โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทักษิณกลับบ้านรอบ 17 ปี เปิดระเบียบอภัยโทษ-ศาลฎีกานับเวลาจำคุก

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 22 ส.ค. 2566 เวลา 08.21 น. • เผยแพร่ 22 ส.ค. 2566 เวลา 04.59 น.

คอลัมน์ : Politics policy people forum

หากนับตั้งแต่วันรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ถือว่าสิ้นสุดการรอคอย 17 ปีของ “ทักษิณ ชินวัตร” ที่ต้องเป็น “อดีตผู้นำพเนจร” อยู่ต่างแดน ให้คำปรึกษาพรรคเพื่อไทยทั้งหน้าม่าน-หลังม่าน

ทันทีที่เครื่องบินส่วนตัวลำโดยสารอดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของประเทศไทยแลนดิ้งแตะรันเวย์สนามบินดอนเมือง กองบินทหาร บน.6 สนามบินดอนเมือง ในเวลา 09.00 น. ของวันที่ 22 สิงหาคม 2566

เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) สนธิกำลังกรมราชทัณฑ์รับตัวนายทักษิณ และ “พิมพ์ลายนิ้วมือ” เพื่อเดินทางไปรับหมายขังที่ศาลฎีกา (สนามหลวง) และนำตัวเข้าเรือนจำกลางคลองเปรม

กางระเบียบอภัยโทษเฉพาะราย

สถานีต่อไปของ “ตระกูลชินวัตร” คือ การตัดสินใจ-ชั่งใจ ขอ “พระราชทานอภัยโทษเฉพาะราย” โดยการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษตามการถวายคำแนะนำของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

ระยะเวลาการยื่นฎีกาทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานอภัยโทษเฉพาะราย 1.ผู้ต้องโทษกรณีทั่วไป ยื่นได้ทันทีที่คดีถึงที่สุด 2.ผู้ต้องโทษประหารชีวิตต้องยื่นภายใน 60 วัน นับแต่คดีถึงที่สุด

ขั้นตอนการขอพระราชทานอภัยโทษเฉพาะราย ผู้ต้องโทษ (โทษประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ ริบทรัพย์สิน) ที่คดีถึงที่สุดแล้ว และผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้องสามารถยื่นเรื่องราวทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษผ่านเรือนจำ/ทัณฑสถาน หรือกระทรวงยุติธรรม หรือสำนักราชเลขาธิการ หรือกระทรวงการต่างประเทศ หรือสถานทูต

หลังจากรับเรื่องแล้วกรมราชทัณฑ์จะส่งไปสอบสวนเรื่องราวยังเรือนจำ/ทัณฑสถานที่ควบคุมผู้ต้องโทษ จากนั้นจะเสนอความเห็นให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมลงนาม เพื่อนำความขึ้นกราบบังคมทูลฯ

ผ่านสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีและสำนักราชเลขาธิการ เมื่อทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยเช่นไร ก็จะส่งผลฎีกาดังกล่าวให้กรมราชทัณฑ์ทราบ และดำเนินการ พร้อมทั้งแจ้งผลให้ผู้ยื่นเรื่องราวทูลเกล้าฯ ทราบ

หากพระราชทานอภัยโทษให้อาจจะเป็นการพระราชทานอภัยโทษให้ทั้งหมด โดยให้ปล่อยตัวไป หรือพระราชทานอภัยโทษให้เป็นบางส่วน โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

ส่วนในรายที่ไม่พระราชทานอภัยโทษให้ จะมีหนังสือสำคัญแจ้งผลฎีกา โดยอ้างพระราชกระแสว่า ความทราบฝ่าละลองธุลีพระบาทแล้ว มีกระแสให้ยกฎีกาหนังสือสำคัญดังกล่าว นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามแจ้งพระราชกระแส

ทั้งนี้ ถ้ามีพระราชกระแสให้ยกฎีกาแล้วจะยื่นใหม่อีกไม่ได้ จนกว่าจะพ้นสองปีนับแต่วันถูกยกครั้งก่อน จึงจะยื่นทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษขึ้นไปใหม่ได้

สำหรับผู้มีสิทธิยื่นเรื่องราวทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษเฉพาะราย ได้แก่ ผู้ต้องโทษที่คดีถึงที่สุด ผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้อง เช่น บิดามารดา บุตร คู่สมรส สถานทูต (ชาวต่างชาติ) ทนายความ ไม่ถือว่าเป็นผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้อง

