โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ก้าวสำคัญของการลงทุนด้าน ESG

Wealthy Thai

อัพเดต 22 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 11 ต.ค. 2566 เวลา 08.13 น.

โดย: บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย)

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนที่ให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล(ESG) เราเป็นผู้นำด้านการลงทุนอย่างยั่งยืน และด้วยนโยบายสนับสนุนด้านความยั่งยืนของภาครัฐเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนให้เราก้าวไปสู่ผู้นำในระดับภูมิภาค
ที่ผ่านมา ประเทศไทยไม่ได้เป็นผู้ริเริ่มด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนอย่างเช่นประเทศอื่นๆ โดยปี 2563 ประเทศไทยได้ถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 154 ของดัชนีความยั่งยืนโลก (The Global Sustainable Index)[1] ในขณะที่ปัจจุบัน ประเทศไทยได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งเห็นได้จากการตื่นตัวของภาครัฐ และภาคธุรกิจ ในการเดินหน้าผลักดันนโยบายอย่างเข้มข้น โดยมุ่งเน้นและส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระดับประเทศที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม และครอบคลุมในทุกมิติ
ในปี2562 รัฐบาลได้ออกนโยบาย Thailand 4.0 เพื่อวางรากฐานการพัฒนาประเทศในระยะยาว และเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาเศรษฐกิจไปสู่การเป็นประเทศที่มั่งคง อาทิ เช่น การลดการพึ่งพาอุตสาหกรรมหนัก และการแก้ปัญหากับดักรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap)[2] ซึ่งนโยบายนี้จะเป็นแนวทางที่สำคัญในการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่ “เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Value-Based Economy)” เพื่อยกระดับให้ประเทศไทยก้าวขึ้นสู่ประเทศที่มีสถานะรายได้สูง ควบคู่ไปกับการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรบุคลากร ความเป็นอยู่ที่ดีของสังคม ฯลฯ
ในปี2563 ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ออกแผนการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือ Thailand’s Sustainable Development Plan 2023 เพื่อเป็นกรอบในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ซึ่งประกอบด้วยเป้าหมายที่สำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การเพิ่มสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียน และการจัดการทรัพยากรที่ดินอย่างยั่งยืน นอกจากการให้ความสำคัญกับปัจจัยด้าน ESG ในระดับประเทศแล้ว เราได้เห็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนและกองทุน ESG ในประเทศไทยที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเมื่อผสมผสานกับนโยบายของภาครัฐแล้ว จะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ประเทศไทยขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนมากขึ้น
สำหรับ บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย) เราให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการลงทุนอย่างยั่งยืน โดยเราเป็นผู้นำในการนำเอาแนวคิด ESG มาใช้ในการวิเคราะห์ประกอบการตัดสินใจลงทุน เราได้พัฒนาพอร์ตการลงทุนด้วยการบูรณาการโดยใช้หลัก ESG Integration ในการพิจารณาลงทุนในหลักทรัพย์ทุกประเภท ทั้งตราสารหุ้น และตราสารหนี้ ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของพอร์ตการลงทุนได้ หากพิจารณาถึงผลตอบแทนจากการลงทุนแบบ ESG พบว่า ดัชนีMorningstar Global Market Sustainability Leaders มีผลตอบแทนสูงกว่าดัชนีตลาดทั่วไปถึงสองเท่าในไตรมาสแรกของปี 2566 ซึ่งสูงถึง 21.2 เปอร์เซ็นต์[3] นอกจากนี้ ยังพบว่า บริษัทที่อยู่ในดัชนีฯ ที่มีผลตอบแทนสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง คือ NVIDIA Corporation (NVDA) โดยมีผลตอบแทนสูงถึงร้อยละ 90 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน[4]

