หลี่เป่าน้องสาวคนเล็ก
ข้อมูลเบื้องต้น
"น้องเล็กรักข้าที่สุด เพราะนางพูดกับข้าเป็นคนแรก"
"ใช่ที่ไหน นางพูดกับท่านแม่คนแรกต่างหาก น้องเล็กต้องรักข้าที่สุดเพราะนางตักข้าวให้ข้าเป็นคนแรก"
"หยุดเถียงกันได้แล้ว นางต้องรักพ่ออย่างข้ามากที่สุดถึงจะถูก!!"
ทั้งสามที่กำลังเถียงกันจนหน้าดำหน้าแดง ก่อนจะหันไปทางเด็กหญิงตัวน้อยแล้วถามเป็นเสียงเดียวกันว่า
"เป่าเปา ตกลงว่าเจ้ารักใครมากที่สุด"
เด็กหญิงตัวน้อยได้แต่มองไปทางสามพ่อลูกด้วยสีหน้างุนงง ก่อนจะตอบขึ้นว่า
"หนิวหนิวน่ารักที่สุดเจ้าค่ะ"
"…"
สามพ่อลูกผู้พ่ายแพ้ให้แก่สุนัข รีบวิ่งออกไปตามหาเจ้าหนิวหนิวตัวต้นเหตุ อย่าให้ข้าเจอเจ้าหนิวหนิวนะ ข้าจะจับโกนขนให้หมดเลยคอยดู ทั้งสามคิดตรงกันโดยไม่ได้นัดหมาย ในขณะที่เจ้าหนิวหนิวกำลังแอบนอนกลางวันอยู่ใต้เก้าอี้ที่พวกเขานั่งคุยกันอย่างมีความสุข…
พูดคุยกันก่อน
นิยายเรื่องนี้แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน เพื่อความสนุกสนานเท่านั้นนะคะ ไม่ได้อ้างอิงประวัติศาสตร์หรือบุคคลใดๆ ทั้งสิ้น
เรื่องนี้จะมีการติดเหรียญในบางตอนนะคะ เช่นเคยไรท์จะเปิดให้อ่านฟรีก่อนช่วงหนึ่งแล้วจะติดเหรียญ
ขอให้สนุกกับนิยายค่ะ
บทนำ
หลี่เป่าน้องสาวคนเล็ก
บทนำ
~ฮืมมม ฮื่มมม ฮื้มมม ฮืมมม~
เด็กหญิงตัวน้อยกำลังนั่งฮัมเพลงอยู่บนรถม้าแสนสะดวกสบาย ระหว่างการเดินทางเข้าเมืองมณฑลพร้อมบิดาและมารดา
บิดาของนางเป็นคนฉลาดและชอบศึกษาหาความรู้ จนเขาสามารถสอบจิ้นซื่อเป็นลำดับที่หนึ่ง ได้ตำแหน่งจอหงวนไปครอบครอง และในไม่ช้านี้เขากำลังจะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าการมณฑลแห่งหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม บิดาของนางยังไม่ทันได้เดินทางไปรับหน้าที่ กลับถูกคนร้ายลอบสังหาร มารดาถูกดาบแทงเสียชีวิตต่อหน้าต่อตาเด็กหญิง บิดาเองก็บาดเจ็บสาหัสจนผู้คนต่างคิดว่าเขาเสียชีวิตลงแล้ว ทำให้คนร้ายเลิกสนใจสองสามีภรรยา แล้วหันมาสนใจเด็กหญิงตัวน้อยที่อยู่ตรงหน้าของพวกเขาแทน
ด้วยความที่เด็กหญิงมีหน้าตาผิวพรรณดี พวกเขาจึงตัดสินใจจับนางไปขายให้พ่อค้าทาสในเมืองข้างเคียง และทิ้งสองสามีภรรยาไว้กลางป่า….
เมื่อมาถึงตลาดค้าทาส คนร้ายก็ได้ขายสินค้าชั้นดี ที่พวกเขาจับมาได้ในราคาที่น่าพึงพอใจเป็นอย่างมาก ให้กับพ่อค้าทาส และหายตัวไปในทันที
-----------------
ตั้งแต่เด็กหญิงตัวน้อยถูกจับมาขายเป็นทาส นางก็เอาแต่ร้องไห้ไม่หยุด จนคนเหล่าผู้คนที่เดินทางซื้อและมาดูตัวทาสต่างส่ายหัวไปทางเดียวกัน….
จนกระทั่งวันหนึ่งได้มีชายวัยกลางคนเดินเข้ามาแล้วถามนางว่า
"เจ้าร้องไห้ให้กับสิ่งใด"
"ท่านพ่อกับท่านแม่ข้าถูกฆ่าตายหมดแล้ว ข้าจะมีชีวิตไปเพื่อสิ่งใดกัน ฮือๆๆ ข้าจะร้องไห้จนตายไปเลย"
"สวรรค์อาจไว้ชีวิตเจ้าเพื่อให้เจ้าได้แก้แค้นแทนพ่อแม่ของเจ้าก็เป็นได้ เจ้าไม่คิดเช่นนั้นหรือ?"
เด็กหญิงตัวน้อยเงยมองหน้าบุรุษแปลกหน้าก่อนจะเอ่ยถามขึ้นว่า
"เช่นนั้นท่านช่วยข้าแก้แค้นได้หรือไม่?"