3 คดีปักหลังทักษิณ

วิบากกรรมที่เป็นคดีชนักปักหลังนายทักษิณ คดีถึงที่สุด-พิพากษารับโทษ จำนวน 3 คดี รวมจำคุก 10 ปี ได้แก่ 1.คดีหมายเลขดำที่ อม.9/2551 คดีหมายเลขแดงที่ อม.5/2551 ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ การขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม กรณีถือหุ้นในบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่รับสัมปทาน หรือเข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐ

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาเป็นโทษจำคุกรวม 5 ปี ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่รับสัมปทาน หรือเข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ จำคุก 2 ปี และฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการ หรือดูแลกิจการ เข้ามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นเนื่องด้วยกิจการนั้น จำคุก 3 ปี

2.คดีหมายเลขดำที่ อม. 1/2551 คดีหมายเลขแดงที่ อม. 10/2552 ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ กรณีอนุมัติโครงการสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัว 2 ตัว หรือ “หวยบนดิน” ทำให้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลและรัฐได้รับความเสียหาย รวมทั้งสิ้น 36,960.77 ล้านบาท ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาให้ลงโทษจำคุก 2 ปี

3.คดีหมายเลขดำที่ อม. 3/2551 คดีหมายเลขแดงที่ อม. 4/2551 ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ กรณีสั่งการให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) ปล่อยกู้ให้กับรัฐบาลเมียนมา 3,000 ล้านบาท และเพิ่มวงเงินกู้อีก 1,000 ล้านบาท รวม 4,000 ล้านบาท เพื่อเอื้อบริษัทชิน แซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) ผู้รับสัมปทานโทรคมนาคมในเมียนมา โดยศาลฎีกาฯ พิพากษาโดยมติเสียงข้างมากให้จำคุก 3 ปี

เกร็ดจากคดีของนายทักษิณ ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาฯ ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2560 มาตรา 4 (คดีหวยบนดิน) มาตรา 7 (คดีปล่อยกู้รัฐบาลเมียนมา/คดีถือหุ้นในบริษัทชิน คอร์ปฯ) ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 157 มาตรา 152 และให้ใช้อัตราโทษใหม่ แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย

ไต่สวน-จำหน่ายชั่วคราว

สำหรับคดีที่อยู่ระหว่างกระบวนการไต่สวน-จำหน่ายคดีชั่วคราว ได้แก่ 1.คดีกล่าวหาว่านายทักษิณเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามแร่เถื่อน กรณีการตรวจสอบลักลอบการทำเหมืองแร่ดีบุก จ.พังงา ปัจจุบันคดีอยู่ระหว่าง ป.ป.ช. การตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นยังไม่มีการตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน

2.คดีกล่าวหานายทักษิณอนุมัติให้บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.สนับสนุนบริษัท แอร์เอเชีย จำกัด (มหาชน) เมื่อครั้งกลุ่มชินคอร์ปถือหุ้นอยู่ 51% เข้ามาทำธุรกิจสายการบินต้นทุนต่ำ และมีการแก้ไขข้อบังคับหลายกรณี (ยกเว้นการเก็บค่าธรรมเนียมการจอด) ปัจจุบัน ป.ป.ช.ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนคดีแล้ว อยู่ระหว่างสรุปข้อเท็จจริงของคณะอนุกรรมการ แต่ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาแต่อย่างใด

3.คดีหมายเลขดำ อ.1824/2558 กองทัพบกยื่นฟ้องนายทักษิณ ความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา กรณีเผยแพร่คำสัมภาษณ์ของจากประเทศเกาหลี เกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองและการยึดอำนาจการปกครองของ คสช. โดยศาลออกหมายจับและจำหน่ายคดีออกจากสารบบชั่วคราว

ยกฟ้อง-หมดอายุความ

คดียกคำฟ้อง-หมดอายุความ จำนวน 6 คดี 1.คดีหมายเลขดำที่ อม.อธ. 4/2561 คดีหมายเลขแดงที่ อม.อธ. 6/2562 ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กรณีไม่ทักท้วงให้กระทรวงการคลังเป็นผู้บริหารและเสนอชื่อประธานคณะและผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการบริษัท อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทีพีไอ

ศาลฎีกาพิพากษาว่า เมื่อไม่ปรากฏในทางไต่สวนว่า นายทักษิณได้เข้าไปเกี่ยวข้อง หรือรู้เห็น หรือมีพฤติการณ์ที่บ่งชี้ได้ว่ามีเจตพิเศษประสงค์ต่อผล เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือผู้อื่น จึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ตามฟ้องที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษา “ยกฟ้อง” มานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน

2.คดีหมายเลขดำที่ อม. 3/2555 คดีหมายเลขแดงที่ อม. 55/2558 ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ยักยอก ความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การ หรือหน่วยงานของรัฐ ความผิดต่อพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ กรณีมีส่วนในการให้ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) อนุมัติสินเชื่อให้กับบริษัทในเครือบริษัท กฤษดามหานคร จำกัด (มหาชน)

3.คดีหมายเลขดำที่ อม. 1/2550 คดีหมายเลขแดง อม. 1/2550 ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กรณีทุจริตการจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษก 33 ไร่ 78.9 ตารางวา ราคา 772 ล้านบาท กับกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ศาลฎีกาฯ พิพากษาให้ลงโทษจำคุก 2 ปี แต่คดีหมดอายุความ

4.คดีกรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 17,000 ล้านบาท โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่า กรมสรรพากรออกหมายเรียกประเมินภาษีไปยังนายพานทองแท้ และนางพินทองทา ชินวัตร ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะเจ้าของหุ้นที่แท้จริงคือนายทักษิณ

5.คดีระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ลอตสอง ป.ป.ช.มีมติไม่ชี้มูลนายทักษิณ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ เนื่องจากคำให้การของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ ที่ถูกกันตัวไว้เป็นพยานไม่มีน้ำหนัก

6.คดีสั่งซื้อเครื่องบินแอร์บัส แบบ A340-500 และ A340-600 ของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ปี 2545-2547 และคดีอนุมัติการสั่งซื้อเครื่องบินแบบ A340-500 จำนวน 4 ลำ เมื่อปี 2545-2547 และปี 2554 จำนวน 75 ลำ ป.ป.ช. มีมติมีมูลไม่เพียงพอ

การนับโทษคดีทักษิณ

สุดท้ายแล้ว “การนับโทษ” คดีของนายทักษิณยังต้องถูกถกเถียงต่อไป หากเลาะตะเข็บจากคำพิพากษาศาล คดีถึงที่สุดแล้ว 3 คดี จำคุกรวม 10 ปี

คดีหวยบนดิน คำพิพากษาบอกว่า “ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อจากโทษในคดีหมายเลขดำที่ อม.1/2550 (คดีหมายเลขแดงที่ อม. 1/2551) นั้น คดีดังกล่าวศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2551 ลงโทษจำเลยที่ 1 ให้จำคุก 2 ปี เมื่อนับถึงวันที่ 6 มิถุนายน 2562 ซึ่งเป็นวันที่ศาลมีคำพิพากษาเกินกว่า 10 ปีแล้ว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 98 (3) เป็นอันล่วงเลยการลงโทษ จึงไม่อาจนับโทษต่อได้”

คดีปล่อยกู้รัฐบาลเมียนมา “คำขอให้นับโทษต่อจากโทษในคดีหมายเลขดำที่ อม. 1/2550 คดีหมายเลขแดงที่ อม. 1/2551 และคดีหมายเลขดำที่ อม. 1/2551 ของศาลฎีกาฯ นั้น สำหรับคดีหมายเลขแดงที่ อม. 1/2551 ศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก 1 ปี เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2551 แต่นายทักษิณหลบหนี และยังไม่ได้ตัวมาเพื่อรับโทษนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด จนถึงวันที่ศาลมีคำพิพากษาคดีนี้เกินกำหนดเวลา 10 ปี เป็นอันล่วงเลยการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 98 (3) แล้ว”

แม้ต่อมาจะมีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 โดยเพิ่มมาตรา 74/1 ที่มิให้นับระยะเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความ ซึ่งย่อมทำให้กำหนดเวลาที่บุคคลอาจต้องรับโทษอาญาเพิ่มขึ้น หรือหนักกว่ากำหนดเวลาที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 98

“ดังนั้น มาตรา 74/1 ดังกล่าวจึงไม่ใช่บทบัญญัติของกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะที่กระทำความผิดที่จะบังคับแก่คดีนี้ได้ ส่วนคดีหมายเลขดำที่ อม. 1/2551 ศาลยังมิได้มีคำพิพากษากรณีไม่อาจนับโทษคดีนี้ต่อจากโทษทั้งสองคดีดังกล่าวตามที่ขอได้”

