รายได้คนไทยยังเหลื่อมล้ำ คนรวยรายได้สูงกว่าคนจน 16.4 เท่า
Krungthai Compass เผยแพร่บทวิเคราะห์“ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย ประเด็น ESG ที่ต้องเร่งแก้ไขเพื่อการเติบโตที่ทั่วถึงและยั่งยืน” โดยระบุว่าเมื่อประเมินภาพความเหลื่อมล้ำของไทยเทียบกับประเทศในภูมิภาคเอเชียที่มีบริบททางเศรษฐกิจใกล้เคียงกันแล้ว จะพบว่า ไทยมีความโดดเด่นในการบรรเทาปัญหาความยากจนแบบหลากมิติ โดยมีอัตราส่วนคนจนหลากมิติในปี 2562 คิดเป็น 0.6% ของจำนวนประชากร
ส่วนในด้านระดับความขัดสนนั้น ไทยมีปัญหาในระดับที่ใกล้เคียงกับเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียน โดยมีค่าความขัดสนเฉลี่ยของคนจนอยู่ที่ 37.6% ใกล้เคียงกับอินโดนีเซียและเวียดนาม ปัจจัยหลักที่ลดทอนโอกาสให้พ้นจากสภาวะขัดสนของคนจนไทย คือ ความเหลื่อมล้ำในการถือครองทรัพย์สิน รวมทั้งการขาดระบบบำนาญที่ครอบคลุมและเพียงพอสำหรับผู้มีรายได้น้อย
สำหรับความเหลื่อมล้ำในประเด็นโอกาสการเข้าถึงระบบการเงินอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีสารสนเทศ พบว่า ไทยจัดว่าอยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศชั้นนำในเอเชีย โดยอัตราการเข้าถึงบริการทางการเงินดิจิทัลตลอดจนเครือข่ายพื้นฐานของเทคโนโลยีสารสนเทศของไทยมีสัดส่วนใกล้เคียงกับ เกาหลีใต้ สิงคโปร์ จีน ทั้งยังเหนือกว่าเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนในหลายประเด็น
โดยจากการสำรวจการใช้บริการชำระเงินดิจิทัล (Digital Payment) โดย World Bank ในปี 2564 พบว่า ไทยมีอัตราการเข้าถึงการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์คิดเป็นสัดส่วนถึง 65.6% ของประชากร รองจากประเทศชั้นนำของเอเชีย และถือเป็นอันดับสองในกลุ่มอาเซียนรองจากสิงคโปร์
ขณะที่ผลการสำรวจการเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศโดย World Bank และ International Telecommunication Union ในปี 2564 ระบุว่า อัตราการเข้าถึงบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่จดทะเบียนต่อประชากร (Mobile subscribers density) ของไทยมีสัดส่วนที่สูงสุดเป็นอันดับ 1 ในเอเชียด้วยอัตราส่วน 168.8 เครื่องต่อประชากร 100 คน หรือคิดเป็นประมาณเกือบ 2 เครื่องต่อคน นอกจากนี้ ไทยยังมีอัตราการเข้าถึงของบริการอินเทอร์เน็ตต่อประชากร (Internet penetration) สูงถึง 85.3% ซึ่งสูงกว่าประเทศผู้นำในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น และจีน
หากเจาะลึกประเด็นความเหลื่อมล้ำของไทย พบว่า ในช่วงระยะกว่า 3 ทศวรรษที่ผ่านมาประเทศไทยมีสัดส่วนคนจนลดลงมาอย่างต่อเนื่อง จาก 65.2% ในปี 2531 เหลือเพียง 6.3% ในปี 2564 ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าสัดส่วนประชากรที่ไม่สามารถซื้อสินค้าและบริการพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีพขั้นต่ำลดลงทั้งในระดับประเทศและในระดับภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณามิติความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ของคนไทยโดยรวมพบว่าปรับดีขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น สะท้อนจากค่าสัมประสิทธิ์จีนีซึ่งเป็นเครื่องชี้วัดความไม่เท่าเทียมกัน โดยในปี 2564 ค่าสัมประสิทธิ์จีนีอยู่ที่ 0.43 ลดลงจากปี 2531 ที่เคยอยู่ที่ระดับ 0.49 โดยภูมิภาคที่มีความเหลื่อมล้ำมากที่สุดคือ ภาคใต้ สอดคล้องกับสัดส่วนคนจนในภาคใต้ที่มีมากที่สุดในประเทศ ส่วนหนึ่งจากสถานการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สำหรับภูมิภาคที่มีความเหลื่อมล้ำรองลงมา คือ ภาคอีสาน และภาคเหนือ ตามลำดับ
โดยความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ในประเทศปรับดีขึ้นเพียงเล็กน้อย โดยการกระจายรายได้ไปยังกลุ่มคนจนแทบจะไม่เปลี่ยนแปลงในช่วงกว่า 30 ปีที่ผ่านมา ในปี 2564 ประชากรกลุ่มคนจนที่สุด 10% แรก มีส่วนแบ่งรายได้ของทั้งประเทศเพียง 2.0% ซึ่งแทบจะไม่แตกต่างจากในปี 2531 ที่เคยมีส่วนแบ่ง 1.8% ขณะที่ส่วนแบ่งรายได้ของประชากรกลุ่มคนรวยสุด 10% ท้าย ลดลงจาก 37.2% ในปี 2531 เหลือ 33.4% ในปี 2564 สะท้อนปัญหาในการจัดสรรปันส่วนรายได้จากกลุ่มผู้มีรายได้สูงที่ยังไม่สามารถกระจายออกไปถึงกลุ่มผู้มีรายได้น้อยได้อย่างเพียงพอ โดยกลุ่มคนรวยที่สุดมีส่วนแบ่งรายได้สูงกว่ากลุ่มคนจนที่สุดมากถึง 16.4 เท่า สะท้อนถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำยังคงอยู่คู่กับสังคมไทย
ขณะที่ หากประเมินความเหลื่อมล้ำออกไปในด้านต่างๆ ที่ครอบคลุมทั้งความสามารถในการจับจ่าย การครอบครองทรัพย์สิน โอกาสทางการศึกษา การใช้บริการสาธารณูโภค และการเข้าถึงเทคโนโลยี โดยเทียบสัดส่วนระหว่างกลุ่มคนรวยที่สุดกับกลุ่มคนจนที่สุดนั้นจะเห็นว่า กลุ่มคนรวยที่สุดมีความได้เปรียบกลุ่มคนจนที่สุดในด้านการสะสมความมั่งคั่ง และการใช้จ่ายบริโภคทรัพยากรเป็นอย่างมาก ตามข้อมูลล่าสุดในปี 2564 กลุ่มร่ำรวยที่สุดถือครองทรัพย์สินสูงกว่ากลุ่มยากจนคิดเป็น 48.9 เท่า ขณะเดียวกันตัวเลขการใช้จ่ายยังเหนือกว่าถึง 8.6 เท่า
ในระยะถัดไป ต้องจับตา 4 ปัจจัยสำคัญ ซึ่งอาจเข้ามากระทบให้ความเหลื่อมล้ำในไทยลดลงช้าหรือแก้ไขได้ยากขึ้น ได้แก่
- หนี้ครัวเรือนสูง แต่รายได้โตช้า โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP อยู่ในระดับสูง ส่วนหนึ่งจากรายได้ที่เติบโตช้า ซึ่งถ้าไม่แก้ปัญหา GDP เช่น การเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับครัวเรือน แต่เน้นแก้ปัญหาที่ยอดสินเชื่ออย่างเดียว อาจเป็นการคุมสินเชื่อให้โตต่ำกว่าศักยภาพ ซึ่งจะสร้างผลเสียข้างเคียงต่อเศรษฐกิจและกระทบความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเงินทุนได้
- สังคมสูงวัย (Aging society) โดยสังคมสูงวัยกระทบต่อความเหลื่อมล้ำทั้งในแง่ของ (1) จำนวนกลุ่มเปราะบางสูงวัยที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ “แก่ก่อนรวย” หรือผู้ที่มีรายได้ เงินออมและสินทรัพย์ไม่เพียงพอต่อการใช้จ่ายหลังเกษียณ (2) สัดส่วนกำลังแรงงานลดลง ทำให้การพึ่งพิงประชากรวัยแรงงานเพิ่มสูงขึ้น กดดันปัญหาความยากจนของวัยแรงงานบางกลุ่ม และ (3) ภาครัฐมีภาระค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการเพื่อดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นแต่มีความท้าทายด้านการจัดเก็บรายได้ภาษีหลังจากสัดส่วนแรงงานและการบริโภคมีแนวโน้มลดลง ซึ่งอาจกระทบต่อการจัดสรรงบประมาณด้านอื่นๆ ที่จะมีผลต่อการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม
- การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate change) โดยเฉพาะในภาคการเกษตร ซึ่งครัวเรือนในภาคเกษตรจำนวนไม่น้อยกำลังเผชิญกับปัญหาความยากจน โดยมีสัดส่วนคนจนสูงถึง 12% ของแรงงานในภาคเกษตรทั้งหมด ซึ่งสูงกว่าภาคส่วนอื่นๆ ท่ามกลางความท้าทายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เช่น ความท้าทายจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำในบางช่วงเวลาซึ่งกระทบรายได้ของเกษตรกรโดยตรง
- ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ข้อจำกัดในการเข้าถึงและการปรับตัวให้เท่าทันพัฒนาการของเทคโนโลยีดิจิทัลที่แตกต่างกันในแต่ละกลุ่มประชากร ก่อให้เกิดช่องว่างทางดิจิทัล (Digital gap) จนอาจนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำในสังคมที่สูงขึ้นได้