เบี้ยประกันปี’69 ส่อพุ่ง พิษแผ่นดินไหว-น้ำท่วมใต้ ชงรัฐบาลใหม่ตั้งกองทุนภัยพิบัติ
นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย ประเมินธุรกิจปี’69 สุดท้าทาย ชี้ปี’68 เจอ “แผ่นดินไหว-น้ำท่วม” จนต่างประเทศมองไทยเข้าข่ายเขตภัยพิบัติ ดันเบี้ยประกันภัยต่อพุ่ง ชงรัฐบาลใหม่ตั้ง “กองทุนภัยพิบัติ” แบบถาวร ช่วยแบ่งเบา ประเมินภาพรวมยังไปได้ คาดโต 2.5-3.5% เบี้ยประกันภัยรับโดยตรงกว่า 3 แสนล้าน ปัจจัยหนุนจาก “เลือกตั้ง-ท่องเที่ยว-ตลาดรถอีวี”
ดร.สมพร สืบถวิลกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย (TGIA) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ (TIP) เปิดเผยว่า แนวโน้มธุรกิจประกันวินาศภัยไทย ในปี 2569 มีประเด็นสำคัญที่สุด คือ ผลกระทบจากมหันตภัยที่เกิดขึ้นในปี 2568 หลายเหตุการณ์
เริ่มจากต้นปีที่มีน้ำท่วมใหญ่ภาคเหนือและภาคอีสาน ต่อมาเกิดแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อเดือน มี.ค. ซึ่งบริษัทประกันภัย และบริษัทประกันภัยต่อ (Reinsurance) ไม่เคยตระหนักว่าจะมีความเสี่ยงในลักษณะเช่นนี้ จากนั้นในช่วงปลายปีก็เจอน้ำท่วมใหญ่ภาคใต้อีก สิ่งเหล่านี้ทำให้ความเสี่ยงภัยพิบัติของไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
“เดิมบริษัทประกันภัยต่อ มองประเทศไทยว่าไม่เคยอยู่ในเขตภัยพิบัติ ตอนนี้เชื่อว่าบริษัทประกันภัยต่อมองว่า เราอยู่ในเขตภัยพิบัติแล้ว ดังนั้นการปรับตัวสูงขึ้นของเบี้ยประกันภัยต่อ ในมิติภัยพิบัติคงจะมี ทำให้บริษัทประกันภัยจะมีความท้าทายมากขึ้น เมื่อมีต้นทุนที่สูงขึ้น บริษัทจะมีการบริหารความเสี่ยง บริหารพอร์ตของตัวเองอย่างไรที่จะสามารถดำรงศักยภาพการแข่งขัน และดำรงประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยงภัยของตัวเองได้”
ชงตั้งกองทุนประกันภัยพิบัติ
ดร.สมพรกล่าวว่า สิ่งที่ธุรกิจประกันภัยต้องยอมรับความจริง คือ หลายปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีเหตุการณ์ภัยพิบัติเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ดังนั้นสมาคมในฐานะที่เป็นแกนกลางของธุรกิจประกันวินาศภัยไทย จึงมีแนวความคิดร่วมกันว่าอยากให้มีการจัดตั้งกองทุนประกันภัยพิบัติขึ้นแบบถาวร โดยได้เสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) รวมถึงจัดทำข้อเสนอเพื่อให้รัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 พิจารณา
“หากจัดตั้งกองทุนประกันภัยพิบัติขึ้นในประเทศไทย เพื่อให้บริษัทประกันภัยทั้งหลายสามารถทำประกันภัยต่อได้ แล้วภาครัฐเข้ามามีส่วนร่วมดูแลประชาชนและสังคมส่วนหนึ่งได้ จากนั้นถ้ามีกองทุนประกันภัยพิบัติ ระยะเวลาพอสมควร จะสะสมเบี้ยประกันภัยให้อยู่ในประเทศไทยได้ และสามารถดูแลได้ ขณะเดียวกันกองทุนประกันภัยพิบัติ ไม่จำเป็นที่จะต้องรับประกันภัยเฉพาะในประเทศไทย อาจจะทำหน้าที่รับประกันภัยและความเสี่ยงภัยในภูมิภาคนี้ด้วย”
