โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

TKC เดินหน้า New S-Curve มุ่งธุรกิจมาร์จิ้นสูง-AI โชว์ Backlog 3,300 ล้านบาท

ทันหุ้น

อัพเดต 13 มี.ค. เวลา 05.34 น. • เผยแพร่ 13 มี.ค. เวลา 05.34 น.

#ทันหุ้น #2026 #SET #TKC เดินหน้า New S-Curve มุ่งธุรกิจมาร์จิ้นสูง-AI โชว์ Backlog 3,300 ล้านบาท

“บมจ.เทิร์นคีย์ คอมมูนิเคชั่น เซอร์วิส หรือ TKC” เปิดแผนยุทธศาสตร์ปี 2569 มุ่งเน้นการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านนวัตกรรมระดับสูง และกลยุทธ์การบริหารพอร์ตโฟลิโอเพื่อยกระดับอัตรากำไร ตอกย้ำสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง ด้วยมูลค่างานในมือ (Backlog) แข็งแกร่งกว่า 3,300 ลบ. และแผนการขยายธุรกิจเชิงรุก

นายปิยะ จิราภาพงศา รองกรรมการผู้จัดการ สายงานปฏิบัติการ บริษัท เทิร์นคีย์ คอมมูนิเคชั่น เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ TKC เปิดเผยว่าแผนโรดแมปในปี 2569 ของบริษัทเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ในปีนี้จะโฟกัสงานหลักๆ ใน 5 กลุ่ม ได้แก่ Cloud Solution, Data Center, Cyber Security, Digital Product และ Artificial Intelligence (AI)

พร้อมกลยุทธ์การเติบโตอย่างยั่งยืนของบริษัทใน 3-5 ปีข้างหน้า บริษัทมุ่งเน้นผ่าน 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ Core Business, New Business, JV (Joint Venture) และการควบรวมกิจการและการลงทุน (M&A) โดยจะมุ่งเน้นเป้ารายได้เติบโตไม่ต่ำกว่า 20% ต่อปี จากงานประเภทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น Cloud Solution, Cyber Security และ Smart Solution ที่เกี่ยวข้องกับ AI และ Digital Platform ต่างๆ ซึ่งโอกาสในการเติบโตมาจากการลงทุนใน Digital Transformation ของทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงการนำ Digital Platform มาใช้ในกระบวนการต่างๆ โดยตั้งเป้าหมายให้สัดส่วนรายได้ที่เป็นรายได้ประจำ (Recurring Revenue) เพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 40% ภายใน 5 ปีข้างหน้า

ขณะที่ภาพรวมของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัล Data Center และโครงสร้างพื้นฐาน คาดว่ายังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในอีก 3-5 ปีข้างหน้า แนวโน้มอุตสาหกรรม Data Center มีการใช้ Data ที่มากขึ้น จะทำให้มีการเติบโตมากขึ้นในประเทศไทยและเอเชียแปซิฟิก

ทางด้าน ดร.ภาณุภัทร์ ภู่เจริญ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ TKC เปิดเผยถึงกลยุทธ์การเติบโตและปัจจัยสนับสนุนสู่ความสำเร็จในปี 2569 ได้แก่ งานในมือ (Backlog) ที่แข็งแกร่งกว่า 3,300 ล้านบาท และงานที่มีการลงนามสัญญาและอยู่ระหว่างรอเซ็นสัญญาอีกราว 1,800 ล้านบาท รวมถึงโครงการที่อยู่ในการรอเข้าประมูล (Pipeline) อีกกว่า 6,300 ล้านบาท รวมทั้งการรุกสู่ธุรกิจมาร์จิ้นสูง โดย TKC ได้เดินหน้าธุรกิจใหม่ คือ Cloud Service และงาน Software ซึ่งมีมาร์จิ้นสูงกว่างานโครงสร้างพื้นฐานอย่างชัดเจน และใช้ฐานลูกค้าโครงข่ายที่มีอยู่ต่อยอด

นอกจากนี้บริษัทใช้กลยุทธ์ โดยใช้ Project base จากภาครัฐเป็นฐานแล้วต่อยอด recurring service (Cloud, Management Service, Software) เพื่อให้รายได้มีเสถียรภาพมากขึ้น รวมทั้งการลงทุนเชิงกลยุทธ์ใน AIT ทำให้ TKC มี Ecosystem ที่ครอบคลุมทั้งโครงข่ายสื่อสาร ระบบ IT และ Solution ภาครัฐแบบ end-to-end มากขึ้น และการ Focus niche ที่สอดคล้องยุทธศาสตร์รัฐ

อย่างไรก็ดี ในปี 2569 นี้ โครงการ AI, Data และ Data Center ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสำคัญของ New Projects ที่บริษัทคาดว่าจะมีการรับรู้รายได้ในปีนี้ ได้แก่ AI Use cases, Digital Platform ให้บริการ AI/Data Platform และ Service สำหรับ use case ต่างๆของภาครัฐ นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนา Cloud/Big Data ที่มีการพัฒนา Cloud Services และ Software เพื่อที่จะรองรับการย้ายระบบของหน่วยงานภาครัฐตาม Cloud-first Policy และสุดท้ายก็คือเรื่องของ Network and Infrastructure มีหลายโครงการที่ต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับงาน Data หรือ AI ในอนาคต

กลยุทธ์ของบริษัทที่มองไปอีก 3-5 ปีข้างหน้า (2569-2573) AI จะมีส่วนและมีบทบาทสำคัญเข้ามาอยู่ในทุกๆโครงการเสมอ ดังนั้น TKC จึงวางกลยุทธ์จากการทำโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล สู่แพลตฟอร์ม AI สำหรับรัฐและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ โดยใช้จุดแข็งด้าน Network, Smart Infrastructure และ Ecosystem AIT – พันธมิตรต่างประเทศ เป็นตัวเร่งสู่ความสำเร็จในการเติบโตในอนาคต ยกตัวอย่างเช่น AI for Smart Infrastructure & Smart City, AI on Gov, Cloud & Data Platform, AI for Mission-Critical & Security และการใช้ Ecosystem ร่วมกับ AIT และบริษัทในเครือ

“ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี TKC พร้อมขานรับนโยบาย Cloud-first Policy ของภาครัฐ โดยชูจุดเด่นด้าน AI Integration ในทุกโซลูชัน อาทิ AI for Smart City เพื่อการบริหารจัดการเมืองอัจฉริยะ และ AI for Gov Cloud เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐ รองรับความต้องการทำ Digital Transformation ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในภาคการเมืองและภาคธุรกิจ” นายปิยะ กล่าวทิ้งท้าย

โดยช่วงปลายปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้เปิดตัว “ThaiCA” บริการผู้ออกใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์ (Certification Authority) รายแรกของไทยที่ได้รับมาตรฐานสากล WebTrust และ ISO27001 รองรับการลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (e-Signature) ที่มีความมั่นคงปลอดภัยสูงสุด โดยระบบสามารถเชื่อมต่อกับกรมสรรพากรได้อย่างสมบูรณ์ เพื่อรองรับบริการ e-Tax Invoice และ e-Receipt ซึ่งถือเป็น New S-Curve ที่จะสร้างรายได้หมุนเวียนในระยะยาว

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...