแรงงานคนจำนวนหนึ่งในชุมชน ซึ่งเป็นบริวาร (สมัยหลังเรียก “บ่าวไพร่”) ของชนชั้นนำ

ถ้าเป็นชาวบ้านทั่วไปไม่ฝังศพ เมื่อมีคนตายก็ขนซากศพไปวางกลางแจ้งซึ่งเป็นสถานที่จัดไว้ให้แร้งกากิน

3.เครื่องใช้ในหลุมศพ มีหลากหลายประเภท ได้แก่ (1.) สัญลักษณ์ของอำนาจ คล้ายกำไลคล้องข้อมือหรือแขน บางแห่งพบวัสดุวงกลมเจาะกลวง ขอบหยัก เป็นตัวแทนขวัญของคนตาย (2.) เครื่องประดับจำนวนมาก ทำจากวัสดุมีค่า มาจากชุมชนห่างไกลที่มีการติดต่อถึงกัน (3.) เครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน แต่ทำจำลองใช้เฉพาะพิธีศพ (ส่วนมากมักไม่ใช้ในชีวิตจริง) (4.) แผ่นไม้รองรับซากศพ (5.) โปรยดินเทศ (ผงสีแดง) ทั่วซากศพ

4.เฮือนแฮ้ว หมายถึงเรือนผี คือเรือนจำลองจากเรือนจริงใช้ปลูกคร่อมหลุมฝังศพให้ผีขวัญเจ้าของโครงกระดูกที่ฝังในดินได้ใช้งานเหมือนยังไม่ตาย ซึ่งยังพบสืบเนื่องในประเพณีฝังศพของผู้ไทในเวียดนาม

นักโบราณคดีขุดค้นที่โคกพนมดี อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี พบร่องรอยแล้วมีรายงานว่า “บริเวณที่ฝังศพมีรอยวงกลมของหลุมเสาเป็นระยะล้อมรอบอยู่ สันนิษฐานว่ามีอาคารไม้สร้างคลุมหลุมฝังศพ” (สยามดึกดำบรรพ์ พ.ศ. 2542 หน้า 55)

เฮือนแฮ่ว ในป่าแฮ่ว

เมื่อสภาพแวดล้อมทางสังคมวัฒนธรรมเปลี่ยนไป ต้องหามศพไปฝังนอกชุมชน

กิจกรรมหามศพไปฝังไม่ว่าที่ลานกลางบ้านหรือนอกชุมชน ต้องมีขบวนแห่ประโคมด้วยปี่ ฆ้อง กลอง กับร้องตะโกนเรียกขวัญ

ต่อมาเรียกพื้นที่ฝังศพตรงนั้นด้วยคำจำเพาะ เช่น ลุ่มน้ำโขง เรียก ป่าแฮ่ว, ป่าเฮ่ว ฯลฯ ตามความเชื่อที่ติดมากับประเพณีดั้งเดิมต้องปลูกเรือนคร่อมหลุมฝัง เรียก เฮือนแฮ่ว หรือ เฮือนแฮ้ว เมื่อคำว่า แฮ่ว, แฮ้ว มาจากเรี้ยว

ภัททิยา ยิมเรวัต (มหาวิทยาลัยมหิดล) อ้างถึงศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร อธิบายว่าเดิมคำ “เรี้ยว” ซึ่งหมายถึง “คนที่ตายไปนานแล้ว” และเรียกที่อยู่ของคนที่ตายไปแล้วว่า “ป่าเรี้ยว” จึงกลายเป็นป่าเร้ว, ป่าเฮ้ว, ป่าเฮี้ยว, หรือป่าแฮ้ว ในบางถิ่น

“ระหว่างตัวเรือนและเนินดินใต้ถุนเรือน จะมีเส้นฝ้ายสีขาวที่โยงจากที่นอนของผู้ตายบนเรือนมาสู่เนินดินบริเวณที่ฝังกระดูก เรียกว่า ‘สายเจอว’ ซึ่งจะเป็นเส้นทางให้ผู้ตายขึ้นมาใช้ข้าวของตลอดจนกินอาหารบนเรือน