แม้จะมีน้ำตาเอ่อคลอ แต่สายตามุ่งมั่นคู่นั้นทำให้ชายวัยกลางคนพึงพอใจ เขาตัดสินใจซื้อนางแล้วพากลับไปที่ค่ายลับแห่งหนึ่ง
นอกจากเด็กหญิงตัวน้อยแล้วยังมีเด็กๆ ที่รุ่นราวคราวเดียวกับนางอีกสิบคน ซึ่งแต่ละคนล้วนมีสายตาที่มุ่งมั่นไม่ต่างจากเด็กหญิงตัวน้อย
หลังจากเข้าไปอยู่ค่ายฝึกวันแรก ครูฝึกตั้งชื่อให้แต่ละคนตามลำดับอายุ นางเป็นคนที่สามจึงมีนามว่า 'ซานซาน'
ตอนนั้นซานซานและคนอื่นๆ เป็นเพียงเด็กตัวเล็กๆ แต่ทุกวันพวกนางกลับต้องพบเจอกับการฝึกฝนที่แสนทรมาน ต้องหลบดาบไม้ที่ฟาดฟันเข้าใส่ ถูกแช่อยู่ในน้ำเย็น หนึ่งชั่วยามทุกวัน ทั้งยังต้องเรียนหนังสือ ดนตรี วิชาการแพทย์ และทักษะที่จำเป็นอื่นๆ ปริมาณอาหารของเด็กๆ ทั้งสิบคนยังมีจำกัด ต้องใช้ทักษะการต่อสู้เพื่อแย่งชิงอาหารบนโต๊ะในแต่ละมื้อ
แม้ป่วยหนักเพียงใดก็ไม่ถูกงดเว้นการฝึก ทำให้สายตามุ่งมั่นของเด็กสิบคนที่เข้ามาพร้อมกันในตอนแรก มีเพียงไม่กี่คนที่ยังคงสายตามุ่งมั่นนั้นไว้ได้ และหนึ่งในนั้นคือซานซาน
ชายหนุ่มผู้คัดเลือกเด็กทั้งสิบคือครูฝึก ที่ตอนนี้สังเกตพฤติกรรมของเด็กแต่ละคน และเลือกเด็กที่ไม่สามารถฝึกได้ออกไป จนเหลือเพียงสองคนเท่านั้น
"อีกสามวันจะเป็นวันสุดท้ายของการฝึกแล้ว พวกเจ้าจงเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับบททดสอบให้ดี"
เมื่อพวกนางได้ยินคำพูดของผู้คุม ดวงตาของทั้งสองก็ส่องประกายขึ้นมาก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็วทั้งสองใช้เวลาฝึกฝนศาสตร์และศิลป์หลายประเภทเป็นเวลานับสิบปี ในที่สุดพวกนางก็สามารถหลุดพ้นจากการฝึกที่แสนหฤโหดเหล่านี้เสียที
แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่ความฝัน เพราะบททดสอบสุดท้ายยากยิ่งกว่าการฝึกที่ผ่านมาทั้งหมด
"พวกเจ้าต้องเข้าไปในป่าทมิฬจากคนละฟากฝั่ง ผู้ใดที่เอาชีวิตรอดออกมาจากป่านี้ได้ก่อนจะเป็นผู้ที่ผ่านการฝึกฝน และจะได้บรรจุเข้าหน่วยพยัคฆ์ติดตามอารักขาท่านผู้นั้น ส่วนคนที่แพ้ก็จงไปอยู่กับเหล่าสหายของพวกเจ้าที่โรงงานเสีย"
เด็กหญิงทั้งสองมองหน้ากันด้วยสีหน้าตกตะลึง ตั้งแต่ได้ยินคำพูดของผู้คุม ต้าหนี่เอาแต่นั่งเหม่อลอย ในบรรดาเด็กทั้งสิบคน ต้าหนี่กับซานซานคือคนที่สนิทกันที่สุด และโชคดีที่พวกนางได้ผ่านมาจนถึงบททดสอบสุดท้ายพร้อมกัน แต่โชคร้ายที่พวกนางสองคนมีเพียงหนึ่งเดียวที่จะผ่านไปได้
ต้าหนี่เป็นเด็กหญิงในครอบครัวขุนนางชั้นสูงที่ถูกเนรเทศและขายเป็นทาส นางมีความหวังที่จะตามหาครอบครัวและกอบกู้ชื่อเสียงของตระกูล ส่วนซานซาน นางคิดว่าตนเองไม่มีครอบครัวเหลืออยู่แล้ว มีเพียงการแก้แค้นที่หล่อหลอมให้นางมาอยู่ ณ จุดจุดนี้
ผู้ชนะนอกจากจะได้ผ่านบททดสอบแล้ว ผู้คุมยังเคยบอกว่าผู้นั้นจะได้เป็นหน่วยพยัคฆ์ซึ่งนั่นสามารถทำให้ปณิธานในใจของพวกนางมีโอกาสสำเร็จได้ ทำให้ทั้งสองนั่งจมอยู่กับความคิดของตัวเอง
ครบเวลาสามวันตามกำหนด พวกนางทั้งสองต้องเข้าไปในป่าคนละฟากฝั่ง บรรยากาศด้านในน่ากลัวกว่าที่คิดเอาไว้มาก แต่ด้วยประสบการณ์และการฝึกฝนที่มีมาตลอดสิบปี ทำให้ทั้งสองสามารถฝ่าฟันการทดสอบครั้งนี้ได้แม้จะยากลำบากเพียงใดก็ตาม
ซานซานบังเอิญพบกับต้าหนี่ นางไม่ได้เปิดเผยตัวเองและคอยช่วยเพื่อนรักอย่างลับๆ โดยที่ต้าหนี่ไม่ทันรู้ตัว นางคิดไว้แล้วว่าจะเข้าไปในป่าและคอยช่วยเหลือต้าหนี่ให้สามารถออกจากป่านั้นมาได้ จึงไม่ได้ขอถอนตัวตั้งแต่แรก
