ทักษิณกลับบ้านรอบ 17 ปี เปิดระเบียบอภัยโทษ-ศาลฎีกานับเวลาจำคุก
คอลัมน์ : Politics policy people forum
หากนับตั้งแต่วันรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ถือว่าสิ้นสุดการรอคอย 17 ปีของ “ทักษิณ ชินวัตร” ที่ต้องเป็น “อดีตผู้นำพเนจร” อยู่ต่างแดน ให้คำปรึกษาพรรคเพื่อไทยทั้งหน้าม่าน-หลังม่าน
ทันทีที่เครื่องบินส่วนตัวลำโดยสารอดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของประเทศไทยแลนดิ้งแตะรันเวย์สนามบินดอนเมือง กองบินทหาร บน.6 สนามบินดอนเมือง ในเวลา 09.00 น. ของวันที่ 22 สิงหาคม 2566
เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) สนธิกำลังกรมราชทัณฑ์รับตัวนายทักษิณ และ “พิมพ์ลายนิ้วมือ” เพื่อเดินทางไปรับหมายขังที่ศาลฎีกา (สนามหลวง) และนำตัวเข้าเรือนจำกลางคลองเปรม
กางระเบียบอภัยโทษเฉพาะราย
สถานีต่อไปของ “ตระกูลชินวัตร” คือ การตัดสินใจ-ชั่งใจ ขอ “พระราชทานอภัยโทษเฉพาะราย” โดยการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษตามการถวายคำแนะนำของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
ระยะเวลาการยื่นฎีกาทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานอภัยโทษเฉพาะราย 1.ผู้ต้องโทษกรณีทั่วไป ยื่นได้ทันทีที่คดีถึงที่สุด 2.ผู้ต้องโทษประหารชีวิตต้องยื่นภายใน 60 วัน นับแต่คดีถึงที่สุด
ขั้นตอนการขอพระราชทานอภัยโทษเฉพาะราย ผู้ต้องโทษ (โทษประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ ริบทรัพย์สิน) ที่คดีถึงที่สุดแล้ว และผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้องสามารถยื่นเรื่องราวทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษผ่านเรือนจำ/ทัณฑสถาน หรือกระทรวงยุติธรรม หรือสำนักราชเลขาธิการ หรือกระทรวงการต่างประเทศ หรือสถานทูต
หลังจากรับเรื่องแล้วกรมราชทัณฑ์จะส่งไปสอบสวนเรื่องราวยังเรือนจำ/ทัณฑสถานที่ควบคุมผู้ต้องโทษ จากนั้นจะเสนอความเห็นให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมลงนาม เพื่อนำความขึ้นกราบบังคมทูลฯ
ผ่านสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีและสำนักราชเลขาธิการ เมื่อทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยเช่นไร ก็จะส่งผลฎีกาดังกล่าวให้กรมราชทัณฑ์ทราบ และดำเนินการ พร้อมทั้งแจ้งผลให้ผู้ยื่นเรื่องราวทูลเกล้าฯ ทราบ
หากพระราชทานอภัยโทษให้อาจจะเป็นการพระราชทานอภัยโทษให้ทั้งหมด โดยให้ปล่อยตัวไป หรือพระราชทานอภัยโทษให้เป็นบางส่วน โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
ส่วนในรายที่ไม่พระราชทานอภัยโทษให้ จะมีหนังสือสำคัญแจ้งผลฎีกา โดยอ้างพระราชกระแสว่า ความทราบฝ่าละลองธุลีพระบาทแล้ว มีกระแสให้ยกฎีกาหนังสือสำคัญดังกล่าว นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามแจ้งพระราชกระแส
ทั้งนี้ ถ้ามีพระราชกระแสให้ยกฎีกาแล้วจะยื่นใหม่อีกไม่ได้ จนกว่าจะพ้นสองปีนับแต่วันถูกยกครั้งก่อน จึงจะยื่นทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษขึ้นไปใหม่ได้
สำหรับผู้มีสิทธิยื่นเรื่องราวทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษเฉพาะราย ได้แก่ ผู้ต้องโทษที่คดีถึงที่สุด ผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้อง เช่น บิดามารดา บุตร คู่สมรส สถานทูต (ชาวต่างชาติ) ทนายความ ไม่ถือว่าเป็นผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้อง
3 คดีปักหลังทักษิณ
วิบากกรรมที่เป็นคดีชนักปักหลังนายทักษิณ คดีถึงที่สุด-พิพากษารับโทษ จำนวน 3 คดี รวมจำคุก 10 ปี ได้แก่ 1.คดีหมายเลขดำที่ อม.9/2551 คดีหมายเลขแดงที่ อม.5/2551 ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ การขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม กรณีถือหุ้นในบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่รับสัมปทาน หรือเข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐ
ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาเป็นโทษจำคุกรวม 5 ปี ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่รับสัมปทาน หรือเข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ จำคุก 2 ปี และฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการ หรือดูแลกิจการ เข้ามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นเนื่องด้วยกิจการนั้น จำคุก 3 ปี
2.คดีหมายเลขดำที่ อม. 1/2551 คดีหมายเลขแดงที่ อม. 10/2552 ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ กรณีอนุมัติโครงการสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัว 2 ตัว หรือ “หวยบนดิน” ทำให้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลและรัฐได้รับความเสียหาย รวมทั้งสิ้น 36,960.77 ล้านบาท ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาให้ลงโทษจำคุก 2 ปี
3.คดีหมายเลขดำที่ อม. 3/2551 คดีหมายเลขแดงที่ อม. 4/2551 ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ กรณีสั่งการให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) ปล่อยกู้ให้กับรัฐบาลเมียนมา 3,000 ล้านบาท และเพิ่มวงเงินกู้อีก 1,000 ล้านบาท รวม 4,000 ล้านบาท เพื่อเอื้อบริษัทชิน แซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) ผู้รับสัมปทานโทรคมนาคมในเมียนมา โดยศาลฎีกาฯ พิพากษาโดยมติเสียงข้างมากให้จำคุก 3 ปี
เกร็ดจากคดีของนายทักษิณ ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาฯ ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2560 มาตรา 4 (คดีหวยบนดิน) มาตรา 7 (คดีปล่อยกู้รัฐบาลเมียนมา/คดีถือหุ้นในบริษัทชิน คอร์ปฯ) ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 157 มาตรา 152 และให้ใช้อัตราโทษใหม่ แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย
ไต่สวน-จำหน่ายชั่วคราว
สำหรับคดีที่อยู่ระหว่างกระบวนการไต่สวน-จำหน่ายคดีชั่วคราว ได้แก่ 1.คดีกล่าวหาว่านายทักษิณเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามแร่เถื่อน กรณีการตรวจสอบลักลอบการทำเหมืองแร่ดีบุก จ.พังงา ปัจจุบันคดีอยู่ระหว่าง ป.ป.ช. การตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นยังไม่มีการตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน
2.คดีกล่าวหานายทักษิณอนุมัติให้บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.สนับสนุนบริษัท แอร์เอเชีย จำกัด (มหาชน) เมื่อครั้งกลุ่มชินคอร์ปถือหุ้นอยู่ 51% เข้ามาทำธุรกิจสายการบินต้นทุนต่ำ และมีการแก้ไขข้อบังคับหลายกรณี (ยกเว้นการเก็บค่าธรรมเนียมการจอด) ปัจจุบัน ป.ป.ช.ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนคดีแล้ว อยู่ระหว่างสรุปข้อเท็จจริงของคณะอนุกรรมการ แต่ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาแต่อย่างใด
3.คดีหมายเลขดำ อ.1824/2558 กองทัพบกยื่นฟ้องนายทักษิณ ความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา กรณีเผยแพร่คำสัมภาษณ์ของจากประเทศเกาหลี เกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองและการยึดอำนาจการปกครองของ คสช. โดยศาลออกหมายจับและจำหน่ายคดีออกจากสารบบชั่วคราว
ยกฟ้อง-หมดอายุความ
คดียกคำฟ้อง-หมดอายุความ จำนวน 6 คดี 1.คดีหมายเลขดำที่ อม.อธ. 4/2561 คดีหมายเลขแดงที่ อม.อธ. 6/2562 ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กรณีไม่ทักท้วงให้กระทรวงการคลังเป็นผู้บริหารและเสนอชื่อประธานคณะและผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการบริษัท อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทีพีไอ
ศาลฎีกาพิพากษาว่า เมื่อไม่ปรากฏในทางไต่สวนว่า นายทักษิณได้เข้าไปเกี่ยวข้อง หรือรู้เห็น หรือมีพฤติการณ์ที่บ่งชี้ได้ว่ามีเจตพิเศษประสงค์ต่อผล เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือผู้อื่น จึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ตามฟ้องที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษา “ยกฟ้อง” มานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน
2.คดีหมายเลขดำที่ อม. 3/2555 คดีหมายเลขแดงที่ อม. 55/2558 ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ยักยอก ความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การ หรือหน่วยงานของรัฐ ความผิดต่อพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ กรณีมีส่วนในการให้ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) อนุมัติสินเชื่อให้กับบริษัทในเครือบริษัท กฤษดามหานคร จำกัด (มหาชน)
3.คดีหมายเลขดำที่ อม. 1/2550 คดีหมายเลขแดง อม. 1/2550 ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กรณีทุจริตการจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษก 33 ไร่ 78.9 ตารางวา ราคา 772 ล้านบาท กับกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ศาลฎีกาฯ พิพากษาให้ลงโทษจำคุก 2 ปี แต่คดีหมดอายุความ
4.คดีกรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 17,000 ล้านบาท โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่า กรมสรรพากรออกหมายเรียกประเมินภาษีไปยังนายพานทองแท้ และนางพินทองทา ชินวัตร ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะเจ้าของหุ้นที่แท้จริงคือนายทักษิณ
5.คดีระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ลอตสอง ป.ป.ช.มีมติไม่ชี้มูลนายทักษิณ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ เนื่องจากคำให้การของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ ที่ถูกกันตัวไว้เป็นพยานไม่มีน้ำหนัก
6.คดีสั่งซื้อเครื่องบินแอร์บัส แบบ A340-500 และ A340-600 ของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ปี 2545-2547 และคดีอนุมัติการสั่งซื้อเครื่องบินแบบ A340-500 จำนวน 4 ลำ เมื่อปี 2545-2547 และปี 2554 จำนวน 75 ลำ ป.ป.ช. มีมติมีมูลไม่เพียงพอ
การนับโทษคดีทักษิณ
สุดท้ายแล้ว “การนับโทษ” คดีของนายทักษิณยังต้องถูกถกเถียงต่อไป หากเลาะตะเข็บจากคำพิพากษาศาล คดีถึงที่สุดแล้ว 3 คดี จำคุกรวม 10 ปี
คดีหวยบนดิน คำพิพากษาบอกว่า “ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อจากโทษในคดีหมายเลขดำที่ อม.1/2550 (คดีหมายเลขแดงที่ อม. 1/2551) นั้น คดีดังกล่าวศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2551 ลงโทษจำเลยที่ 1 ให้จำคุก 2 ปี เมื่อนับถึงวันที่ 6 มิถุนายน 2562 ซึ่งเป็นวันที่ศาลมีคำพิพากษาเกินกว่า 10 ปีแล้ว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 98 (3) เป็นอันล่วงเลยการลงโทษ จึงไม่อาจนับโทษต่อได้”
คดีปล่อยกู้รัฐบาลเมียนมา “คำขอให้นับโทษต่อจากโทษในคดีหมายเลขดำที่ อม. 1/2550 คดีหมายเลขแดงที่ อม. 1/2551 และคดีหมายเลขดำที่ อม. 1/2551 ของศาลฎีกาฯ นั้น สำหรับคดีหมายเลขแดงที่ อม. 1/2551 ศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก 1 ปี เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2551 แต่นายทักษิณหลบหนี และยังไม่ได้ตัวมาเพื่อรับโทษนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด จนถึงวันที่ศาลมีคำพิพากษาคดีนี้เกินกำหนดเวลา 10 ปี เป็นอันล่วงเลยการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 98 (3) แล้ว”