ภายนอกเฮือนแฮ้วนี้ ใกล้ๆ กันจะปักเสาทำกอแฮ้ว ซึ่งบนยอดของกอแฮ้วจะปักร่มคล้ายฉัตร (ของไทยเรา) บนเสาหลักตรงยอดที่มีร่มปักอยู่นี้ก็จะปักไม้แยกออกไปทั้ง 2 ข้าง ซึ่งจะห้อยธงผ้าสีขาว สีแดง มีตัวม้า ตัวนก สำหรับเป็นพาหนะในการเดินทางของผู้ตายไปสู่เมืองฟ้า” (ประวัติศาสตร์สิบสองจุไท พ.ศ. 2544)

[เจีย แยนจอง เชื่อว่า ป่าแฮ่ว หรือ ป่าเฮ่ว มีส่วนเกี่ยวข้องแล้วพ้องคำจีนออก เสียว เสี้ยว หรือ เอี้ยว แสดงการไว้ทุกข์และแสดงความกตัญญู (มีในหนังสือ “คนไท” ไม่ใช่ “คนไทย” แต่เป็นเครือญาติชาติภาษา สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2548 หน้า 346-347)]

เฮือนแฮ่วในป่าแฮ่ว มีชุมชนชาติพันธุ์ทำสืบเนื่องเรื่อยมา ซึ่งพบภาพถ่ายเก่าในหนังสือของชาวยุโรป

ผีบรรพชน

เฮือนแฮ้วปลูกคร่อมหลุมศพของชนชั้นนำสมัยดั้งเดิมเริ่มแรกหลายพันปีมาแล้ว สืบเนื่องเป็นหอพระเชษฐบิดรหรือหอพระเทพบิดร แต่ในเมืองละโว้ (จ.ลพบุรี) เรียก ตึกพระเจ้าเหา (คำว่า เหา กลายคำจากเฮ่าในภาษาจีน หมายถึงผีบรรพชน)

หลังจากนั้นอีกนานในท้องถิ่นมีพัฒนาการเป็นหอเจ้านาย, หอผีเมือง, หอวีรชน, ศาลตายาย, ศาลเจ้าที่ ฯลฯ

ขวัญ

คำเรียกขวัญ ใช้ขับลำขวัญงานศพ เริ่มต้นด้วยคำบอกเล่ากำเนิดโลกและมนุษย์ ต่อด้วยประวัติบ้านเมืองต่างๆ เป็นความเรียงร้อยแก้วสลับคำคล้องจอง พบแทรกในตอนต้นพงศาวดารล้านช้าง และมีใน เล่าความเมือง และ ความโทเมือง

[บทความ “ความโทเมือง จากเมืองหม้วย” ของ เจมส์ อาร์. แชมเบอร์เลน (James R. Chamberlain) พิมพ์ครั้งแรกในวารสารรวมบทความประวัติศาสตร์ ฉบับ 8 (กุมภาพันธ์ 2529) อ้างไว้ในหนังสือ ประวัติศาสตร์ไทด : รากเหง้าวัฒนธรรม-สังคมไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ของ ยุกติ มุกดาวิจิตร พิมพ์ครั้งแรก โดย สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม พ.ศ. 2557]

ยังมีร่องรอยเค้ามูลอยู่ในบทเรียกขวัญของไทดำ สุมิตร ปิติพัฒน์ (ศาสนาและความเชื่อไทดำ พ.ศ. 2545 หน้า 89) พบว่าปัจจุบันเรียก บทสวดส่งผี มีโครงสร้างสำคัญ 2 ส่วน ได้แก่

ส่วนที่ 1 เรียกผีขวัญกลับ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ในป่า บนบก ในน้ำ ขอให้ผีขวัญกลับเรือน และบอกให้ผีขวัญรู้สึกตัว

ส่วนที่ 2 บอกทางผีขวัญไปเมืองฟ้า ว่าไปทางไหน? ผ่านอะไร? ต้องทำยังไง? ฯลฯ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สุจิตต์ วงษ์เทศ | บ้านเชียง ต้นทางความเป็นไทย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...