แต่ต้าหนี่ไม่ได้รู้ถึงความคิดของสหาย นางกังวลว่าคนที่จะได้ออกไปก่อนจะเป็นซานซาน
หากเทียบความสามารถแล้ว ซานซานคือผู้ที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่มเด็กทั้งสิบคน ไม่ว่าจะเป็นความสามารถและหน้าตา ส่วนต้าหนี่เป็นคนที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่สุด จึงทำให้นางอยู่ได้จนถึงตอนนี้
ซานซานยังคงช่วยต้าหนี่ต่อไปอย่างเงียบๆ จนจังหวะที่ต้าหนี่เหลือบไปเห็นทางออกจากป่า นางไม่ลังเลที่จะซัดกระบี่ขึ้นไปบนต้นไม้ใหญ่ด้านหลัง
ฉัวะ~ ตุบ~
มีบางสิ่งตกจากต้นไม้กระทบพื้นเสียงดัง แต่ต้าหนี่ไม่สนใจแม้แต่น้อย นางเดินออกจากป่าไปเพียงลำพังทันที โดยไม่มีใครรู้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ตั้งใจหรือเป็นแค่เรื่องบังเอิญ ที่ดาบของนางเล่มนั้นปักเข้ากลางลำตัวของซานซานอย่างพอดิบพอดี
ซานซานตกลงมาจากต้นไม้ด้วยความสับสน ร่างกายของนางไร้ซึ่งเรี่ยวแรง สติของนางเริ่มรางเลือน ก่อนจะสิ้นชีพไปโดยไม่รู้ว่าเหตุใดต้าหนี่ถึงได้ทำเช่นนี้กับนาง
บทที่ 2 แย่งชิง
หลี่เป่าน้องสาวคนเล็ก
บทที่ 2 แย่งชิง
ตึกๆๆๆ!!!
เสียงฝีเท้าที่ราวกับแผ่นดินถล่ม ตามมาด้วยเสียงพูดคุยที่เรียกได้ว่าเป็นการตะโกนคุยกันของกลุ่มคนไม่ต่ำกว่าห้าคนดังขึ้นไม่ใกล้ไม่ไกลจากบริเวณนี้
เด็กหญิงตัวน้อยคนหนึ่งลืมตาขึ้นมาช้าๆ ด้วยความยากลำบาก ก่อนจะสะบัดศีรษะไปมา ยังไม่ทันที่นางจะได้พิจารณาสิ่งที่อยู่รอบตัว กลุ่มคนที่กำลังพูดคุยกันได้พุ่งเข้ามาประชิดตัวนางอย่างรวดเร็ว
นางคิดจะยกมือและเท้าขึ้นสกัดกั้นผู้บุกรุก แต่เพราะร่างกายอ่อนแอเกินไป จนไม่สามารถขยับได้ดั่งใจคิด นางจึงทำได้เพียงล้มลงไปนอนลืมตานิ่งๆ อยู่บนเตียง
"น้องเล็กเจ้าฟื้นแล้วจริงๆ!! เป็นข้าที่ผิดเอง รู้ทั้งรู้ว่าฝนใกล้จะตก กลับพาเจ้าไปด้วยแบบนั้น ข้ามันสมควรตาย"
"ใช่ หากน้องเล็กเป็นอะไรขึ้นมา ข้าไม่มีวันอภัยให้พี่สามแน่!!"
"หากเป็นเช่นนั้นข้าก็ไม่มีวันให้อภัยตัวเช่นกัน"
"พวกเจ้าหยุดพูดไร้สาระได้ แล้ว!! เป่าเป้ยไม่ได้เป็นอันใดเสียหน่อย พูดจาไม่เป็นมงคลอยู่ได้ ออกไปจากลูกสาวข้าเดี๋ยวนี้ ไป!!"
เสียงบุรุษสามคนกำลังยืนถกเถียงกันอยู่ด้านข้าง ทำให้เด็กน้อยถึงกับขมวดคิ้วนี่มันเกิดอะไรขึ้น พวกเขาเป็นใคร แล้วนางเป็นใคร?
อย่างไรก็ตามเด็กหญิงตัวน้อยไม่มีแรงมากพอจะสอบถามหรือโต้ตอบอะไรกับพวกเขาเหล่านั้น ทำให้นางยอมแพ้กับความอยากรู้อยากเห็นและหลับลงสู่ห้วงนิทราอีกครั้ง
---------
หลายวันผ่านไป
"น้องเล็ก เจ้าลุกออกมาข้างนอกอีกแล้ว เดี๋ยวโดนลมก็ไม่สบายขึ้นมาหรอก"
เป่าเปาก้มหน้าลงเล็กน้อยแต่ไม่ได้เอ่ยสิ่งใด นางตื่นขึ้นมาอีกครั้งหลังจากหลับไป และได้รู้ว่าตัวเองคือหลี่เป่า แต่ใครๆ ต่างพากันเรียกนางว่า 'เป่าเปา' น้องสาวคนเล็กของครอบครัว อย่างไรก็ตามนางไม่มีความทรงจำใดๆ หลงเหลืออยู่เลย นางไม่รู้ว่าจะบอกกับคนในครอบครัวอย่างไร จึงได้แต่เก็บตัวเงียบ ไม่พูดไม่คุยกับใคร
แม้ปกติเป่าเปาจะมีร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงนัก แต่นางก็เป็นเด็กร่าเริงแจ่มใส ชอบพูดชอบคุยเป็นที่สุด ซึ่งผิดกับตอนนี้ ที่นางไม่เอ่ยสิ่งใดออกมาแม้แต่คำเดียว ทำให้ผู้คนในบ้านเริ่มรู้สึกจะแปลกใจและเป็นกังวล แต่ถึงกระนั้นครอบครัวของนางก็คิดเข้าข้างตัวเองว่าอาจเป็นเพราะเป่าเปาอยู่ระหว่างปรับตัวจากการฟื้นไข้ก็เป็นได้….
