โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยานยนต์

รถไฮโดรเจน : ทางเลือกใหม่แทนรถไฟฟ้า ?

BT Beartai

อัพเดต 23 ธ.ค. 2568 เวลา 04.55 น. • เผยแพร่ 23 ธ.ค. 2568 เวลา 04.55 น.
รถไฮโดรเจน : ทางเลือกใหม่แทนรถไฟฟ้า ?

ในยุคปัจจุบัน ถ้าให้พูดถึงพลังงานสะอาดที่มาแรงที่สุด เชื่อว่าทุกคนต้องนึกถึง ‘รถยนต์ไฟฟ้า’ หรือรถ EV อย่างแน่นอน เพราะนอกจากกระแสความนิยมที่เติบโตแบบก้าวกระโดดแล้ว การเปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้ายังสร้างผลกระทบเชิงบวกมหาศาลต่อสิ่งแวดล้อม และอาจเรียกว่าเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความยั่งยืนให้กับโลกของเราด้วย

แต่ในสมการของพลังงานทางเลือก ไม่ได้มีเพียงแค่ EV หรือ โซลาร์เซลล์ เท่านั้น เพราะยังมีอีกหนึ่งผู้เล่นสำคัญอย่าง ‘พลังงานไฮโดรเจน’ ที่กำลังเข้ามามีบทบาทในหลากหลายวงการ รวมถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งเป็นประเด็นหลักที่เราจะพูดถึงกัน

รู้จักพลังงานไฮโดรเจน

พลังงานไฮโดรเจน คือพลังงานสะอาดทางเลือกที่มาจากธาตุสำคัญอย่าง H (ไฮโดรเจน) ซึ่งธาตุนี้ก็อยู่ในแทบจะทุกวงการในโลกพลังงานได้เลย ไม่ว่าจะเป็นวงการอวกาศ วิศวกรรม หรือพลังงาน ซึ่งถือเป็นธาตุที่มีมากที่สุดในจักรวาลโดยมีมากถึง 73-75% ของสสารทั้งหมด จริง ๆ แล้วพลังงานไฮโดรเจนไม่สามารถเทียบได้ว่าเป็นแหล่งพลังงานโดยตรงแบบพลังงานแสงอาทิตย์ เพราะโซลาร์เซลล์เป็นรูปแบบพลังงานของแหล่งผลิต แต่พลังงานไฮโดรเจนเป็นตัวกักเก็บพลังงาน (Energy Carrier) คล้ายกับ ‘แบตเตอรี่’ ที่ต้องอาศัยพลังงานอื่นมากระตุ้นอีกทีมากกว่า

ด้วยความที่เป็นธาตุที่มีมากที่สุดในจักรวาล หลายคนอาจเข้าใจว่าไฮโดรเจนเป็นพลังงานสะอาด 100 เปอร์เซ็นต์ และดึงมาใช้เท่าไหร่ก็ได้แบบโซลาร์เซลล์ที่ขอแค่มีแสงอาทิตย์ก็ใช้สร้างพลังงานได้ แต่ในความเป็นจริง ความสะอาดของพลังงานจากไฮโดรเจนขึ้นอยู่กับแหล่งกำเนิดด้วย ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 5 สีตามแหล่งกำเนิดด้วยกัน

  • สีน้ำตาล > ถ่านหิน เป็นสีที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เยอะที่สุด
  • สีเทา > ก๊าซธรรมชาติ (Steam Methane Reforming)
  • สีฟ้า > ก๊าซที่ถูกจัดเก็บด้วยเทคโนโลยีการดักจับ (CCS)
  • สีชมพู > พลังงานนิวเคลียร์ที่แยกน้ำให้กลายเป็นไฮโดรเจน
  • สีเขียว > Green Hydrogen ที่มาจากพลังงานสะอาดอย่างโซลาร์ หรือ พลังงานลม แยกน้ำ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอน

รถไฮโดรเจนทำงานยังไง ?

