โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เบี้ยประกันปี’69 ส่อพุ่ง พิษแผ่นดินไหว-น้ำท่วมใต้ ชงรัฐบาลใหม่ตั้งกองทุนภัยพิบัติ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 30 ธ.ค. 2568 เวลา 09.50 น. • เผยแพร่ 31 ธ.ค. 2568 เวลา 00.15 น.
ดร.สมพร สืบถวิลกุล

นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย ประเมินธุรกิจปี’69 สุดท้าทาย ชี้ปี’68 เจอ “แผ่นดินไหว-น้ำท่วม” จนต่างประเทศมองไทยเข้าข่ายเขตภัยพิบัติ ดันเบี้ยประกันภัยต่อพุ่ง ชงรัฐบาลใหม่ตั้ง “กองทุนภัยพิบัติ” แบบถาวร ช่วยแบ่งเบา ประเมินภาพรวมยังไปได้ คาดโต 2.5-3.5% เบี้ยประกันภัยรับโดยตรงกว่า 3 แสนล้าน ปัจจัยหนุนจาก “เลือกตั้ง-ท่องเที่ยว-ตลาดรถอีวี”

ดร.สมพร สืบถวิลกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย (TGIA) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ (TIP) เปิดเผยว่า แนวโน้มธุรกิจประกันวินาศภัยไทย ในปี 2569 มีประเด็นสำคัญที่สุด คือ ผลกระทบจากมหันตภัยที่เกิดขึ้นในปี 2568 หลายเหตุการณ์

เริ่มจากต้นปีที่มีน้ำท่วมใหญ่ภาคเหนือและภาคอีสาน ต่อมาเกิดแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อเดือน มี.ค. ซึ่งบริษัทประกันภัย และบริษัทประกันภัยต่อ (Reinsurance) ไม่เคยตระหนักว่าจะมีความเสี่ยงในลักษณะเช่นนี้ จากนั้นในช่วงปลายปีก็เจอน้ำท่วมใหญ่ภาคใต้อีก สิ่งเหล่านี้ทำให้ความเสี่ยงภัยพิบัติของไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

“เดิมบริษัทประกันภัยต่อ มองประเทศไทยว่าไม่เคยอยู่ในเขตภัยพิบัติ ตอนนี้เชื่อว่าบริษัทประกันภัยต่อมองว่า เราอยู่ในเขตภัยพิบัติแล้ว ดังนั้นการปรับตัวสูงขึ้นของเบี้ยประกันภัยต่อ ในมิติภัยพิบัติคงจะมี ทำให้บริษัทประกันภัยจะมีความท้าทายมากขึ้น เมื่อมีต้นทุนที่สูงขึ้น บริษัทจะมีการบริหารความเสี่ยง บริหารพอร์ตของตัวเองอย่างไรที่จะสามารถดำรงศักยภาพการแข่งขัน และดำรงประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยงภัยของตัวเองได้”

ชงตั้งกองทุนประกันภัยพิบัติ

ดร.สมพรกล่าวว่า สิ่งที่ธุรกิจประกันภัยต้องยอมรับความจริง คือ หลายปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีเหตุการณ์ภัยพิบัติเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ดังนั้นสมาคมในฐานะที่เป็นแกนกลางของธุรกิจประกันวินาศภัยไทย จึงมีแนวความคิดร่วมกันว่าอยากให้มีการจัดตั้งกองทุนประกันภัยพิบัติขึ้นแบบถาวร โดยได้เสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) รวมถึงจัดทำข้อเสนอเพื่อให้รัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 พิจารณา

“หากจัดตั้งกองทุนประกันภัยพิบัติขึ้นในประเทศไทย เพื่อให้บริษัทประกันภัยทั้งหลายสามารถทำประกันภัยต่อได้ แล้วภาครัฐเข้ามามีส่วนร่วมดูแลประชาชนและสังคมส่วนหนึ่งได้ จากนั้นถ้ามีกองทุนประกันภัยพิบัติ ระยะเวลาพอสมควร จะสะสมเบี้ยประกันภัยให้อยู่ในประเทศไทยได้ และสามารถดูแลได้ ขณะเดียวกันกองทุนประกันภัยพิบัติ ไม่จำเป็นที่จะต้องรับประกันภัยเฉพาะในประเทศไทย อาจจะทำหน้าที่รับประกันภัยและความเสี่ยงภัยในภูมิภาคนี้ด้วย”

โดยกองทุนจะมีผู้บริหารกองทุนมืออาชีพเข้ามาช่วยบริหาร และความเสี่ยงที่นำมารวมกันที่กองทุนของทุกบริษัทประกันภัย ทำให้เกิดเป็นพอร์ตที่ใหญ่ ซึ่งจะช่วยผู้บริหารกองทุนสามารถเจรจาต่อรองกับบริษัทประกันภัยต่อต่างประเทศ หรือสามารถใช้เครื่องมืออื่นในการบริหารความเสี่ยงนอกจากการประกันภัยต่อ เช่น CAT Bond (Catastrophe Bond) หรือตราสารหนี้ภัยพิบัติ มาช่วยบริหารต้นทุน ซึ่งจะทำให้การบริหารกองทุนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ภาครัฐจะไม่ได้ Back Up ในลักษณะเติมเงิน แต่ Back Up ในรูปแบบ CAT Bond ซึ่งรูปแบบบริหารจัดการมีหลายรูปแบบ โดยทำลักษณะการเข้ามาการันตีพันธบัตร หากมีภัยพิบัติเกิดขึ้น แต่ไม่ได้นำเงินมาทิ้งไว้