บ้านหลังนี้มีผู้คนอาศัยอยู่ด้วยกันแปดคน คือ เป่าเปาลูกสาวคนเล็ก หลี่ชุนผู้เป็นบิดา หลี่หลิงผู้เป็นมารดา พี่ชายของเป่าเปาจำนวนสี่คน และท่านอาหลี่กังน้องชายของหลี่ชุนที่มาอาศัยอยู่ด้วยอีกหนึ่งคน ทำให้ตระกูลหลี่เป็นครอบครัวที่มีขนาดใหญ่
แม้พวกเขาจะเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ และมีบุรุษอยู่มาก แต่ความเป็นอยู่ไม่ได้สุขสบายอย่างที่ควรจะเป็น ในทางกลับกันตระกูลหลี่เป็นครอบครัวที่ค่อนข้างขัดสน เพราะลูกสาวคนเล็กมีโรคประจำตัว เป็นเหตุให้ต้องใช้เงินจำนวนมากในการดูแล ถึงจะเป็นอย่างนั้นพวกเขาก็เต็มใจที่จะหาเงินมารักษาลูกสาว หลานสาวและน้องสาวสุดที่รักของพวกเขา
"เป่าเปา เจ้ากลับไปพักก่อนเถอะ เดี๋ยวข้าวเสร็จแล้วแม่จะยกไปให้เจ้าในห้อง"
หลี่หลิงผู้เป็นมารดาเอ่ยขึ้นอย่างใจดี หากไม่นับเป่าเปา นางเป็นสตรีเพียงคนเดียวในบ้านหลังนี้ ดังนั้นหน้าที่การทำอาหารและงานบ้านจึงตกอยู่ในมือของนางทั้งหมด
เป่าเปาที่ได้ยินเช่นนั้นก็เดินเข้าไปนั่งอยู่บนเตียงในห้องเดิมอย่างว่าง่าย ตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาจากอาการเจ็บป่วย นางกลับรู้สึกแปลกๆ และยังไม่คุ้นชินกับคนในครอบครัวของตัวเอง จึงเลือกที่จะหนีเข้าห้องมาเพื่อตั้งหลัก
เมื่อวานนี้นางออกจากห้องมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่กลับถูกพี่ชายคนโตอุ้มกลับเข้ามาในห้องเพราะกลัวนางจะไม่สบาย ทำให้วันนั้นเป่าเปาเลือกที่จะอยู่ในห้องทั้งวัน เพราะกลัวการถูกอุ้มเข้ามาในห้องอีก นางไม่ชอบให้คนมาอุ้มนางเลยจริงๆ
---------
ณ ที่ดินตระกูลหลี่
"พี่ใหญ่ น้องเล็กไม่สบายหนักมากใช่หรือไม่ นางไม่พูดกับข้าเลยตั้งแต่ฟื้นขึ้นมา"
หลี่ซื่อน้องชายคนที่สี่เอ่ยถามขึ้น เขามีอายุแปดปี ซึ่งมากกว่ามากกว่าน้องสาวคนเล็กสี่ปี ทำให้ที่ผ่านมาเขาสนิทกับน้องสาวคนนี้มากที่สุด
"น้องเล็กไม่ได้เป็นอะไรมากหรอก นางเพียงแค่อยู่ระหว่างการพักฟื้นเท่านั้น"
หลี่ต้าพี่ชายคนโตเอ่ยตอบ จริงๆ แล้วอาการป่วยก่อนหน้านี้ของเป่าเปารุนแรงมากจริงๆ เรื่องนี้มีเพียงเขา พ่อและแม่เท่านั้นที่รับรู้
ท่านหมอจางบอกกับพวกเขาว่าให้ทำใจเอาไว้ก่อน มีเพียงปาฏิหาริย์เท่านั้นที่จะช่วยน้องเล็กของเขาได้ ดังนั้นตัวเขา พ่อและแม่จึงได้แต่ภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้น้องเล็กฟื้นกลับมาอีกครั้ง และแล้วคำขอของพวกเขาก็เป็นจริง น้องเล็กฟื้นขึ้นมาในวันรุ่งขึ้น
แม้นางจะไม่พูดอะไรเลยหลังจากฟื้นขึ้นมา แต่นี่ก็ไม่ใช่ปัญหาหนักหนาสาหัสอะไรสำหรับเขา ขอแค่นางมีชีวิตอยู่ก็เพียงพอแล้ว
เป่าเปาเป็นน้องคนสุดท้องที่ท่านแม่คลอดออกมาด้วยความยากลำบาก นางคลอดก่อนกำหนดจึงมีร่างกายอ่อนแอตั้งแต่ยังเด็ก ยิ่งโตขึ้นยิ่งอ่อนแอมากขึ้น ทำให้ทุกคนในครอบครัวรู้สึกเป็นกังวล
ในทุกๆ วันพวกเขาจะตั้งใจทำงานเพื่อจะได้มีเงินค่าอาหาร และมีเงินค่ารักษาให้เป่าเปา นางเป็นนางฟ้าตัวน้อยที่คอยเป็นกำลังใจให้ผู้คนภายในบ้านเสมอ
แม้ปีนี้เขาจะอายุสิบเจ็ดปีซึ่งเลยเกณฑ์แต่งงานของชาวบ้านทั่วไปมาแล้ว เพราะไม่มีเงินค่าสินสอดไปขอสะใภ้ ทำให้เขายังครองตัวโสด แต่เขาก็ไม่เคยคิดว่ามันสำคัญเลยเมื่อเทียบกับชีวิตของน้องสาว ขอเพียงเป่าเปามีชีวิตอยู่ จะให้เขาอยู่อย่างโดดเดี่ยวไปตลอดชีวิตก็ไม่เป็นปัญหา
"พี่ใหญ่ พี่รอง น้องสี่ ท่านแม่ให้เอาอาหารมาส่ง"