การริเริ่มเป็นผู้นำการลงทุนด้านESG

ในฐานะที่ บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย) เป็นผู้เชี่ยวชาญการลงทุนด้าน ESG มักจะถูกถามว่าเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าการลงทุนนั้นเป็นไปตามเกณฑ์และมาตรฐาน ESG คำตอบคือ สิ่งนี้แหละคือจุดแข็งของ บลจ. ยูโอบี จากการที่เราได้ริเริ่มและเป็นผู้นำการลงทุนในด้าน ESG เราตั้งเป้าที่จะเป็นบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนด้านความยั่งยืนชั้นนำของทวีปที่สามารถสร้างมูลค่าในระยะยาวและผลกระทบเชิงบวกต่อผู้มีส่วนได้เสีย เราต้องการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการลงทุนด้าน ESG ให้กับนักลงทุน และนี่คือเหตุผลที่เราเป็นผู้จัดการกองทุนรายแรกในเอเชียที่นำปัจจัยด้าน ESG มาบูรณาการเข้ากับปรัชญาและกระบวนการลงทุน และที่สำคัญกลุ่ม บลจ.ยูโอบี และ บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) ยังเป็นผู้จัดการกองทุนรายแรกในเอเชียที่เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ United Nations Principles for Responsible Investment (UNPRI) อีกด้วย
สำหรับกระบวนการลงทุนอย่างยั่งยืน เราใช้หลักการประเมิน ESG แบบองค์รวม (holistic approach) โดยการคำนึงถึงองค์ประกอบทั้ง 3 มิติ ได้แก่ ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างกันของ E S และ G ประกอบการพิจารณาลงทุนด้วย นับตั้งแต่ปี 2564 บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) ได้นำเสนอกองทุนในธีม ESG จำนวน 5 กองทุนสำหรับลูกค้ารายย่อย และอีก 2 กองทุนสำหรับลูกค้าสถาบัน
ในมุมมองของเรา การลงทุนด้าน ESG นั้น ไม่ใช่เป็นเพียงแค่การคัดเลือกบริษัท มองดู เฝ้ารอ และหวังว่าบริษัทเหล่านี้จะให้ผลตอบแทนที่ดีเท่านั้น ในทางตรงกันข้าม เราได้มีส่วนร่วมอย่างจริงจังกับบริษัทที่เราลงทุนในฐานะนักลงทุนในการสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก ไม่ว่าจะเป็นคำแนะนำเกี่ยวกับการนำปัจจัยด้านความยั่งยืนมาใช้ในองค์กร หรือการปรับปรุงมาตรฐานด้านธรรมาภิบาล ซึ่งบทบาทของเราไม่ใช่เพียงแค่ให้ความสำคัญกับบริษัทที่มุ่งเน้นด้านความยั่งยืนเท่านั้น แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นให้บริษัทเหล่านั้นดำเนินการอย่างจริงจังด้วย

เครื่องมือด้านESG ที่มีประสิทธิภาพ

ถึงแม้ว่าเรามีเกณฑ์ในการพิจารณาและคัดเลือกบริษัทด้านความยั่งยืนที่เข้มข้น และไม่ได้ขึ้นกับความเห็นของผู้เชี่ยวชาญท่านใดท่านหนึ่ง สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้น เรามีหลักเกณฑ์การการคัดเลือกบริษัทต่าง ๆ ที่ครอบคลุมทั้ง 3 มิติ คือ ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล และมีการกำหนดสัดส่วนน้ำหนักการให้คะแนนที่เหมาะสมกับอุตสาหกรรมทั้ง 11 ประเภท ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐาน Global Industry Classification Standard (GICS) และ Sustainability Accounting and Standard Board (SASB) materiality map
ดังนั้น ขั้นตอนในการคัดเลือกบริษัทที่เราลงทุน จะทำให้เราได้บริษัทที่มีผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนที่ดีควบคู่กับผลประกอบการด้านการเงินที่แข็งแกร่ง
ในกรณีที่บางบริษัทมีฐานะการเงินที่มั่นคงแต่ไม่ผ่านเกณฑ์ด้านความยั่งยืน หลักทรัพย์นั้นก็จะถูกคัดออกไปจากกลุ่มสินทรัพย์ที่ลงทุน นอกจากนี้ ผลการดำเนินงานด้าน E S และ G ของหลักทรัพย์ที่เราลงทุนนั้น อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เพื่อการติดตามบริษัทที่ลงทุนอย่างใกล้ชิด เรามีระบบ ESG News Alert หรือ ระบบการติดตามข่าวสาร ESG ที่เป็นปัจจุบัน เพื่อตรวจสอบผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนที่เปลี่ยนแปลงไปสำหรับทุกๆ หลักทรัพย์ในพอร์ตของเรา กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เราใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence-Machine Learning (AI-ML) ESG model ที่เรียกว่า ESG Analyser ในการตรวจหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องด้าน ESG
ซึ่งทำให้เราสามารถติดตามข่าวบริษัทและความขัดแย้งทางด้าน ESG ได้อย่าง Real Time นอกจากนี้เรายังเสริมกระบวนการให้คะแนน ESG โดยการมีส่วนร่วมกับบริษัทที่ลงทุน (engagement) ในประเด็นต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น 1) ธีมความยั่งยืน (ESG themes)[5] 2) ประเด็น ESG ที่น่าสนใจ (local ESG issues) และ 3) ประเด็นความขัดแย้งด้าน ESG (ESG controversies) ทั้งนี้ การลงทุนด้าน ESG ส่วนใหญ่มักจะเป็นไปอย่างผิวเผิน เราจึงต้องใช้เครื่องมือต่าง ๆ เช่น ESG Analyser, ESG Materiality Map และแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถืออื่น ๆ ในการประเมินการลงทุน เพื่อความถูกต้อง แม่นยำ และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
กระบวนการนี้ไม่เพียงแต่จะสนับสนุนการพัฒนาด้านความยั่งยืนเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการลงทุน และสร้างผลตอบแทนที่ดีขึ้นด้วย ซึ่งจากผลการศึกษา พบว่า การจัดอันดับ ESG ของ บลจ. ยูโอบี มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับผลการดำเนินงานของตลาด
กล่าวคือ การจัดอันดับการให้คะแนน ESG ของบลจ. ยูโอบี ประกอบไปด้วย ช่วงคะแนนตั้งแต่ A ถึง D โดย A หมายถึงคะแนนสูงสุด เป็นกลุ่มหลักทรัพย์ที่มีผลประกอบการด้านความยั่งยืนดีที่สุด ซึ่งบริษัทเหล่านี้ นอกจากจะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าหลักทรัพย์ในกลุ่มอื่น ๆ แล้ว ยังมีความผันผวนและมีผลขาดทุนสูงสุดที่ต่ำกว่าด้วย นอกจากนี้ เรายังพบว่า บริษัทที่ได้คะแนนระดับ A จะมีผลตอบแทนที่เปรียบเทียบกับระดับความเสี่ยงของการลงทุน (Risk-adjusted Return) ที่ดีกว่าบริษัทที่ได้คะแนนระดับ D ซึ่งหมายความว่า ความเสี่ยงจากการลงทุนบางส่วนสามารลดลงได้จากปัจจัยบวกทางด้าน ESG ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่า มาตรฐานการให้คะแนน ESG ของกลุ่มบลจ. ยูโอบี นั้น เป็นตัวชี้วัดผลการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ

