โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ฤๅ 'ชาติ' นั้นจะเป็นเพียงความฝัน : ว่าด้วย 'การแบ่งแยกดินแดน' ในรัฐไทย (2)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 25 ก.ค. 2566 เวลา 05.15 น. • เผยแพร่ 25 ก.ค. 2566 เวลา 05.08 น.

ฤๅ ‘ชาติ’ นั้นจะเป็นเพียงความฝัน : ทบทวน วิเคราะห์ คลี่คลาย วาทกรรม ว่าด้วย ‘การแบ่งแยกดินแดน’ ในรัฐไทย (2)

แล้วรัฐชาติสมัยใหม่เกิดเมื่อไรเพราะอะไร

หลายปีก่อนโน้น เวลาที่คุยกับ อ.เบน เรื่องการเมืองจิปาถะในห้องครัว วรรคหนึ่งที่มักออกมาจากปากของแกบ่อยคือ “อะไรที่บอกว่าเก่า จำไว้เถิดว่า แท้จริงแล้วมันเป็นของใหม่ทั้งนั้น”

เรื่องรัฐชาติก็เช่นเดียวกัน สิ่งที่เรียกว่าประเทศหรือรัฐชาติ (ประชาชาติ) ในความเข้าใจของคนปัจจุบันเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่มาจากแนวความคิดทางการเมืองสมัยใหม่ของชนชั้นนำและผู้มีอำนาจในรัฐแบบจารีตทั้งหลาย จุดเริ่มต้นมาจากยุโรป

ทำไมอะไรที่สมัยใหม่และล้ำหน้ามักต้องเกิดมาจากยุโรปหรือโลกตะวันตกแทบทั้งสิ้นเลย

ตอบอย่างสั้นๆ และตรงประเด็นคือเพราะยุโรปได้ “ตะเกียงวิเศษ” ในราวศตวรรษที่ 16 เป็นต้นมา นั่นคือระบบการผลิตแบบใหม่ต่อมารู้จักกันในนามทุนนิยมซึ่งเกิดในตะวันตก แล้วถึงขยายออกไปครอบงำทั่วโลก

ระบบเศรษฐกิจนายทุนและการเมืองเสรีนิยมผลักดันให้รัฐและชนชั้นปกครองปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกลไกการทำงานของระบบการปกครองแบบจารีตและเป็นไปเองให้กลายมาเป็นระบบที่รวมศูนย์การทำงานและการจัดการวางแผนทั้งหลายให้เป็นองคาพยพเดียวกัน เพื่อตอบสนองจุดหมายของระบบทุนนิยมที่มีวัตถุประสงค์ใหญ่อันเดียวเช่นกันคือการสร้างกำไร ทำให้ทุกภาคส่วนของสังคมยุโรปทำงานและใช้ชีวิตในโลกปัจจุบันอย่างมีประสิทธิภาพได้สำเร็จ

ผมมีข้อสังเกตต่อความเปลี่ยนแปลงในประเทศและสังคมยุโรปที่ไม่เหมือนใคร ได้แก่ การที่ชาวยุโรปคิดก่อนทำ เกิดนักคิดและปรัชญาที่สร้างความคิดในเรื่องสังคมก่อนที่คนอื่นๆ จะลงมือสร้างและเปลี่ยนแปลงรูปแบบของประเทศ หมายความว่าพวกนั้นคิดอะไรอยู่ก่อนที่จะลงมือทำ ไม่ใช่ทำเพราะอยากเลียนแบบคนอื่น แล้วหลังจากทำได้ก็กลับมาปรับปรุงความคิดเดิมให้ถูกต้องมากขึ้นต่อไปอีก ทางวิชาการเรียกว่าการสร้างทฤษฎี

ขณะนี้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.) และสภาวิจัยแห่งชาติ (วช.) กำลังส่งเสริมและผลักดันให้รัฐไทยมีทฤษฎีในการพัฒนาประเทศเพื่อก้าวผ่านกับดับรายได้ปานกลางไปเสียที