ทีนี้เรามาทำความเข้าใจรถไฮโดรเจนกัน รถไฮโดรเจนเป็นรถยนต์ที่ไม่เหมือนรถไฟฟ้าทั่วไป (BEV) ที่จะใช้ระบบการชาร์จไฟ > เก็บในแบตฯ > วิ่ง

แต่รถไฮโดรเจน หรือ FCEV (Fuel Cell Electric Vehicle) นั้นต่างออกไป เพราะมันไม่ได้แค่ ‘แบก’ ไฟฟ้าไปด้วย แต่มันคือโรงไฟฟ้าเคลื่อนที่ที่สามารถ ‘ผลิตไฟฟ้าเองได้ในตัว’ ขณะขับขี่นั่นเอง

รูปภาพhydrogen fuel cell vehicle working principle diagram

หลักการผลิตไฟฟ้าเองในตัวจะประมาณนี้

  • ถังเก็บพลังงาน > เราเติมก๊าซไฮโดรเจนเข้าไปในถังเหมือนเติมน้ำมันเลย ใช้เวลาแค่ 3-5 นาที
  • เข้าสู่กระบวนการผลิตไฟฟ้าในห้องแล็บหน้ารถ > เมื่อเราเริ่มสตาร์ตรถ ก๊าซไฮโดรเจนจากถังหลังรถจะถูกส่งมาเจอกับ ‘ออกซิเจน’ ที่รถดึงเข้ามาจากอากาศภายนอก โดยทั้งคู่จะมาเจอกันที่ ‘Fuel Cell Stack’ หรือแผงเซลล์เชื้อเพลิง ซึ่งทำหน้าที่เหมือนห้องทดลองเคมี เมื่อก๊าซทั้งสองชนิดทำปฏิกิริยากัน จะกระตุ้นให้เกิดการไหลของอิเล็กตรอนจนกลายเป็นกระแสไฟฟ้าขึ้นมาได้เองโดยไม่ต้องมีการเผาไหม้ใด ๆ
  • ส่งพลังไปที่ล้อ และปล่อยของเสียออกมาเป็นน้ำ > ไฟฟ้าที่ผลิตได้นี้จะถูกส่งไปหมุนมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อให้ล้อหมุนและพาเราขับเคลื่อนไปข้างหน้า ส่วนผลพลอยได้จากการที่ไฮโดรเจนรวมร่างกับออกซิเจนนั้น คือ ‘น้ำเปล่าบริสุทธิ์’ (H2O) ดังนั้นสิ่งที่รถคันนี้ปล่อยออกมาทางท่อไอเสียจึงมีเพียงแค่ไอน้ำหรือหยดน้ำสะอาด ๆ เท่านั้น เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแบบ 100%

สรุปง่าย ๆ รถไฮโดรเจน คือรถไฟฟ้าที่ไม่ต้องง้อปลั๊กไฟ เติมก๊าซแป๊บเดียวเต็ม วิ่งเงียบ แรงดี และสิ่งที่ทิ้งไว้ให้โลกมีเพียงแค่น้ำเปล่าเท่านั้น

ข้อดีของรถพลังงานไฮโดรเจน

ข้อดีที่เห็นได้ชัดมาก ๆ คือ

  • เติมไวไม่ต้องรอ เพราะปกติรถ EV ชาร์จเร็วสุดก็ 20-30 นาที แต่ไฮโดรเจนเติมเต็มถังใน 3-5 นาทีเหมือนรถน้ำมัน เหมาะมากสำหรับรถบรรทุกหรือรถบัสที่ต้องวิ่งทำรอบ
  • แบกน้ำหนักน้อยกว่า เพราะปกติแบตเตอรี่รถ EV หนักมาก (หลายร้อยกิโลฯ) ยิ่งอยากวิ่งไกล แบตฯ ยิ่งต้องใหญ่และหนัก แต่ถังไฮโดรเจนเบากว่าเยอะ ทำให้รถไม่ต้องแบกน้ำหนักให้ทรมาน
  • ระยะทางไกลหายห่วง พลังงานไฮโดรเจน 1 ถัง โดยเฉลี่ยวิ่งได้ไกลกว่ารถ EV รุ่นทั่วไป (600-800 กม. ได้สบาย ๆ)

รถไฮโดรเจน พลังงานสะอาดกว่ารถไฟฟ้า ว่าที่รถแห่งอนาคต ?