เมื่อได้ยินเสียงเรียกของหลี่ซานน้องชายคนที่สาม หลี่ต้าพี่ชายคนโตก็หลุดจากภวังค์ เดินไปรวมกลุ่มกับคนอื่นๆ
"น้องเล็กเป็นอย่างไรบ้างพี่รอง"
"เมื่อเช้าน้องเล็กแอบออกมาจากห้องอีกแล้ว สงสัยว่าจะหิว โชคดีที่นางเชื่อฟังท่านแม่ เลยเดินกลับเข้าไปรอในห้อง "
"แล้วน้องเล็กพูดอะไรกับพี่บ้างหรือไม่"
หลี่เอ้อลูกชายคนรองส่ายหน้าเป็นคำตอบ ทำให้ผู้คนที่นั่งอยู่ตรงนั้นถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกโดยมิได้นัดหมาย
วันนี้เป็นเวรผ่าฟืนอยู่กับบ้านของหลี่เอ้อลูกชายคนรอง ทำให้เหล่าพี่น้องถึงกับมองเขาด้วยสายตาอิจฉา ยิ่งอยู่บ้านมาก ยิ่งมีโอกาสใกล้ชิดกับน้องเล็กมาก ยิ่งใกล้ชิดยิ่งมีโอกาสที่นางจะพูดด้วยมากขึ้น
สามวันมาแล้วที่เป่าเปาไม่ยอมพูดกับใครแม้แต่คำเดียว หากนางพูดกับใครเป็นคนแรก ย่อมหมายความว่านางรักคนคนนั้นมากที่สุด ดังนั้นทุกคนจึงพยายามชิงคำพูดแรกของเป่าเปา แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีผู้ใดประสบความสำเร็จเลย
"ได้ข่าวมาว่าสามวันก่อนในเมือง มีคนจากทางการจับตายนักฆ่าขณะลอบสังหารใต้เท้าอู เสียดายจริงๆ ที่ลอบฆ่าไม่สำเร็จ"
"เจ้ารอง!! อย่าพูดดังไป กำแพงมีหูประตูมีช่อง หากผู้อื่นได้ยินเข้าอาจนำภัยมาสู่บ้านของเราได้"
หลี่เอ้อน้องชายคนรองลดเสียงของเขาลงแล้วเอ่ยต่อไปว่า
"ตั้งแต่ใต้เท้าอูมาดูแลเมืองนี้ภาษีก็มีแต่ขึ้นเอาๆ ขึ้นไม่หยุดจนพวกเราจะอดตายเพราะต้องหาเงินมาจ่ายภาษีกันอยู่แล้ว หากไม่มีใต้เท้าอูสักคน ชีวิตพวกเราอาจจะดีขึ้นก็ได้"
"จริงหรือพี่รอง"
"ก็จริงน่ะสิ"
"พอๆ พวกเจ้าหยุดพูดเรื่องนี้ได้แล้ว รีบกินข้าวรีบไปทำงานของตัวเองต่อ"
หลี่ต้าลูกชายคนโตที่ได้ยินเช่นนั้นก็ถอนหายใจออกมาก่อนจะบอกให้น้องๆ รีบกินข้าวแล้วกลับไปทำงาน แม้ในใจเขาจะคิดไม่ต่างกับหลี่เอ้อน้องชายคนรอง แต่แค่คิดจะไปช่วยอะไรได้ ไม่สู้เอาเวลาไปทำมาหากิน หาเงินมาดำรงชีวิตและเป็นค่ารักษาของเป่าเปาจะไม่ดีกว่าหรือ
ดังนั้นทั้งสี่จึงตั้งหน้าตั้งตาจัดการกับอาหารตรงหน้า ก่อนจะไปทำงานของตัวเองต่อไป
ตกเย็นทุกคนกลับมาที่บ้านพร้อมกัน หลี่ชุนผู้เป็นพ่อกับหลี่กังผู้เป็นอา ที่ไปรับจ้างในเมืองก็กลับมาแล้วเช่นกัน ทุกคนจึงอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันที่โต๊ะอาหาร ยกเว้นเป่าเปาลูกสาวคนเล็ก
"ท่านแม่ น้องเล็กเป็นอย่างไรบ้างขอรับ"
"นางดูดีกว่าเมื่อวานนี้มากแล้วล่ะ เจ้าสาม เจ้าไปเรียกน้องสาวเจ้าออกมากินข้าวหน่อย"
"ขอรับท่านแม่"
"ข้าไปให้เองก็ได้ เจ้าไม่ต้องหรอก"
หลี่ชุนผู้เป็นพ่อ หนึ่งในผู้ท้าชิงคำพูดแรกของลูกสาวคนเล็กเอ่ยขึ้น กล่าวจบเขาก็รีบลุกตัดหน้าลูกชายคนที่สามไปหาลูกสาวคนเล็กในห้องนอนทันที ปล่อยให้หลี่ซานลูกชายคนที่สามมองตามด้วยความเสียดาย หลี่ซื่อที่เห็นได้แต่ส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจกับการกระทำเหมือนเด็กของสามี
ผ่านไปไม่นาน หลี่ชุนผู้เป็นพ่อก็เดินกลับออกมาด้วยหน้าตาผิดหวัง พร้อมกับลูกสาวคนเล็กที่เดินตามเข้ามา
สีหน้าของบิดาเป็นเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าเป่าเปาต้องยังไม่เอ่ยสิ่งใดออกมาอย่างแน่นอน ทำให้เหล่าบรรดาสี่พี่น้องลอบยิ้มขึ้นในใจ
"เป่าเปามาแล้วหรอลูก มานั่งกับแม่มา วันนี้มีน้ำซุปร้อนๆ ให้เจ้าด้วย รีบมากินเถอะ"
"เจ้าค่ะ"
"…!!"
