โพลสถาบันพระปกเกล้าชี้ คนไทยยอมรอตั้งรัฐบาลช้า 5 เดือนเพื่อความถูกต้อง ดักทางรัฐบาลใหม่เร่งฟื้นเศรษฐกิจก่อนแก้ รธน.
วันนี้ (13 มีนาคม) สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน (KPI Poll) ครั้งที่ 12 ในหัวข้อทัศนะประชาชนต่อสถานการณ์การเมืองและภารกิจเร่งด่วนของรัฐบาลใหม่โดยมีเป้าหมายเพื่อสะท้อนเสียงของประชาชนอย่างเป็นกลางและเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดทิศทางของประเทศ
ทั้งนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และผู้อำนวยการศูนย์ KPI Poll ระบุว่า โพลดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อเป็นคลังสมองทางประชาธิปไตย ให้แก่นักการเมืองและสาธารณชน โดยดำเนินการสำรวจกลุ่มตัวอย่างอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ จำนวน 1,908 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึง 2 มีนาคม 2569
ผลสำรวจที่น่าสนใจที่สุดประเด็นหนึ่งคือ ท่าทีของประชาชนต่อความไม่แน่นอนทางการเมือง โดยเมื่อตั้งสมมติฐานว่า หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง (เช่น ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ) ซึ่งจะส่งผลให้การจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ล่าช้าออกไปอีก 4-5 เดือน พบว่า กลุ่มตัวอย่างถึง 74.4% ระบุว่า ยอมรับได้ เนื่องจากมองว่าความชอบธรรมของกระบวนการประชาธิปไตยเป็นสิ่งสำคัญ แม้จะต้องแลกกับความล่าช้าในการบริหารประเทศก็ตาม ขณะที่กลุ่มตัวอย่างอีก 25.6% ระบุว่า ยอมรับไม่ได้ โดยมีความกังวลถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการบริหารงานภาครัฐ
เมื่อจำแนกตามภูมิภาค พบว่าประชาชนในภาคใต้ (75.7%) และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (72.2%) มีสัดส่วนการยอมรับให้เลือกตั้งใหม่สูงที่สุด ตามมาด้วยภาคเหนือ (68.0%) กรุงเทพมหานคร (66.3%) และภาคตะวันออก (64.4%) อย่างไรก็ตาม ภาคกลางเป็นเพียงภูมิภาคเดียวที่มีสัดส่วนผู้ที่ ยอมรับไม่ได้ มากกว่า (56.3%) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลต่อความชะงักงันทางการเมืองในพื้นที่ดังกล่าว
สำหรับภารกิจเร่งด่วนที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลใหม่ดำเนินการ ปรากฏว่าปัญหาปากท้องและเศรษฐกิจนำมาเป็นอันดับหนึ่งอย่างชัดเจน โดย 25.8% ต้องการให้เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้นและเพิ่มรายได้ และ 21.7% ต้องการให้แก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะยาวพร้อมเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน
ส่วนปัญหาอื่นๆ ที่รองลงมา ได้แก่ ปัญหาความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (16.4%) ปัญหาความปลอดภัยและอาชญากรรม (14.9%) และการปฏิรูประบบราชการเพื่อแก้ปัญหาคอร์รัปชัน (11.1%) ในขณะที่ประเด็นเรื่อง การแก้ปัญหาการเมืองและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กลับอยู่ในลำดับรั้งท้ายที่ 10.1% ข้อมูลนี้สะท้อนชัดเจนว่า หากรัฐบาลใหม่มุ่งแต่ขับเคลื่อนวาระทางการเมืองโดยละทิ้งการแก้ปัญหาปากท้อง อาจสูญเสียความนิยมจากประชาชนอย่างรวดเร็ว
ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นถึงความคาดหวังที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงวัย โดยกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen Z: 18–27 ปี) ซึ่งกำลังเข้าสู่ตลาดแรงงาน ให้น้ำหนักไปที่การวางรากฐานเศรษฐกิจระยะยาวเพื่ออนาคตของประเทศ ในขณะที่กลุ่มวัยทำงานและผู้สูงอายุ (Gen Y, Gen X และ Baby Boomer: 28 ปีขึ้นไป) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องแบกภาระครอบครัว ต้องการนโยบายเศรษฐกิจระยะสั้นที่ช่วยบรรเทาค่าครองชีพและเพิ่มเม็ดเงินในกระเป๋าทันที เพื่อให้สามารถประคองวิถีชีวิตในแต่ละเดือนไปได้
บทสรุปจาก KPI Poll ครั้งนี้ เป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังรัฐบาลชุดใหม่ว่า จะไม่มีช่วงเวลาฮันนีมูน รัฐบาลต้องเร่งผลักดันนโยบายเศรษฐกิจให้เกิดผลสัมฤทธิ์แบบ Quick Win ควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาว เสถียรภาพของรัฐบาลไม่ได้แขวนอยู่กับเกมการเมืองในสภาฯ แต่อยู่ที่ผลงานด้านเศรษฐกิจเป็นสำคัญ เพราะประชาชนได้แสดงให้เห็นแล้วว่า พวกเขาพร้อมที่จะสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง (เช่น การเลือกตั้งใหม่) หากรัฐบาลไม่สามารถตอบสนองต่อความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับความชอบธรรมทางการเมืองได้
อ้างอิง : https://kpi.ac.th/wp-content/uploads/2026/03/รายงานผล-KPI-Poll-_-12-สำหรับเผยแพร่.pdf