โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

4 ประเด็นที่จะทำให้ 2026 เป็นอีกปีที่ยากและปั่นป่วนของการค้าโลก

Amarin TV

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
4 ประเด็นที่จะทำให้ 2026 เป็นอีกปีที่ยากและปั่นป่วนของการค้าโลก

การค้าโลกปั่นป่วนและยากลำบากอย่างไรภายใต้นโยบายการตั้งกำแพงภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เราได้เห็นกันแล้วในปี 2025 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป

บลูมเบิร์ก (Bloomberg) วิเคราะห์ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในระบบการค้าโลกในปี 2025 ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในรอบศตวรรษ และปี 2026 นี้ ก็จะเป็นอีกปีที่ท้าทายเสถียรภาพและการเติบโตของการค้าโลกมากยิ่งขึ้น

ตลอดปี 2025 การค้าสินค้าทั่วโลกยังประคองตัวได้ค่อนข้างดี แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯก่อกำแพงภาษีล้อมรอบเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของโลกไว้ก็ตาม ข้อมูลจากจอห์น แมคคาวน์ (John McCown) ผู้คร่ำหวอดในอุตสาหกรรมขนส่งทางเรือแสดงให้เห็นว่าปริมาณการขนส่งสินค้าทั่วโลกในเดือนตุลาคม 2025 ยังเติบโตได้ 2.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ภาพรวมที่ดูถึกทนนั้น กระแสการค้าได้เปลี่ยนทิศ สหรัฐฯมีปริมาณนำเข้าลดลงถึง 8% ขณะที่การนำเข้าสินค้าในแอฟริกา ตะวันออกกลาง ละตินอเมริกา และอินเดีย กลับเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

แมคคาวน์มองว่า ภัยคุกคามจากภาษีของทรัมป์เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เส้นทางการขนส่งสินค้าต้องเปลี่ยนทิศและจัดเส้นทางใหม่ และเขาบอกว่า “หากปี 2025 คือปีแห่งภาษีศุลกากร ปี 2026 จะเป็นปีแห่งผลกระทบจากภาษีเหล่านั้น”

ในช่วงเวลาใกล้ ๆ กัน ผู้เชี่ยวชาญหลายคนก็คาดการณ์ไปในทิศทางเดียวกันว่า จะเกิดความปั่นป่วนทางการค้ามากขึ้นในปี 2026 โดยมีประเด็นสำคัญ 4 ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุด

การทบทวนข้อตกลงการค้า USMCA

สหรัฐฯ แคนาดา และเม็กซิโก กำลังจะเริ่มกระบวนการทบทวนข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (USMCA) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2020 ซึ่งจากคำกล่าวของเจมีสัน กรีเออร์ (Jamieson Greer) ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ต่อสมาชิกรัฐสภาเมื่อเดือนธันวาคม การเจรจาครั้งนี้จะพาทั้งสามประเทศเข้าสู่ ‘ดินแดนใหม่’ เนื่องจากข้อตกลง USMCA เป็นข้อตกลงที่มีเงื่อนไขพิเศษให้ทบทวนข้อตกลงใหม่เมื่อครบ 6 ปี

กรีเออร์บอกว่า รัฐบาลได้รับความเห็นจากสาธารณชนมากกว่า 1,500 รายการ ในช่วงเปิดรับความคิดเห็นจากสาธารณะก่อนการทบทวน ซึ่งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมากแสดงการสนับสนุน USMCA และหลายรายเรียกร้องอย่างชัดเจนให้ขยายอายุข้อตกลงนี้ออกไป ขณะเดียวกัน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเกือบทั้งหมดก็เรียกร้องให้มีการปรับปรุงข้อตกลงในบางด้าน

อย่างไรก็ตาม ‘การปรับปรุง’ ข้อตกลงที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศหนึ่งในกลุ่ม ย่อมมีความเสี่ยงที่จะกระทบอีกประเทศหนึ่ง และนั่นทำให้การเจรจารอบใหม่นี้มีแนวโน้มจะเป็นไปอย่างยากลำบากสำหรับเม็กซิโกและแคนาดา ซึ่งภาคอุตสาหกรรมกำลังเผชิญแรงกดดันจากภาษีนำเข้าของอเมริกาอยู่แล้ว และความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯกับแคนาดาก็ตึงเครียดอยู่แล้ว หลังจากที่ทรัมป์ยุติการเจรจาการค้ากับแคนาดาเมื่อเดือนตุลาคม เพื่อตอบโฆษณาที่ใช้คำกล่าวของโรนัลด์ เรแกน (Ronald Reagan) เพื่อต่อต้านภาษีสหรัฐฯ

อาจเกิดปัญหาในการขนส่งทางเรือ

ในปี 2026 อุตสาหกรรมเรือขนส่งสินค้าซึ่งเป็นยานพาหนะหลักของการค้าโลกอาจเป็นตัวสร้างแรงกระแทกต่อการค้าโลก ซึ่งผู้เชี่ยวชาญหลายคน รวมถึงลาร์ส เยนเซน (Lars Jensen) ซีอีโอของบริษัทที่ปรึกษา Vespucci Maritime มองว่า อาจทำให้ห่วงโซ่อุปทานโลกติดขัดได้ในระดับใกล้เคียงช่วงโควิด-19