คดีถือหุ้นในบริษัท ชิน คอร์ปฯ “ให้นับโทษจำคุกต่อจากโทษจำคุกในคดีหมายเลขแดงที่ อม.4/2551 และต่อจากโทษจำคุกในคดีหมายเลขแดงที่ อม.10/2552 ของศาลฎีกาฯ”

ทั้งนี้ คำพิพากษาคดีถือหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปฯ จำคุกรวม 5 ปี ได้ระบุไว้ในคำพิพากษาศาลฎีกาว่า ให้นับโทษจำคุกต่อจากโทษจำคุกใน 3 ปี คดี EXIM Bank ปล่อยกู้รัฐบาลพม่า และต่อจากโทษจำคุก 2 ปีในคดีหวยบนดินของศาลฎีกาฯ

สรุปรวมโทษจำคุกทั้งหมด 10 ปี แต่มีการนับโทษต่อกัน ดังนั้นจึงเหลือจำคุกจริงเพียง 8 ปี

เปิดคำพิพากษา-วิธีนับเวลาจำคุกเหลือ 8 ปี

วันที่ 22 สิงหาคม 2566 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้ออกเอกสารข่าว ระบุว่า เวลา 10.40 น. พ.ต.อ.คมวุฒิ จองบุญวัฒนา ผู้กำกับการด่านตรวจคนเข้าเมือง ท่าอากาศยานกรุงเทพ กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 ได้นำบุคคลตามหมายจับมาส่งต่อศาล ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ทั้งสามคดียืนยันว่านายทักษิณ ชินวัตร บุคคลที่อยู่ต่อหน้าศาลเป็นจำเลยหรือจำเลยที่ 1 ในคดีทั้งสามคดี จำเลยหรือจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นจำเลยในคดีทั้งสาม ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตรวจสอบบุคคลที่อยู่ต่อหน้าศาลแล้ว

ทักษิณ ชินวัตร เป็นจำเลยหรือจำเลยที่ 1 ในคดีทั้งสามคดี ดังนี้ (1) คดีหมายเลขดำที่ อม. 3/2551 คดีหมายเลขแดงที่ อม. 4/2551 ระหว่าง คณะกรรมการ ตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ โดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน โจทก์ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือนายทักษิณ ชินวัตร จำเลย

(2) คดีหมายเลขดำที่ อม. 1/2551 คดีหมายเลขแดงที่ อม. 10/2552 ระหว่าง คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) โดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน โจทก์ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือนายทักษิณ ชินวัตร ที่ 1 กับพวกรวม 47 คน จําเลย

(3) คดีหมายเลขดำที่ อม. 4/2551 คดีหมายเลขแดงที่ อม. 9/2551 ของศาลนี้ ระหว่าง อัยการสูงสุดโจทก์ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือนายทักษิณ ชินวัตร จำเลย จึงรับตัวจำเลยหรือจำเลยที่ 1 ในคดีทั้งสามคดีดังกล่าวไว้ ศาลได้แจ้งให้จำเลยหรือจำเลยที่ 1 ทราบคำพิพากษาแล้ว โดยคดีหมายเลขดำที่ อม. 3 /2551 คดีหมายเลขแดงที่ อม. 4/2551 คดีทุจริตปล่อยกู้เอ็กซิมแบงก์ ลงโทษจำคุก 3 ปี (สามปี) คดีหมายเลขดำที่ อม. 1/2551 คดีหมายเลขแดงที่ อม. 10 /2552 ลงโทษจำคุก 2 ปี (สองปี)

และคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อม. 4/2551คดีหมายเลขแดงที่ อม. 5/2551 คดีแก้สัมปทานเอื้อประโยชน์ให้ชินคอร์ปลงโทษจำคุกรวม 5ปี (ห้าปี) นับโทษจำคุกของจำเลยต่อ จากโทษจำคุกของจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ อม. 4/2551 และต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ อม. 10/2552 ศาลออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดในแต่ละคดีแล้ว

สรุปรวมโทษจำคุกทั้งหมดแล้ว 10 ปี แต่มีการนับโทษต่อกัน ดังนั้นจึงเหลือจำคุกจริงเพียง 8 ปี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...