โดยกองทุนจะมีผู้บริหารกองทุนมืออาชีพเข้ามาช่วยบริหาร และความเสี่ยงที่นำมารวมกันที่กองทุนของทุกบริษัทประกันภัย ทำให้เกิดเป็นพอร์ตที่ใหญ่ ซึ่งจะช่วยผู้บริหารกองทุนสามารถเจรจาต่อรองกับบริษัทประกันภัยต่อต่างประเทศ หรือสามารถใช้เครื่องมืออื่นในการบริหารความเสี่ยงนอกจากการประกันภัยต่อ เช่น CAT Bond (Catastrophe Bond) หรือตราสารหนี้ภัยพิบัติ มาช่วยบริหารต้นทุน ซึ่งจะทำให้การบริหารกองทุนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ภาครัฐจะไม่ได้ Back Up ในลักษณะเติมเงิน แต่ Back Up ในรูปแบบ CAT Bond ซึ่งรูปแบบบริหารจัดการมีหลายรูปแบบ โดยทำลักษณะการเข้ามาการันตีพันธบัตร หากมีภัยพิบัติเกิดขึ้น แต่ไม่ได้นำเงินมาทิ้งไว้
“โมเดลจะคล้ายในปี 2554 ที่เกิดขึ้นมหาอุทกภัย จะเห็นว่าในขณะนั้นการประกันภัยต่อเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ซึ่งหลายบริษัทเจอเบี้ยประกันภัยต่อสูงถึง 20 เท่าตัว และภายหลังได้ทำกองทุนมหันตภัย หรือ CAT Fund ในประเทศไทย และให้บริษัทประกันภัยต่อรีมาที่กองทุนนี้ และเบี้ยที่สูงปรับลดลงมาเหลือ 2-3 เท่าตัว และบริษัทประกันภัยต่อที่ขึ้นเบี้ยสูง จำเป็นต้องลดเบี้ยลงมา และหลังจากนั้นภายใน 2 ปี เบี้ยก็กลับมาอยู่ในสถานการณ์ปกติ”
กองทุนแบบถาวรขนาด 5 หมื่นล้าน
ดร.สมพรกล่าวว่า สมาคมพยายามคุยกับ คปภ.ว่า อยากเห็นกองทุนประกันภัยพิบัติเกิดขึ้นเร็ว อย่างช้าที่สุดก็ภายในครึ่งปีแรกของปี 2569 ต้องตั้งไข่ขึ้นมาได้ แต่การจัดตั้งขึ้นมาได้ก็น่าจะครึ่งหลังของปี 2569 ซึ่งบริษัทประกันภัยได้จัดทำสัญญาประกันภัยต่อไปเรียบร้อยแล้ว ทำให้การประกันภัยต่อในปี 2569 คงแล้วเสร็จไปแล้ว ถึงแม้ว่ากองทุนได้ตั้งแล้วดังนั้นการ Operate จริงน่าจะเป็นปี 2570
“ครั้งนี้แนวความคิดของสมาคมอยากให้เป็นการจัดตั้งกองทุนที่เป็นแบบถาวร ไม่ได้ทำแบบเฉพาะกิจ เพราะมหันตภัยที่เกิดขึ้นกลายเป็นความเสี่ยงของประเทศไทย ทำให้การจัดตั้งกองทุนถาวรเป็นสิ่งที่จำเป็น เบื้องต้นส่วนตัวมองว่า มูลค่ากองทุนที่รับความเสี่ยงภัยพิบัติที่ 5 หมื่นล้านบาทเท่าเดิม ถือว่ายังเพียงพอและเหมาะสมอยู่ิ
คาดปี’69 ภาพรวมโต 2.5-3.5%
ดร.สมพรกล่าวอีกว่า ปี 2569 คาดว่าธุรกิจประกันวินาศภัยจะมีอัตราการเติบโต 2.5-3.5% มีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงรวม 3.01-3.03 แสนล้านบาท จากปี 2568 คาดว่าจะเติบโต 2.5-3% มีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรง 2.92-2.95 แสนล้านบาท โดยกลุ่มที่คาดว่าจะมีการเติบโตมากที่สุดจะเป็นประกันสุขภาพ จะเติบโต 9-10% และประกันภัยการเดินทาง (TA) เริ่มเห็นนักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้น โดยจะมีอัตราการประกันภัยท่องเที่ยวเติบโตถึง 12-13% และประกันประเภทอื่น ๆ ยังมีทิศทางการเติบโต ยกเว้นการประกันภัยขนส่งทางทะเลจะหดตัวลงเล็กน้อย แต่ภาพรวมธุรกิจประกันวินาศภัยมีการเติบโตอยู่