แรงกระแทกแรกอาจมาจากการที่กองเรือสินค้าทั่วโลกอาจกลับมาใช้เส้นทางทะเลแดงแทนการอ้อมแหลมกู๊ดโฮป หลังจากจำเป็นต้องใช้เส้นทางอ้อมในช่วงสองปีที่ผ่านมาเพื่อเลี่ยงการโจมตีของกลุ่มฮูตีในทะเลแดง แต่การโจมตีในทะเลแดงลดลงมากแล้วนับตั้งแต่แผนสันติภาพในกาซามีผลในเดือนตุลาคม 2025 ทำให้สายการเดินเรือสนใจกลับมาใช้เส้นทางเดิมอีกครั้ง ซึ่งในช่วงปลายปี 2025 สายการเดินเรือใหญ่อย่าง CMA CGM ของฝรั่งเศส และ A.P. Moller-Maersk ของเดนมาร์ก เริ่มส่งเรือบางส่วนกลับมาใช้เส้นทางทะเลแดงแล้ว

เยนเซนเตือนในการสัมมนาของ Flexport เมื่อเดือนพฤศจิกายนว่า หากมีการกลับมาใช้เส้นทางทะเลแดงและคลองสุเอซที่เป็นทางลัดระหว่างเอเชียกับยุโรปอย่างเต็มรูปแบบ จะทำให้กำลังการขนส่งล้นตลาดอย่างมาก และจะทำให้เกิดปัญหาความแออัดอย่างรุนแรงในท่าเรือของยุโรป

ส่วนแรงกระแทกที่สองอาจมาจากฝั่งอุปสงค์ คือ หากเศรษฐกิจสหรัฐฯในปี 2026 ขยายตัวเร็วอย่างที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลทรัมป์คาดการณ์ไว้ อาจมีการเร่งเติมสต๊อกสินค้าจนเกินขีดความสามารถที่อุตสาหกรรมขนส่งทางเรือจะรับมือได้

ข้อตกลงการค้าที่ยังไม่นิ่ง

หนึ่งในผลงานสำคัญด้านการค้าของทำเนียบขาวในปี 2025 คือ ข้อตกลงกับหลายประเทศเศรษฐกิจใหญ่ ๆ ซึ่งส่วนใหญ่ยอมทำตามข้อเรียกร้องของทรัมป์ ตั้งแต่การให้คำมั่นด้านการลงทุน ไปจนถึงการเปิดตลาดให้สินค้าสหรัฐฯมากขึ้น เพื่อแลกกับอัตราภาษีที่ต่ำลง

แต่ข้อตกลงเหล่านี้ไม่ใช่ข้อตกลงการค้าแบบดั้งเดิมที่มีผลผูกพันทางกฎหมายพร้อมข้อกำหนดการบังคับใช้และรายละเอียดปลีกย่อยที่ระบุกฎเกณฑ์อย่างชัดเจน และกับจีนก็เป็นการพักรบเพียงแค่หนึ่งปี ไม่ใช่ข้อตกลงเต็มรูปแบบ

เรื่องนี้ทำให้เกิดความกังวลว่าข้อตกลงต่าง ๆ อาจพังลงได้ ซึ่งพัฒนาการในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาสะท้อนความเสี่ยงนี้อย่างชัดเจน ขณะที่อีกหลาย ๆ ประเทศก็ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้

คำตัดสินของศาลสูงสหรัฐฯ

หนึ่งในความไม่แน่นอนที่ใหญ่ที่สุดของการค้าโลกในช่วงก่อนเข้าสู่ปี 2026 คือ คำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯที่กำลังจะพิจารณาความชอบด้วยกฎหมายของ ‘ภาษีตอบโต้’ (reciprocal tariff) ที่ทรัมป์เรียกเก็บจากสินค้าที่นำเข้าจากเกือบทุกประเทศคู่ค้า

หากทรัมป์แพ้คดี หนึ่งคำถามสำคัญต่อเศรษฐกิจและสถานะการคลังของสหรัฐฯ คือ รัฐบาลสหรัฐฯจะต้องคืนเงินภาษีที่ผู้นำเข้าสหรัฐฯจ่ายไปหรือไม่ ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนว่าหากต้องคืน จะดำเนินการได้อย่างเป็นระบบหรือทันเวลาหรือไม่

เควิน แฮสเซตต์ (Kevin Hassett) ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติของสหรัฐฯ (National Economic Council) กล่าวกับรายการ Face the Nation ของ CBS ว่า แม้ศาลจะไม่ตัดสินให้ฝ่ายบริหารชนะ ก็ไม่น่าเป็นไปได้ที่ศาลจะสั่งให้มีการคืนเงินเป็นวงกว้าง เพราะมันจะเป็นปัญหาด้านการบริหารจัดการในการคืนภาษี

ทั้งนี้ ตลาดเดิมพันว่ามีโอกาสราว 75% ที่ทรัมป์จะเป็นฝ่ายแพ้คดี แต่ถึงแม้ว่าแพ้ ฝ่ายบริหารของทรัมป์ก็ยังมีอำนาจทางกฎหมายอื่น ๆ ที่จะเดินหน้ามาตรการเก็บภาษีต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...