อันนี้ก็ต่างจากประสบการณ์ของยุโรปคือของเขาให้ภาคสังคมและสมาคมวิชาการต่างๆ ลงมือทำกันเองเป็นหลัก รัฐเป็นฝ่ายเสริม

แต่ของไทยเรารัฐบาลผ่านหน่วยงานรัฐเป็นผู้ลงมือทำเองโดยออกทุนให้นักวิจัยมาสมัครทำความรู้ให้ ประเด็นนี้จะกระจ่างชัดขึ้นเมื่อพูดถึงลักษณะการสร้างรัฐชาติไทยต่อไป

ความคิดทางการเมืองจึงกำเนิดก่อนการสร้างระบบและการเมืองของรัฐ แนวความคิดทางการเมืองสำคัญคือการให้ความสำคัญแก่สังคมหรือชุมชนการเมือง (political society) ว่ามีอาญาสิทธิ์และสามารถดำรงอยู่ได้ด้วยตัวเองนั้น เป็นความคิดอันปฏิเสธคำสอนและความเชื่อทางการเมืองแบบจารีตที่วางอยู่บนคำสอนของศาสนจักรคริสเตียน เรียกว่าลัทธิ “ดาบสองเล่ม” หรือทางจิตวิญญาณกับทางโลก นั่นคือระหว่างอำนาจของพระเจ้าในทางศาสนา กับอำนาจของจักรพรรดิในทางโลก

ความขัดกันและวิวัฒนาการทางการเมืองและสังคมที่เปิดกว้างขึ้น มีส่วนในการทำให้ความคิดการเมืองยุโรปวิวัฒนาการไปสู่ทฤษฎีการแบ่งแยกอำนาจ (separation of power) ซึ่งความคิดแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นเลยในมโนทัศน์เรื่องอำนาจของคนเอเชียทั้งหลาย การเกิดสังคมการเมืองในยุคนั้นจึงเป็นเครื่องหมายของการพัฒนาในทางที่ดีขึ้นของมนุษย์ เป็นการตีความที่ต่างไปจากของนักคิดเก่า ผลจากการที่ทำให้สังคมการเมืองนี้มีอาญาสิทธิ์ ทำให้มันก็ไม่จำเป็นต้องได้รับความชอบธรรม (legitimacy) จากศาสนจักรเสมอไป

ความเป็นอิสระและปกครองตนเองได้เช่นนี้เอง ที่ทำให้มโนทัศน์เรื่องเสรีภาพของปวงชนเป็นสิ่งสำคัญและมีความหมายอย่างมากต่อระบบการเมืองยุโรป

เมืองแรกที่ต่อมาใช้คำและความหมายของรัฐอย่างใหม่นี้คือในอิตาลีนั่นเอง ดังที่รู้กันทั่วไปว่านิพนธ์การเมืองที่เป็นแบบสมัยใหม่เล่มแรกของยุโรปคือเรื่องเจ้าของมาเคียเวลลี

การก่อรูปและพัฒนามาเป็นรัฐชาติสมัยใหม่ในยุโรป (ทั้งตะวันตกและตะวันออก) เกิดขึ้นในช่วงระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 14 ถึง 18 หรือจากยุคกาฬโรค (Black Death) ระบาดใหญ่ในปี 1348 ถึงปฏิวัติใหญ่ฝรั่งเศสและอเมริกาในศตวรรษที่ 18

ลักษณะสำคัญของรัฐสมัยใหม่นี้ที่รู้จักกันดีในศัพท์ “รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์” (Absolutism) ว่าเป็น “การจัดวางและใส่พลังให้แก่กลไกเครื่องมือในการครอบงำของระบบฟิวดัลที่ออกแบบมาเพื่อบีบบังคับชาวนาจำนวนมากที่หลุดจากระบบพันธนาการศักดินาเก่าให้กลับเข้าไปอยู่ตำแหน่งแห่งที่แบบจารีตของพวกนั้นอีกต่อไป” (Perry Anderson, Lineages of the Absolutist State, 1974) มีการสร้างสถาบันการปกครองใหม่ๆ มากมาย เช่น ระบบราชการ ระบบกฎหมาย ระบบการคลังและภาษี