โอกาสการลงทุนด้านESG ในประเทศไทย

หากมีคำถามว่าโอกาสการลงทุนด้าน ESG ในตลาดกำลังพัฒนาที่กำลังมุ่งไปสู่งสังคมคาร์บอนต่ำนั้นอยู่ที่ตรงไหน คำตอบคือ ภาครัฐคาดว่าพลังงานงานหมุนเวียนจะมีสัดส่วนร้อยละ 30 ของพลังงานรวมภายในปี 2580 ซึ่งหมายความว่า พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ และพลังงานสะอาดอื่น ๆ นั้นจะเป็นธุรกิจที่น่าสนใจ
การลงทุนในบริษัทที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยลดการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนลงได้ ซึ่งทั้งสองปัจจัยนั้นสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ บริษัทเหล่านี้อาจเป็นบริษัทที่ผลิตสินค้าที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ไฟ LED และเครื่องควบคุมอุณหภูมิอัจฉริยะ (Smart Thermostat) หรือการให้บริการที่จะช่วยให้ธุรกิจหรือครัวเรือนลดการใช้พลังงานลง
ในขณะเดียวกัน ระบบการเก็บกักพลังงาน เช่น แบตเตอรี่ หรือเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน (Hydrogen Fuel Cells) จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของแหล่งพลังงานทดแทนได้ การลงทุนในบริษัทที่พัฒนาเทคโนโลยีการกักเก็บพลังงานจะช่วยสนับสนุนการเติบโตในอุตสาหกรรมนี้ เราจะเห็นได้ว่ามีโอกาสการลงทุนมากมายที่เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤติการณ์พลังงาน บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) ได้ตระหนักถึงเรื่องวิกฤติพลังงาน และเราหวังว่าจะเป็นผู้เสนอทางเลือกที่ดีให้แก่นักลงทุน
เมื่อเร็ว ๆ นี้ เราได้เปิดตัวกองทุนเปิด ยูไนเต็ด แบตเตอรี่ แอนด์ อีวี เทคโนโลยี ฟันด์ - หน่วยลงทุนชนิดเพื่อผู้ลงทุนทั่วไป(UEV) กองทุนนี้เน้นการลงทุนในกองทุนรวมตราสารทุนต่างประเทศ และ/หรือกองทุนรวมอีทีเอฟ (ETF) ของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสารการผลิตแบตเตอรี่ ซึ่งครอบคลุมถึงการทำเหมืองไปจนถึงการพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ และการผลิตแบตเตอรี่ รวมถึงบริษัทที่ดำเนินการและ/หรือได้รับประโยชน์จากการพัฒนาเทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์ บริการที่เกี่ยวข้องกับระบบขนส่งในอนาคตด้วย