ทุกคนที่นั่งอยู่ในที่นั้นหันมองหลี่หลิงเป็นสายตาเดียวกัน พวกเขาทั้งห้าคอยช่วงชิงคำพูดแรกกันมาตั้งนาน แต่คนที่ได้คำพูดแรกนั้นไปกลับเป็นหลี่หลิงผู้เป็นใหญ่ที่สุดในบ้านแทน เฮ้อ ต่างคนต่างมองหน้ากันอย่างรู้ใจ อันนี้ไม่นับ ตัดหลี่หลิงออกไป พวกเราค่อยมาแข่งกันใหม่ก็แล้วกัน
บทที่ 3 ขายผัก
หลี่เป่าน้องสาวคนเล็ก
บทที่ 3 ขายผัก
เป่าเปาฟื้นขึ้นมาได้หนึ่งสัปดาห์แล้ว แม้นางจะยังปรับตัวได้ไม่ดีนัก แต่ก็พูดคุยกับคนในบ้านอยู่บ้าง และคนที่สองที่นางพูดด้วยนอกจากหลี่ซื่อผู้เป็นแม่ คือหลี่ซานพี่ชายคนที่สาม
ทำให้วันนั้นทั้งวันหลี่ซานถึงกับหุบยิ้มไม่ลง จนคนอื่นที่เห็นเช่นนั้นเกิดความรู้สึกหมั่นไส้ขึ้นมาไม่น้อย
เป่าเปาได้รับรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ในครอบครัวพอสมควร อาหารแต่ละมื้อจะประกอบด้วยน้ำจากข้าวต้มที่มีเนื้อข้าวปะปนอยู่บ้างเล็กน้อย ผัดผักจานใหญ่ที่ไม่มีเนื้อสัตว์หนึ่งจาน และเมล็ดธัญพืชหนึ่งถ้วย ยกเว้นเป่าเปาเท่านั้นที่จะมีข้าวต้มเต็มชามและไข่ไก่ไว้กินวันเว้นวันเพื่อบำรุงร่างกาย
แม้คนส่วนใหญ่ในครอบครัวจะเป็นผู้ชาย แต่พวกเขาก็ทำได้เพียงใช้แรงกายรับจ้างทำงานทั่วไป และทำงานในไร่นาเพื่อนำเอาผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ออกไปขายในเมืองบ้างเป็นบางครั้ง เพราะไม่มีใครอ่านออกเขียนได้ พวกเขาจึงไม่มีโอกาสขยับขยายไปอาชีพอย่างอื่น เช่นเดียวกับผู้คนในหมู่บ้าน
การเป็นชาวไร่ก็ใช้ว่าจะขัดสน แต่เพราะมีค่าใช้จ่ายในการรักษาเป่าเปา แก้วตาดวงใจ จึงทำให้เงินเก็บในบ้านมีไม่มากนัก และต้องใช้เงินอย่างประหยัด
นอกจากพ่อแม่และพี่ๆ ของเป่าเปาที่แสดงออกถึงความรักความห่วงใยต่อนางอย่างมากแล้ว หลี่กังท่านอาของนางเองก็เช่นกัน แม้เขาจะเป็นคนที่พูดน้อย แต่ก็ปฏิบัติต่อเป่าเปาด้วยความรักความห่วงใยที่ไม่แตกต่างจากผู้อื่น ซึ่งทุกคนในครอบครัวหลี่ก็ต่างรู้ดีว่าเขารักหลานสาวคนเล็กผู้นี้ไม่น้อยกว่าใคร
เป่าเปาได้บอกหลี่หลิงผู้เป็นมารดาถึงเรื่องที่ตนเองไม่มีความทรงจำก่อนหน้านี้ ทำให้หลี่หลิงรู้สึกกังวลใจและพานางไปหาหมอจาง เมื่อหมอจางตรวจร่างกายโดยละเอียดก็ไม่พบสิ่งใดผิดปกติ หลี่หลิงและทุกคนในครอบครัวจึงคลายกังวลใจลงบ้าง
"ต้าหลาง เอ้อหลาง วันนี้เข้าเมืองพวกเจ้าอย่าลืมซื้อเนื้อกลับมาสักครึ่งชั่งให้เป่าเปาบำรุงร่างกายด้วยนะ"
"ขอรับท่านแม่"
ทั้งสองตอบรับพร้อมกันโดยไม่มีใครเคลือบแคลงใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ แม้พวกเขาจะมีโอกาสได้กินเนื้อไม่บ่อยนัก แต่พวกเขาก็ไม่ได้สนใจ เพราะเนื้อมีประโยชน์ต่อร่างกายเป่าเปามากกว่า