แม้ต่อมาจะมีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 โดยเพิ่มมาตรา 74/1 ที่มิให้นับระยะเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความ ซึ่งย่อมทำให้กำหนดเวลาที่บุคคลอาจต้องรับโทษอาญาเพิ่มขึ้น หรือหนักกว่ากำหนดเวลาที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 98
“ดังนั้น มาตรา 74/1 ดังกล่าวจึงไม่ใช่บทบัญญัติของกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะที่กระทำความผิดที่จะบังคับแก่คดีนี้ได้ ส่วนคดีหมายเลขดำที่ อม. 1/2551 ศาลยังมิได้มีคำพิพากษากรณีไม่อาจนับโทษคดีนี้ต่อจากโทษทั้งสองคดีดังกล่าวตามที่ขอได้”
คดีถือหุ้นในบริษัท ชิน คอร์ปฯ “ให้นับโทษจำคุกต่อจากโทษจำคุกในคดีหมายเลขแดงที่ อม.4/2551 และต่อจากโทษจำคุกในคดีหมายเลขแดงที่ อม.10/2552 ของศาลฎีกาฯ”
ทั้งนี้ คำพิพากษาคดีถือหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปฯ จำคุกรวม 5 ปี ได้ระบุไว้ในคำพิพากษาศาลฎีกาว่า ให้นับโทษจำคุกต่อจากโทษจำคุกใน 3 ปี คดี EXIM Bank ปล่อยกู้รัฐบาลพม่า และต่อจากโทษจำคุก 2 ปีในคดีหวยบนดินของศาลฎีกาฯ
สรุปรวมโทษจำคุกทั้งหมด 10 ปี แต่มีการนับโทษต่อกัน ดังนั้นจึงเหลือจำคุกจริงเพียง 8 ปี
เปิดคำพิพากษา-วิธีนับเวลาจำคุกเหลือ 8 ปี
วันที่ 22 สิงหาคม 2566 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้ออกเอกสารข่าว ระบุว่า เวลา 10.40 น. พ.ต.อ.คมวุฒิ จองบุญวัฒนา ผู้กำกับการด่านตรวจคนเข้าเมือง ท่าอากาศยานกรุงเทพ กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 ได้นำบุคคลตามหมายจับมาส่งต่อศาล ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ทั้งสามคดียืนยันว่านายทักษิณ ชินวัตร บุคคลที่อยู่ต่อหน้าศาลเป็นจำเลยหรือจำเลยที่ 1 ในคดีทั้งสามคดี จำเลยหรือจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นจำเลยในคดีทั้งสาม ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตรวจสอบบุคคลที่อยู่ต่อหน้าศาลแล้ว
ทักษิณ ชินวัตร เป็นจำเลยหรือจำเลยที่ 1 ในคดีทั้งสามคดี ดังนี้ (1) คดีหมายเลขดำที่ อม. 3/2551 คดีหมายเลขแดงที่ อม. 4/2551 ระหว่าง คณะกรรมการ ตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ โดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน โจทก์ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือนายทักษิณ ชินวัตร จำเลย
(2) คดีหมายเลขดำที่ อม. 1/2551 คดีหมายเลขแดงที่ อม. 10/2552 ระหว่าง คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) โดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน โจทก์ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือนายทักษิณ ชินวัตร ที่ 1 กับพวกรวม 47 คน จําเลย
(3) คดีหมายเลขดำที่ อม. 4/2551 คดีหมายเลขแดงที่ อม. 9/2551 ของศาลนี้ ระหว่าง อัยการสูงสุดโจทก์ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือนายทักษิณ ชินวัตร จำเลย จึงรับตัวจำเลยหรือจำเลยที่ 1 ในคดีทั้งสามคดีดังกล่าวไว้ ศาลได้แจ้งให้จำเลยหรือจำเลยที่ 1 ทราบคำพิพากษาแล้ว โดยคดีหมายเลขดำที่ อม. 3 /2551 คดีหมายเลขแดงที่ อม. 4/2551 คดีทุจริตปล่อยกู้เอ็กซิมแบงก์ ลงโทษจำคุก 3 ปี (สามปี) คดีหมายเลขดำที่ อม. 1/2551 คดีหมายเลขแดงที่ อม. 10 /2552 ลงโทษจำคุก 2 ปี (สองปี)
และคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อม. 4/2551คดีหมายเลขแดงที่ อม. 5/2551 คดีแก้สัมปทานเอื้อประโยชน์ให้ชินคอร์ปลงโทษจำคุกรวม 5ปี (ห้าปี) นับโทษจำคุกของจำเลยต่อ จากโทษจำคุกของจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ อม. 4/2551 และต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ อม. 10/2552 ศาลออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดในแต่ละคดีแล้ว
สรุปรวมโทษจำคุกทั้งหมดแล้ว 10 ปี แต่มีการนับโทษต่อกัน ดังนั้นจึงเหลือจำคุกจริงเพียง 8 ปี