ดินแดนที่อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเติบโต

การลงทุน ESG ได้กำเนิดและพัฒนามาจากภูมิภาคยุโรป ซึ่งถือเป็นผู้นำด้านการลงทุนและการเงินอย่างยั่งยืน อันเป็นผลมาจากมาตรการต่าง ๆ เช่น กฎหมายภาษี EU Taxonomy และ Sustainable Finance Disclosure Regulation (SFDR) ที่กำหนดให้เปิดเผยเรื่องการเงินแบบยั่งยืน เช่นเดียวกับในหลาย ๆ ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยเฉพาะญี่ปุ่นและออสเตรเลียที่มีการนำ ESG best practices มาใช้ในการดำเนินธุรกิจ
สำหรับกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา โดยเฉพาะเอเชียนั้น หลาย ๆ ประเทศมีเศรษฐกิจที่กำลังขยายตัวเร็วและมีการขยายตัวของสังคมเมืองสูง ซึ่งเป็นการสร้างโอกาสสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานทดแทน และอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในขณะที่สถาบันการเงินในไทยก็มีการเร่งสนับสนุนโครงสร้างด้านการลงทุนด้าน ESG อย่างรวดเร็ว
เมื่อไม่นานมานี้ สำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ออกแนวทางในการปฏิบัติการเปิดเผยข้อมูลของกองทุนรวมเพื่อความยั่งยืน (Sustainable and Responsible Investing Fund หรือ SRI Fund)[6] สำหรับผู้จัดการกองทุน ซึ่งจะช่วยปรับปรุงมาตรฐานการบริหารกองทุน SRI และป้องกันการให้ข้อมูลที่ทำให้นักลงทุนเข้าใจผิด หรือที่เรียกว่า Greenwashing
นอกจากนี้ ก.ล.ต. ได้ออกประกาศนโยบายเพิ่ม โดยกำหนดให้บริษัทจดทะเบียนต้องเปิดเผยการดำเนินการด้าน ESG ในรายงานประจำปี และในปีที่ผ่านมา กลต. ได้เผยแพร่คู่มือเกี่ยวกับแนวปฏิบัติที่ดีในการบริหารจัดการและเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศสำหรับผู้ประกอบธุรกิจจัดการลงทุน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างกรอบในการบริหารความเสี่ยงเรื่องสภาพภูมิอากาศ
ในขณะเดียวกัน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ออกมาตรการต่างๆ เพื่อสนับสนุนการลงทุนด้าน ESG เช่น การกำหนดให้บริษัทจดทะเบียนเปิดเผยข้อมูลและแนวทางที่เกี่ยวกับการลงทุนอย่างมีความรับผิดชอบ การประกาศรายชื่อหุ้นยั่งยืนของไทย (Thailand Sustainability Investment หรือ THSI) โดยพิจารณาจากบริษัทจดทะเบียนที่เข้าร่วมตอบแบบประเมินและผ่านเกณฑ์ ESG ของตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อส่งเสริมการลงทุนอย่างยั่งยืนและสนับสนุนบริษัทจดทะเบียนให้มีการพัฒนาการดำเนินงานด้าน ESG ด้วย
ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า ประเทศไทยนั้นเป็นตลาดที่กำลังร้อนแรงในเรื่องการลงทุนด้าน ESG อันเป็นผลมาจากนโยบายภาครัฐ มาตรการด้านการเงิน และการเป็นผู้นำในภูมิภาค ซึ่งเรากำลังจะได้เห็นการเติบโตด้านการลงทุน ESG ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เนื่องจากปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ผนวกกับความต้องการของคนรุ่น Millennials และ Generation X
ปัจจุบัน คนรุ่นใหม่จะให้ความสำคัญเรื่องการลงทุนเพื่อความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสังคม และตระหนักว่าการลงทุนของพวกเขานั้นส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมหรือไม่ ในขณะที่การลงทุนด้าน ESG กำลังเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง เราหวังว่านักลงทุนจะมองหาโอกาสการลงทุนอย่างยั่งยืนในประเทศ อย่างเช่น ประเทศไทย และเราหวังว่า บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) จะเป็นก้าวสำคัญในการลงทุนด้าน ESG สำหรับนักลงทุนต่อไป
บทความโดย: ดร. ณรงค์เดช เถกิงเกียรติ ผู้อำนวยการการลงทุนอย่างยั่งยืน สายการลงทุน
ติดตามข้อมูลการลงทุนอย่างยั่งยืนได้ที่https://www.uobam.co.th/th/Sustainabilityสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.0-2786-2222
ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

สามารถติดตามข่าวสารด้าน ESG, ด้านการลงทุน, วางแผนการเงิน, บทความทางการเงิน และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้ที่ UOBAM Thailand Line Official

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...