เมื่อได้ยินคำของแม่ที่บอกพี่ชายทั้งสอง เป่าเปาตัวน้อยก็มีความรู้สึกอบอุ่นเกิดขึ้นในใจ ทุกคนรักนางมากจริงๆ นางจะต้องทำตัวให้เป็นประโยชน์กับครัวให้มากกว่านี้
--------
ณ เมืองทังโจว
สองพี่น้องตระกูลหลี่แบกตะกร้าขึ้นหลังเดินผ่านเข้าประตูเมืองพบว่ามีผู้คนมากมายยืนมุงดูประกาศบางอย่างที่กำแพง ด้วยความอยากรู้อยากเห็น หลี่เอ้ออดไม่ได้ที่จะเดินไปถามคนในละแวกนั้นว่า
"พี่ชายมีข่าวดีอะไรงั้นหรือขอรับ"
"ข่าวดีที่ไหนกันล่ะ พวกทางการจะเริ่มเก็บภาษีค่าเข้าเมืองหัวละหนึ่งอีแปะต้นเดือนหน้าน่ะสิ"
"เหตุใดถึงต้องเก็บด้วยเล่า พวกเรามาค้าขายไม่ได้มาสร้างความวุ่นวายเสียหน่อย"
"เฮ้อ ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร หากเจ้าอยากรู้ก็ไปถามที่ว่าการดูสิ ได้ความยังไงก็บอกข้าด้วยละกัน เฮ้อออ"
กล่าวจบชายวัยกลางคนก็เดินส่ายหน้าจากไป ปกติแล้วเมืองทังโจวเป็นเมืองศูนย์กลางที่มีความโดดเด่นเรื่องตลาดแลกเปลี่ยนสินค้า ทำให้เป็นเมืองปลอดภาษีเข้าออกมาโดยตลอด แต่กลับมีนโยบายเรียกเก็บภาษีแบบนี้ พวกเขาจะทำอย่างไรต่อไปดี
หลี่ต้ากับหลี่เอ้อได้แต่เก็บเรื่องนี้เอาไว้กลับไปปรึกษาครอบครัว ก่อนจะเริ่มมุ่งหน้าไปขายของในตลาด การค้าขายพืชผักและเนื้อสัตว์ในช่วงเช้าจะมีความคึกคักเป็นพิเศษ เพราะผู้คนนิยมออกมาจับจ่ายใช้สอยเป็นอย่างมาก เนื่องจากช่วงเช้าจะได้วัตถุดิบที่สดใหม่กว่าช่วงสาย ดังนั้นสองพี่น้องตระกูลหลี่จึงตั้งใจเดินทางมาเพื่อขายผักสดๆ จากสวนของพวกเขา
หลี่เอ้อน้องชายคนรองผู้คล่องแคล่ววิ่งไปหาสถานที่วางขายของ ในขณะที่หลี่ต้าอยู่เฝ้าของเอาไว้ ขณะนั้นเองเสียงสตรีนางหนึ่งก็ดังขึ้นไม่ใกล้ไม่ไกลจากพวกเขา
"บอกแล้วไงว่าท่านพ่อข้าไม่ได้เอาไป ปล่อยท่านพ่อเดี๋ยวนี้นะ!!"
"เห็นชัดๆ ว่ามันอยู่ในมือพ่อของเจ้า ยังจะแก้ตัวอีก!!"
"พวกท่านทำเหรียญอีแปะตกไว้ พ่อข้าแค่เก็บได้แล้วกำลังจะนำไปคืนพวกท่านเท่านั้น พวกเราไม่ได้ขโมยจริงๆ คนอื่นๆ เป็นพยานให้ข้าได้ ใช่หรือไม่ทุกท่าน"
ผู้คนที่ได้ยินคำพูดนี้ถึงกับหลุบตาลง บ้างก็เดินหนีจากไป ปล่อยให้หญิงสาวยืนประจันหน้ากับชายหนุ่มตามลำพัง ชายหนุ่มผู้นี้เป็นอันธพาลที่มีอิทธิพลในตลาดแห่งนี้ ทำให้ไม่มีใครกล้ายื่นมือเข้าช่วยเหลือหญิงสาว
"ถึงจะเป็นอย่างที่ท่านกล่าวหาจริง ท่านก็ได้เงินหนึ่งอีแปะคืนแล้ว เช่นนั้นสมควรปล่อยข้ากับท่านพ่อไปได้แล้ว"
"พูดจาไร้สาระ แม้ข้าจะได้ของคืน แต่ค่าเสียเวลาข้ายังไม่ได้ ข้าคิดไม่แพงหรอก สองตำลึงก็พอ หากหามาไม่ได้ ใช้ร่างกายเจ้าแก้ขัด ข้าก็ไม่เกี่ยงหรอกนะ ไม่งั้นข้าจะจับพ่อของเจ้าส่งทางการ!!"