และที่สำคัญยิ่งคือการสร้างระบบกองทัพประจำการและอาวุธยุทโธปกรณ์

แน่นอนทั้งหมดนี้ดำเนินไปภายใต้ระบบการเมืองรวมศูนย์ที่ลิดรอนสิทธิอำนาจจารีตของขุนนางและเจ้าหัวเมืองรวมถึงอำนาจศาสนจักรลงไปด้วย

ประเด็นที่ถกเถียงกันมากในลักษณะของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ยุโรป ได้แก่ มูลเหตุที่มาและปัจจัยต่างๆ ที่มีอิทธิพลในการกำหนดรูปแบบและเนื้อหาของรัฐดังกล่าวว่ามาจากอะไร

นักประวัติศาสตร์ทั่วไปอธิบายว่ามันก็วิวัฒนาการมาจากระบบกษัตริย์และระบบขุนนาง ต่างแย่งอำนาจผลประโยชน์กันนำไปสู่การเกิดอาณาจักรที่ใหญ่ขึ้น เข้าทำสงครามระหว่างกันมากขึ้น มุมมองนี้คล้ายกับประวัติศาสตร์ราชวงศ์หรือพงศาวดาร

อีกสำนักที่มาแรงและวิพากษ์มากกว่าคือประวัติศาสตร์ลัทธิมาร์กซ์ที่ใช้ทฤษฎีชนชั้น อธิบายว่ามันเป็นการต่อสู้ระหว่างชนชั้นขุนนาง (รวมกษัตริย์ด้วย) กับชนชั้นกระฎุมพี ในการขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนผ่านจากระบบฟิวดัลเข้าสู่ระบบทุนนิยม

ปัญหาทางประวัติศาสตร์ของระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ยุโรปเกิดขึ้นจากการที่สังคมมีการเปลี่ยนแปลงและสร้างองค์ประกอบใหม่ๆ อย่างไม่เคยมีมาก่อน ทั้งหมดนั้นปฏิเสธยากว่าไม่ได้มาจากอิทธิพลของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลกที่ดูดเอาทรัพยากรจากทุกมุมโลกเข้ามายังศูนย์กลางเมืองแม่ในยุโรป ทั้งทรัพยากรที่เป็นวัตถุและธรรมชาติกับวัตถุที่เป็นผลผลิตทางวัฒนธรรม ความเชื่อ ชีวิตประจำวัน รวมๆ แล้วคือความรู้ของท้องถิ่น ที่ถูกทำให้เป็นระบบเรียนรู้แบบตะวันตกเรียกว่า “บุรพคดีศึกษา” (Orientalism)

คำถามคือลักษณะสังคมยุโรปช่วงเปลี่ยนผ่านนี้คืออะไร ยังเป็นระบบฟิวดัล (ศักดินา) หรือเป็นทุนนิยมแล้ว อำนาจการเมืองบัดนี้อยู่กับใคร แสดงออกอย่างไร

นักประวัติศาสตร์ลัทธิมาร์กซ์สายเคร่งคัมภีร์จะตอบว่าก็อยู่ที่ชนชั้นกระฎุมพี (นายทุน) เรียบร้อยแล้ว

แต่ก็มีนักลัทธิมาร์กซ์สายวิพากษ์ที่แย้งว่า ยังก่อน สมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นอีกรูปแบบที่ต่างไปของราชาธิราชแบบเดิมที่มีก่อนหน้านี้ แต่ชนชั้นปกครองยังคงเหมือนเดิม

กล่าวคือ ไม่ว่าเป็นมหาชนรัฐ กษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญหรือเผด็จการฟาสซิสต์ ทั้งหมดนี้สามารถเป็นรูปแบบของการปกครองของกระฎุมพีได้ทั้งสิ้น

อำนาจการเมืองยังอยู่กับชนชั้นขุนนางที่ไกล่เกลี่ยให้กับชนชั้นกระฎุมพีอีกนานหลายปี แม้ในประเทศที่อำนาจรัฐราชวงศ์ถูกโค่นล้มไปอิทธิพลของระบบฟิวดัลในทางเศรษฐกิจเกษตรกรรม ทางวัฒนธรรมและแบบการเมืองก็ยังดำรงอยู่