ด้านประกันภัยรถยนต์ ในปี 2568 ยังคงมีอัตราการเติบโตอยู่ โดยมาจากการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า ส่วนปี 2569 คาดว่า ประกันภัยยานยนต์ยังคงเติบโตอยู่ โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้ายังเป็นปัจจัยสำคัญในการเติบโต ขณะที่ประกันอัคคีภัยยังมีแนวโน้มเติบโตจากปี 2568 ที่เติบโตได้ 3-5% เนื่องจากประชาชนเจ้าของที่อยู่อาศัยก็มีความระมัดระวังมากขึ้นจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ และเหตุการณ์ภัยพิบัติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้ประชาชนต้องการบริหารความเสี่ยงของตัวเองมากขึ้น
อย่างไรก็ดี ความท้าทายในปี 2569 ภายใต้เทคโนโลยีที่มีการพัฒนามากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจประกันภัยมีคู่แข่ง ซึ่งไม่ได้เป็นบริษัทประกันภัยในประเทศ แต่รวมถึงคู่แข่งที่ไม่ได้เป็นบริษัทประกันภัยที่หันมาทำธุรกิจคล้ายกัน ทำให้ธุรกิจประกันภัยจะต้องดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวัง และความเสี่ยงจากไซเบอร์ และสิ่งแวดล้อม เป็นสิ่งที่ธุรกิจประกันภัยต้องปรับตัวให้ได้
“ปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจประกันวินาศภัยในปี 2569 มีหลายปัจจัย ไม่ว่าการท่องเที่ยว รถยนต์มีการแข่งขันมากขึ้นจะหนุนการเติบโต และในปีหน้าจะมีการเลือกตั้ง ซึ่งเชื่อว่าจะมีการสนับสนุนการลงทุนภาครัฐและภาคเอกชน จะเป็นปัจจัยเร่งเบี้ยอย่างดี และปัจจัยสำคัญ คือ เหตุการณ์แผ่นดินไหว น้ำท่วม จะเป็นปฏิกิริยาให้ประชาชนมีความระมัดระวังบริหารความเสี่ยงมากขึ้น จะทำให้ธุรกิจประกันวินาศภัยเติบโตได้ดีขึ้น”
ยันมั่นคง-บริหารความเสี่ยงดี
อย่างไรก็ดี จากสถานการณ์ต่าง ๆที่เกิดขึ้นในปี 2568 ดร.สมพรกล่าวว่า หากดูมิติความมั่นคงของบริษัทประกันวินาศภัยไทย ทุกบริษัทยังมีความสามารถในการชดใช้สินไหมทดแทนให้กับผู้ประกันภัยได้ โดยยังสามารถดำรงเงินกองทุน (Risk Based Capital : RBC) เกินกว่า 200% หรือภาพรวมเฉลี่ยทั้งอุตสาหกรรมเฉลี่ยสูงถึง 280% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์กำหนด 2 เท่า หรือ 140% ซึ่งสะท้อนการบริหารจัดการความเสี่ยงของบริษัทประกันภัยได้อย่างดีเยี่ยม เพราะทุกบริษัทตระหนักถึงว่าได้รวมความเสี่ยงของภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรม หรือแม้แต่ภาครัฐไว้ที่ตัวบริษัทประกันวินาศภัยไทย ดังนั้น บริษัทประกันภัยจำเป็นจะต้องมีการบริหารความเสี่ยงของตัวเองไว้ให้เป็นอย่างดี
กางแผนธุรกิจ TIP ปี’69
ส่วนของ TIP ในปี 2569 นั้น ดร.สมพรกล่าวว่า จากแนวโน้มการแข่งขันของบริษัทรับประกันภัยต่อที่มีมากขึ้น โดยเฉพาะการประกันภัยต่อในประกันภัยอื่น ๆ ที่มีการแข่งขันรุนแรง ส่วนหนึ่งมาจากไทยมีผลการดำเนินงานที่ดี หรืออัตราการเคลมน้อย ทำให้เห็นสัญญาณการต่ออายุประกันภัย เป็น Soft Market หรือเบี้ยปรับลดลงจากตลาดที่แข่งขันกันรุนแรง ซึ่งแตกต่างจากประกันภัยธรรมชาติ-ภัยพิบัติ เป็น Hard Market เบี้ยปรับเพิ่มขึ้น เพราะไทยเกิดภัยพิบัติเยอะมากขึ้น
ดังนั้นจากสัญญาณ Soft Market ในส่วนของประกันภัยอื่น ส่งผลกระทบต่อเบี้ยประกันของบริษัท ทิพยประกันภัย (TIP) ที่ไม่ใช่ภัยธรรมชาติเบี้ยปรับลดลง โดยเฉพาะเบี้ยโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งจะมีการเจรจาต่อรองเบี้ยประกันในทุก ๆ ปี โดยบริษัทเหล่านี้จะมีการเรียกโบรกเกอร์หลายรายเข้ามา Bid เสนอราคา ซึ่งสามารถเลือกราคาถูกและประหยัดกว่า ทำให้เบี้ยโครงการของ TIP ปรับลดลง