หลี่ต้าที่เห็นเหตุการณ์ตรงหน้าก็อยากแปลงร่างเป็นวีรบุรุษไปช่วยสาวงามเช่นกัน แต่เขารู้ดีว่าตัวเองไม่สามารถต่อสู้กับฝ่ายตรงข้ามที่มีเรื่องต่อยตีเป็นประจำได้ ซ้ำร้ายหากเขาเข้าไปช่วยตอนนี้ นอกจากจะช่วยไม่ได้แล้ว ตัวเองอาจต้องบาดเจ็บจนต้องเสียเงินเสียทองรักษาบาดแผลในครั้งนี้อีก ดังนั้นเขาจึงไม่มองไปทางหญิงสาวผู้นั้นอีก
อย่างไรก็ตามหลี่เอ้อน้องชายคนรองที่มีอายุน้อยกว่าหลี่ต้าพี่ชายคนโตสองปีกลับเป็นชายหนุ่มเลือดร้อน เมื่อกลับมาจากการออกหาพื้นที่ขายของ และได้เห็นเหตุการณ์ที่หญิงสาวถูกรังแก เขาก็พุ่งตรงไปทางอันธพาลสองคนนั้นทันที
"เฮ้ ในเมื่อแม่นางท่านนี้คืนของไปแล้ว เหตุใดต้องติดใจเอาความสองพ่อลูกคู่นี้ด้วย ดูไม่เป็นสุภาพบุรุษเอาเสียเลย แน่จริง…"
ยังไม่ทันจะพูดจบได้มีมือข้างหนึ่งมาปิดปากเขาเอาไว้ เจ้าของมือข้างนั้นคือหลี่ต้าพี่ชายคนโตนั่นเอง
"ขออภัยแทนน้องชายข้าด้วย พอดีเขาเป็นคนใจร้อนไปหน่อย"
"พี่ใหญ่!!"
"เฮอะ โชคดีที่เจ้ายังรู้จักกาลเทศะ ช่วยสอนน้องเจ้าหน่อยก็แล้วกัน มิฉะนั้นมันอาจต้องตายก่อนวัยอันควร พวกเจ้าไปได้แล้ว!!"
จบคำของอันธพาล หลี่ต้าพี่ชายคนโตคิดจะหันหลังกลับออกไปพร้อมน้องชายคนรอง แต่หญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงนั้นกลับดึงชายเสื้อของเขาไว้ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
"พี่ชายช่วยข้ากับท่านพ่อของข้าด้วย"
แค่คำพูดเดียวของหญิงสาวทำเอาหลี่ต้าพี่ชายคนโตถึงกับหยุดชะงัก และคิดถึงน้องสาวของตนเองอย่างเป่าเปาขึ้นมาทันที เขาแกะมือของหญิงสาวออก ก่อนจะแกล้งทำเหรียญอีแปะหล่นลงกับพื้น และได้มีคนเก็บมันขึ้นมาส่งคืนให้หลี่ต้า
"โอ้ว พี่ชายท่านขโมยเงินข้างั้นหรือ?"
"เฮ้ยข้าเปล่านะ แค่สองอีแปะข้าจะขโมยไปทำไมกัน เจ้าทำหล่นไว้ข้าแค่เก็บขึ้นมาเฉยๆ"
"จะเป็นแบบนั้นได้อย่างไร ขนาดท่านลุงคนนั้นยังขโมยเงินเพียงหนึ่งอีแปะ นี่มันมากกว่าถึงสองเท่าเชียวนะ พอดีเลย ข้าจะส่งท่านไปหาทางการพร้อมท่านลุงผู้นั้นเลยก็แล้วกัน"
หลี่ต้าทำท่าทางเหมือนจะพาทั้งสองคนไปที่ว่าการจริงๆ ทำให้อันธพาลมองหน้าหลี่ต้าด้วยความโมโหทีหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงลอดไรฟันขึ้นว่า
"แส่ไม่เข้าเรื่อง!! ฝากไว้ก่อนเถอะ"
กล่าวจบ อันธพาลสองคนก็เดินจากไป ทิ้งให้หลี่ต้าเหงื่อตกอยู่ในใจ โชคดีจริงๆ ที่มีผู้คนอยู่ที่นี่มากมาย ทำให้เขาไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ ไม่งั้นเขาต้องโดนท่านแม่บ่นจนหูชาแน่นอน
หลังจากเหตุการณ์ทั้งหมดจบลงหลี่ต้าก็รีบตรงเข้าไปขออภัยชายคนที่ช่วยเก็บเงินให้เขา และอธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้น ทำให้ชายผู้นั้นไม่ติดใจเอาความ และบอกให้เขาระวังตัวให้ดี พร้อมจากไปด้วยรอยยิ้ม
"พี่ชาย ข้าแซ่หง นามว่าหมิงจู ขอบคุณมากที่ช่วยข้ากับพ่อเอาไว้"
"ไม่เป็นไรหรอก เจ้าไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว ข้าขอตัวก่อน"
หลี่ต้าพยักหน้าน้อยๆ ให้หญิงสาวก่อนเดินจากไป หลี่เอ้อน้องชายคนรองที่เห็นเช่นนั้นก็รีบวิ่งตามไปทันทีก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
"ชนะพวกอันธพาลได้โดยไม่ต้องใช้กำลัง พี่ใหญ่ ท่านนี่สุดยอดไปเลย"
หลี่ต้าพี่ชายคนโตยิ้มกว้าง ก่อนจะยักคิ้วให้น้องชายทีหนึ่งอย่างอารมณ์ดี
"ว่าแต่ ผักที่เราเอามาขายอยู่ที่ใดหรือขอรับ"
"…!!"
เขาวางผักไว้ที่ใดกันล่ะเนี่ย หากผักเหล่านั้นหายไป เขาและน้องชายอาจไม่ได้ตายเพราะมีเรื่องต่อยตีกับอันธพาลเป็นแน่ แต่จะเป็นมารดาต่างหากล่ะที่เล่นงานพวกเขาจนถึงขั้นเสียชีวิต แค่คิดขึ้นมาคนทั้งสองก็ถึงกับหน้าซีด พวกเขากลัวจนทำอะไรไม่ถูกแล้ว
ดังนั้นเมื่อตั้งสติได้สองพี่น้องจึงรีบวิ่งค้นหาตะกร้าผักที่นำมาจากบ้าน และขายมันออกไปโดยเร็วที่สุด