การเกิดระบบทุนนิยมแบบสัมบูรณ์ที่ไร้ซากเดนของระบบเก่านั้นไม่เป็นความจริง เพราะโดยพื้นฐานพวกชนชั้นปกครองทั้งหมดยังต้องการขูดรีดเอาเปรียบมวลชนชาวนาคนชั้นล่างอยู่

ในขณะที่ระบบการผลิตแบบนายทุนค่อยๆ เข้ามาทำลายความสัมพันธ์แบบฟิวดัลลงไป ด้วยการทำให้ชาวนาสูญเสียปัจจัยในการผลิตของตนไปเป็นแรงงานรับจ้างเสรี ปมปัญหาเรื่องลักษณะสังคมระยะเปลี่ยนผ่านว่าเป็นอะไร จะเป็นปัญหาต่อนักประวัติศาสตร์ไทยทั้งฝ่ายจารีตและก้าวหน้าด้วยเหมือนกัน

แนวคิดและรูปแบบสำคัญที่จะมีอิทธิพลต่อการเมืองระหว่างประเทศได้แก่ รัฐชาติที่เป็นรัฐเดี่ยวเพื่อให้แต่ละรัฐมีอำนาจอธิปไตยของตนเองเต็มที่ในดินแดนอาณาเขตที่แน่นอนของตน เป็นการเปลี่ยนรัฐจารีตยุโรปจากรัฐราชสมบัติที่อำนาจอธิปไตยอยู่ในมือและร่างของกษัตริย์หรือจักรพรรดิ หมายความว่าก่อนนี้อำนาจอธิปไตยก็คืออำนาจของกษัตริย์ รัฐคือกษัตริย์ และกษัตริย์คือรัฐมาสู่อำนาจอธิปไตยของรัฐ

แรงบันดาลใจที่ทำให้พวกนั้นตกลงในหลักการเวสต์ฟาเลียในปี 1648 นี้มาจากการทำสงครามระหว่างอาณาจักรและรัฐทั้งหลายในยุโรปด้วยกันเองอย่างยาวนาน

เช่น สงครามสามสิบปี สร้างภาระทางการคลังให้แก่กษัตริย์ จนเกิดความขัดแย้งภายในอาณาจักร ในที่สุดทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่าควรยุติสงครามเพื่อสันติภาพ เป็นที่มาของการดำเนินนโยบายทางการทูตอันเป็นเครื่องมือหลักของยุโรปต่อมา

บทเรียนที่ได้ในการประชุมสันติภาพครั้งนั้นคือหลักการใหญ่ๆ ว่าด้วยอำนาจอธิปไตยของรัฐ การไม่แทรกแซงรัฐอี่นและความเท่าเทียมกันของรัฐทั้งหลายเรียกว่าบูรณภาพเหนือดินแดน

เป็นครั้งแรกที่รัฐไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ต่างมีความเท่าเทียมกัน ไม่อาจนำไปสู่การอ้างในการรุกรานได้อีกต่อไป

หลักการใหญ่ของเวสต์ฟาเลียคือทฤษฎีอำนาจอธิปไตยของรัฐ (State sovereignty) พัฒนาการมาจากปรัชญาการเมืองของจัง โบแดง แต่หลังจากมติเวสต์ฟาเลียสร้างรัฐที่เป็นอธิปไตยไม่ใช่ในตัวกษัตริย์อีกต่อไป อำนาจอธิปไตยก็เริ่มรับความหมายใหม่ที่ทรงพลังต่อมา ด้วยการให้ความชอบธรรม (หรืออาญาสิทธิ์) แก่ประชาชนว่าเป็นผู้ทรงอำนาจนี้แทน แม้ในทางปฏิบัติอาณาจักรส่วนใหญ่ยังคงมีราชวงศ์หรือตระกูลทรงอำนาจปกครองเหนือรัฐบาลก็ตาม

แต่ระบบรัฐสภาและรัฐธรรมนูญแบบประชาธิปไตยเริ่มทำงานแล้ว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...