จากข้อดีที่เกริ่นมา หลาย ๆ คนอาจคิดว่ารถไฮโดรเจนก็ดูดีแถมแทบจะไม่สร้างมลพิษอะไรให้โลกเลยด้วย แต่อย่าลืมว่าในตอนนี้เรายังคงประสบปัญหามากกว่านั้นอยู่ ไม่ว่าจะเป็น

การศึกษาและวิจัยที่จำกัด

แม้ว่าปัจจุบัน ค่ายรถบางค่ายจะมีการออกรถพลังงานไฮโดรเจนมาแล้ว อย่าง Toyota Mirai XLE ที่สามารถวิ่งได้สูงถึง 647 กิโลเมตร หรือบางประเทศจะมีการใช้พลังงานไฮโดรเจนในการขนส่งสินค้าทางไกลผ่านพาหนะขนาดใหญ่ อย่างเรือสินค้า รถไฟ หรือรถบรรทุก แต่ในเชิงการใช้งานจริงของผู้บริโภคทั่วไปยังถือว่าน้อยมาก

ปัญหาเรื่องงบประมาณ

งบในการสร้างปั๊มไฮโดรเจนค่อนข้างแพง และแน่นอนว่าแพงกว่าจุดชาร์จไฟด้วย ทำให้เกิดปั๊มน้อย พอปั๊มน้อยคนก็ไม่กล้าซื้อรถไฮโดรเจน พอรถน้อย ปั๊มก็ไม่กล้าขึ้น นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เราไม่เห็นรถไฮโดรเจนวิ่งอยู่ตามถนนทั่วไป เพราะโครงสร้างพื้นฐานสำหรับรถประเภทนี้ยังไม่รองรับ จึงทำให้เกิดความไม่สะดวกสบายในการใช้งานเมื่อเทียบกับรถ EV และรถสันดาป

พลังงานสะอาด จริงไหม ?

การผลิตไฮโดรเจนส่วนใหญ่ตอนนี้ ยังมาจากการแยกก๊าซธรรมชาติซึ่งปล่อยคาร์บอนและกระทบต่อสภาพแวดล้อมอยู่ดี ถ้าจะเอาแบบสะอาดจริง ๆ อย่าง Green Hydrogen ที่แยกจากน้ำด้วยไฟฟ้าก็ต้นทุนสูงปรี๊ด ต้นทุนในการผลิตจึงเป็นข้อจำกัดสำคัญของการผลิตไฮโดรเจนสีเขียว

ความปลอดภัย

แม้ทางค่ายรถจะออกมายืนยันหนักแน่นว่า เทคโนโลยีถังบรรจุไฮโดรเจนในปัจจุบันนั้นแข็งแกร่งถึงขั้นที่รถถังเหยียบก็ไม่แตก แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าโจทย์หินที่สุดคือการต้องลบล้าง ‘ภาพจำความน่ากลัว’ ในใจผู้คนให้ได้ก่อน เพราะคนส่วนใหญ่ยังคงมองว่าไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงที่ ‘ไวไฟและไม่เสถียร’ โดยเฉพาะเมื่อมีข่าวดังในต่างประเทศ อย่างเหตุการณ์สถานีเติมไฮโดรเจนระเบิดที่ประเทศนอร์เวย์ หรือเกาหลีใต้ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อความเชื่อมั่น และตอกย้ำภาพลักษณ์ของการเป็น ‘ระเบิดเคลื่อนที่’ ให้ฝังลึกอยู่ในใจผู้บริโภคจนถึงทุกวันนี้

แล้วสรุปรถไฮโดรเจนคือรถแห่งอนาคตจริงไหม ?

