โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดกฎหมายควบคุมอาคารและเรื่อง ‘ทางเข้า - ออก’ ที่ต้องรู้ก่อนซื้อคอนโดมิเนียม

BT Beartai

อัพเดต 31 ก.ค. 2566 เวลา 13.05 น. • เผยแพร่ 31 ก.ค. 2566 เวลา 13.05 น.
เปิดกฎหมายควบคุมอาคารและเรื่อง ‘ทางเข้า - ออก’ ที่ต้องรู้ก่อนซื้อคอนโดมิเนียม

จากกรณีศาลปกครองสูงสุดสั่งเพิกถอนใบอนุญาตก่อสร้างของ โครงการแอชตัน อโศก (Ashton Asoke) เนื่องจากการก่อสร้างไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นประเด็นร้อนแรงสะเทือนวงการอสังหาริมทรัพย์ และทำให้ใครหลายคนที่เป็นเจ้าของคอนโดมิเนียมในตอนนี้ และผู้ที่กำลังซื้อในอนาคตต้องคิดหนัก บทความนี้ beartai BRIEF เปิดกฎหมายควบคุมอาคาร และชวนคุณทำความเข้าใจเรื่อง ‘ทางเข้า – ออก’ ก่อนซื้อคอนโดมิเนียม

High Rise VS Low Rise แตกต่างกันอย่างไร

หลายคนที่สนใจซื้อคอนโดมิเนียมมักได้ยินคำว่า High Rise กับ Low Rise ซึ่งถ้าให้อธิบายความแตกต่างง่าย ๆ คือจำนวนชั้นและความสูงนั่นเอง โดยคอนโดมิเนียมประเภท High Rise คือคอนโดมิเนียมที่มีความสูง 20 ชั้นขึ้นไป ในขณะที่คอนโดมิเนียมประเภท Low Rise คือคอนโดมิเนียมที่มีความสูงไม่เกิน 9 ชั้น ซึ่งนอกเหนือจากจำนวนชั้นและความสูงที่ทำให้ทัศนียภาพของแต่ละคอนโดมิเนียมแตกต่างกันแล้ว ขนาดของ ‘ทางเข้า – ออก’ ระหว่างคอนโดมิเนียม 2 ประเภทนี้ยังแตกต่างกันอีกด้วยตามข้อบังคับของกฎหมาย

ทางเข้าออกของคอนโดมิเนียม

สำหรับคอนโดมิเนียม Low Rise ที่มีขนาดไม่เกิน 9,999 ตารางเมตร และสูงน้อยกว่า 23 เมตร จัดว่าเป็น ‘อาคาร’ ตามกฎหมาย ส่วนทางเข้า – ออกของคอนโดมิเนียมประเภทนี้ ตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2544 ข้อ 90 ระบุว่า “ทางเข้าออกของรถจากที่จอดรถหรืออาคารจอดรถ ซึ่งมีที่จอดรถตั้งแต่ 15 คันขึ้นไป ต้องเชื่อมต่อกับทางสาธารณะที่มีความกว้างไม่น้อยกว่า 6 เมตร และยาวต่อเนื่องไปสู่ทางสาธารณะที่กว้างกว่า”

Ashton_Asoke Gateway
Ashton_Asoke Gateway

ต่อมาคือคอนโดมิเนียม High Rise ซึ่งตามกฎหมายจัดว่าเป็น ‘อาคารสูง’ หรือ ‘อาคารขนาดใหญ่พิเศษ’ โดยแบ่งตามความสูงและพื้นที่อาคาร ส่วนทางเข้า – ออกของคอนโดมิเนียมประเภทนี้แบ่งเป็น 2 ประเภท ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 33 (พ.ศ. 2535) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ระบุว่า

ประเภทที่ 1 ที่ดินที่ใช้เป็นที่ตั้งของอาคารสูงหรืออาคารขนาดใหญ่พิเศษ ที่มีพื้นที่อาคารรวมกันทุกชั้น ไม่เกิน 30,000 ตารางเมตร ต้องมีด้านหนึ่งด้านใดของที่ดินยาวไม่น้อยกว่า 12 เมตร ติดถนนสาธารณะที่มีเขตกว้างไม่น้อยกว่า 10 เมตร และยาวต่อเนื่องกันโดยตลอดจนไปเชื่อมต่อกับถนนสาธารณะอื่นที่มีเขตทางกว้างไม่น้อยกว่า 10 เมตร

ประเภทที่ 2 ที่ดินที่ใช้เป็นที่ตั้งของอาคารสูงหรืออาคารขนาดใหญ่พิเศษ ที่มีพื้นที่อาคารรวมกันทุกชั้น มากกว่า 30,000 ตารางเมตรขึ้นไป ต้องมีด้านหนึ่งด้านใดของที่ดินยาวไม่น้อยกว่า 12 เมตร ติดถนนสาธารณะที่มีเขตกว้างไม่น้อยกว่า 18 เมตร และยาวต่อเนื่องกันโดยตลอดจนไปเชื่อมต่อกับถนนสาธารณะอื่นที่มีเขตทางกว้างไม่น้อยกว่า 18 เมตร

โดยที่ดินด้านที่ติดถนนสาธารณะของคอนโดมิเนียมประเภทที่ 1 และ 2 นั้น ต้องมีความกว้างไม่น้อยกว่า 12 เมตร ยาวต่อเนื่องกันโดยตลอดจนถึงบริเวณที่ตั้งของคอนโดมิเนียม และที่ดินนั้นจะต้องเว้นว่างเอาไว้ เพื่อใช้เป็นทางเข้าออกของรถดับเพลิงได้โดยสะดวกนั่นเอง

Ashton_Asoke Gateway
Ashton_Asoke Gateway

จากข้อกฎหมายดังกล่าว ถือเป็นข้อสังเกตให้กับผู้ที่กำลังจะซื้อคอนโดมิเนียมในอนาคต สามารถตรวจสอบได้ด้วยตนเอง หรือประเมินทางสายตาก่อนได้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในภายหลัง

ที่มา : ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2544, พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...