“ทุก ๆ ปีเราจะมีการเจรจาต่อรองเบี้ยประกัน แต่จากแนวโน้มการแข่งขันของธุรกิจรับประกันภัยต่อที่รุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะในประกันภัยที่ไม่ใช่ภัยพิบัติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเบี้ยประกันปรับลดลง จึงเป็นบทเรียนว่า หลังจากนี้ในปี 2569 เราจะต้องสร้างธุรกิจรีเทลมากขึ้น เพื่อมาช่วยชดเชยเบี้ยที่หายไป”
หันมุ่งลูกค้ารายย่อยมากขึ้น
ดังนั้น ในปี 2569 บริษัทจะต้องหันมาสร้างธุรกิจ Retail มากขึ้น เพื่อช่วยชดเชยเบี้ยประกันภัยในส่วนโครงการขนาดใหญ่ที่ปรับลดลง อย่างไรก็ดี การหันมาเน้นธุรกิจ Retail แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ธุรกิจรายกลาง และรายย่อย ซึ่งในส่วนของธุรกิจรายกลางที่ไม่ใช่ประกันรถยนต์ (Nonmotor) จะเป็นการเข้าไปรับประกันภัยในธุรกิจที่มีวงเงินเล็กลงมา จากเดิมเน้นธุรกิจรายใหญ่วงเงินหลัก 1,000 ล้านบาท จะปรับลดลงเหลือ 500 ล้านบาท
ขณะที่รายย่อย จะขยายพอร์ตประกันภัยรถยนต์ (Motor) ภายหลังจากมีการปรับพอร์ตธุรกิจ และสัญญาณผลประกอบการที่ดีขึ้น บริษัทจึงตั้งเป้าขยายธุรกิจขึ้น โดยภายในปี 2569 จะขยับพอร์ต Motor ให้ขึ้นไปอยู่ในสัดส่วนไม่เกิน 30% จากปัจจุบันอยู่ที่ 25% เนื่องจากบริษัทตัดสินใจถอยออกจากธุรกิจรับประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ที่มีอัตราการสูญเสีย (Loss Ratio) ค่อนข้างสูง ทำให้พอร์ตรถยนต์อีวีเหลือราว 100 ล้านบาท จากเดิมที่เคยมีอยู่ 500-600 ล้านบาทต่อปี
ดร.สมพรกล่าวอีกว่า นอกจากประกันภัยรถอีวีที่มีอัตราการสูญเสีย (Loss Ratio) ค่อนข้างสูงแล้ว จะพบว่าการซ่อมห้าง หรือซ่อมศูนย์ มีอัตรา Loss Ratio ค่อนข้างสูงเช่นเดียวกัน อยู่ที่ราว 90% ปลาย ๆ ดังนั้นจากแนวโน้มดังกล่าว ในปี 2568 TIP ได้เพิ่มความระมัดระวังในการขายและรับประกันภัยซ่อมห้างมากขึ้น โดยการปรับลดพอร์ตซ่อมห้างลง จากเดิมพอร์ตซ่อมห้างอยู่ที่ราว 2,000 ล้านบาท ปัจจุบันลดลงเหลือ 1,500 ล้านบาท
นอกจากนี้ บริษัทได้สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่มาทดแทน เรียกว่า Premium Plus Garage ซึ่งเป็นการบริการซ่อมอู่ในเครือที่มีอยู่ 300 แห่ง โดยใช้อะไหล่แท้ทุกชิ้น (อะไหล่ห้าง) พร้อมรับประกันรถยนต์อายุสูงสุดไม่เกิน 7 ปี โดยเปิดตัวในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา พบว่าได้กระแสตอบรับที่ดี ซึ่งผลิตภัณฑ์ประกันภัยรถยนต์ Premium Plus Garage จะช่วยลด Loss และมีเบี้ยประกันภัยสูงกว่าซ่อมอู่ แต่น้อยกว่าซ่อมห้าง ขณะเดียวกันขยายงานประกันประเภทอื่น ๆ มากขึ้น คาดว่าจะช่วยชดเชยเบี้ยประกันได้
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เบี้ยประกันปี’69 ส่อพุ่ง พิษแผ่นดินไหว-น้ำท่วมใต้ ชงรัฐบาลใหม่ตั้งกองทุนภัยพิบัติ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net