อ่านมาถึงตรงนี้ เราได้เห็นทั้งข้อดีและข้อจำกัดของรถพลังงานไฮโดรเจนกันแล้ว อาจพอทำให้เราเข้าใจว่าทำไมมองไปบนถนนถึงเจอแต่รถ EV

ส่วนหนึ่งเพราะเทคโนโลยีของรถ EV เริ่มมีความเสถียรมากกว่าเมื่อก่อนอย่างมาก และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในแง่ของเทคโนโลยี ความปลอดภัย รวมถึงโครงสร้างพื้นฐาน อย่างมีจุดชาร์จไฟตามปั๊มน้ำมัน ระบบชาร์จที่ดีขึ้น ค่าใช้จ่ายต่อหน่วยที่ประหยัดกว่า เพราะอย่าลืมว่าเรากำลังพูดถึงรถยนต์ส่วนบุคคล ที่เน้นความสะดวกในการใช้งานและดูแล

ในขณะที่เทคโนโลยีพลังงานไฮโดรเจนในปัจจุบันยังถูกจำกัดอยู่กับขนส่งขนาดใหญ่ อย่างรถบรรทุก รถไฟ หรือเรือบรรทุกสินค้า ซึ่งอยู่ในการใช้งานจริงขั้นแรก ทำให้เข้าถึงยากสำหรับคนทั่วไป แต่เป็นไปได้ว่าในอนาคต หากสามารถปรับวิธีการใช้งานพลังงานไฮโดรเจนได้ในระดับที่เสถียรแบบรถยนต์ไฟฟ้า การเปลี่ยนแปลงของตลาดรถยนต์อาจเกิดขึ้นอีกครั้ง เพราะพลังงานไฮโดรเจนนั้นได้เปรียบในเรื่องของน้ำหนักเมื่อเทียบกับแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ของรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงความรวดเร็วในการเติมพลังงานที่พลังงานไฮโดรเจนจะคล้ายกับการเติมน้ำมัน ไม่ต้องรอชาร์จไฟ

ส่วนสาเหตุที่เทคโนโลยีไฮโดรเจนดูเหมือนจะโตช้าและมีราคาแพงกว่า ก็เพราะขั้นตอนทางฟิสิกส์ที่ซับซ้อน ตั้งแต่การแปลงไฟฟ้าเป็นก๊าซ อัดใส่ถัง ขนส่ง แล้วแปลงกลับมาเป็นไฟฟ้าอีกที ทำให้สูญเสียพลังงานระหว่างทางไปเยอะเมื่อเทียบกับ EV ที่ชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่ตรง ๆ

แต่ถึงอย่างนั้น ประเทศมหาอำนาจหลายประเทศ อย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ก็ยังทุ่มสุดตัวกับเทคโนโลยีนี้ เพราะสำหรับพวกเขาเหล่านี้ ไฮโดรเจนไม่ได้เป็นแค่เชื้อเพลิงรถ แต่คือความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาวที่อาจช่วยในการเข้าถึงพลังงานสะอาด

คำตอบของคำถามที่ว่า รถยนต์พลังงานไฮโดรเจนจะมาทดแทนรถยนต์ไฟฟ้าได้ไหม คืออาจมีความเป็นไปได้ อนาคตของยานยนต์กำลังหมุนไปสู่ยุคแห่งทางเลือกที่หลากหลาย เหมือนกับวันที่เราเริ่มเปิดใจรับรถ Hybrid หรือ EV จนกลายเป็นภาพคุ้นตาบนท้องถนนในทุกวันนี้ แต่แน่นอนว่ายังไม่ใช่ตอนนี้

ต้องยอมรับว่าไม่มีเทคโนโลยีไหนที่เป็นสูตรสำเร็จเพียงหนึ่งเดียวที่ตอบโจทย์คนทั้งโลกได้ แต่การมาถึงของ ‘รถไฮโดรเจน’ อาจไม่ได้เข้ามาเพื่อแทนที่ใคร แต่เปรียบเสมือนจิกซอว์ชิ้นสำคัญที่จะมาช่วยเติมเต็มเป้าหมาย Carbon Neutral ของโลกให้เกิดขึ้นจริง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของไฮโดรเจนที่ใช้ หรือข้อบังคับทางกฎหมายเพื่อตอบสนองต่อคำว่า ‘พลังงานสะอาด’ อย่างแท้จริง ไม่แน่ว่าในอนาคตรถคันต่อไปที่จอดอยู่ในบ้านของคุณอาจจะเป็นรถไฮโดรเจนก็ได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...