“โมเดลจะคล้ายในปี 2554 ที่เกิดขึ้นมหาอุทกภัย จะเห็นว่าในขณะนั้นการประกันภัยต่อเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ซึ่งหลายบริษัทเจอเบี้ยประกันภัยต่อสูงถึง 20 เท่าตัว และภายหลังได้ทำกองทุนมหันตภัย หรือ CAT Fund ในประเทศไทย และให้บริษัทประกันภัยต่อรีมาที่กองทุนนี้ และเบี้ยที่สูงปรับลดลงมาเหลือ 2-3 เท่าตัว และบริษัทประกันภัยต่อที่ขึ้นเบี้ยสูง จำเป็นต้องลดเบี้ยลงมา และหลังจากนั้นภายใน 2 ปี เบี้ยก็กลับมาอยู่ในสถานการณ์ปกติ”

กองทุนแบบถาวรขนาด 5 หมื่นล้าน

ดร.สมพรกล่าวว่า สมาคมพยายามคุยกับ คปภ.ว่า อยากเห็นกองทุนประกันภัยพิบัติเกิดขึ้นเร็ว อย่างช้าที่สุดก็ภายในครึ่งปีแรกของปี 2569 ต้องตั้งไข่ขึ้นมาได้ แต่การจัดตั้งขึ้นมาได้ก็น่าจะครึ่งหลังของปี 2569 ซึ่งบริษัทประกันภัยได้จัดทำสัญญาประกันภัยต่อไปเรียบร้อยแล้ว ทำให้การประกันภัยต่อในปี 2569 คงแล้วเสร็จไปแล้ว ถึงแม้ว่ากองทุนได้ตั้งแล้วดังนั้นการ Operate จริงน่าจะเป็นปี 2570

“ครั้งนี้แนวความคิดของสมาคมอยากให้เป็นการจัดตั้งกองทุนที่เป็นแบบถาวร ไม่ได้ทำแบบเฉพาะกิจ เพราะมหันตภัยที่เกิดขึ้นกลายเป็นความเสี่ยงของประเทศไทย ทำให้การจัดตั้งกองทุนถาวรเป็นสิ่งที่จำเป็น เบื้องต้นส่วนตัวมองว่า มูลค่ากองทุนที่รับความเสี่ยงภัยพิบัติที่ 5 หมื่นล้านบาทเท่าเดิม ถือว่ายังเพียงพอและเหมาะสมอยู่ิ

คาดปี’69 ภาพรวมโต 2.5-3.5%

ดร.สมพรกล่าวอีกว่า ปี 2569 คาดว่าธุรกิจประกันวินาศภัยจะมีอัตราการเติบโต 2.5-3.5% มีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงรวม 3.01-3.03 แสนล้านบาท จากปี 2568 คาดว่าจะเติบโต 2.5-3% มีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรง 2.92-2.95 แสนล้านบาท โดยกลุ่มที่คาดว่าจะมีการเติบโตมากที่สุดจะเป็นประกันสุขภาพ จะเติบโต 9-10% และประกันภัยการเดินทาง (TA) เริ่มเห็นนักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้น โดยจะมีอัตราการประกันภัยท่องเที่ยวเติบโตถึง 12-13% และประกันประเภทอื่น ๆ ยังมีทิศทางการเติบโต ยกเว้นการประกันภัยขนส่งทางทะเลจะหดตัวลงเล็กน้อย แต่ภาพรวมธุรกิจประกันวินาศภัยมีการเติบโตอยู่

ด้านประกันภัยรถยนต์ ในปี 2568 ยังคงมีอัตราการเติบโตอยู่ โดยมาจากการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า ส่วนปี 2569 คาดว่า ประกันภัยยานยนต์ยังคงเติบโตอยู่ โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้ายังเป็นปัจจัยสำคัญในการเติบโต ขณะที่ประกันอัคคีภัยยังมีแนวโน้มเติบโตจากปี 2568 ที่เติบโตได้ 3-5% เนื่องจากประชาชนเจ้าของที่อยู่อาศัยก็มีความระมัดระวังมากขึ้นจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ และเหตุการณ์ภัยพิบัติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้ประชาชนต้องการบริหารความเสี่ยงของตัวเองมากขึ้น

อย่างไรก็ดี ความท้าทายในปี 2569 ภายใต้เทคโนโลยีที่มีการพัฒนามากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจประกันภัยมีคู่แข่ง ซึ่งไม่ได้เป็นบริษัทประกันภัยในประเทศ แต่รวมถึงคู่แข่งที่ไม่ได้เป็นบริษัทประกันภัยที่หันมาทำธุรกิจคล้ายกัน ทำให้ธุรกิจประกันภัยจะต้องดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวัง และความเสี่ยงจากไซเบอร์ และสิ่งแวดล้อม เป็นสิ่งที่ธุรกิจประกันภัยต้องปรับตัวให้ได้

“ปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจประกันวินาศภัยในปี 2569 มีหลายปัจจัย ไม่ว่าการท่องเที่ยว รถยนต์มีการแข่งขันมากขึ้นจะหนุนการเติบโต และในปีหน้าจะมีการเลือกตั้ง ซึ่งเชื่อว่าจะมีการสนับสนุนการลงทุนภาครัฐและภาคเอกชน จะเป็นปัจจัยเร่งเบี้ยอย่างดี และปัจจัยสำคัญ คือ เหตุการณ์แผ่นดินไหว น้ำท่วม จะเป็นปฏิกิริยาให้ประชาชนมีความระมัดระวังบริหารความเสี่ยงมากขึ้น จะทำให้ธุรกิจประกันวินาศภัยเติบโตได้ดีขึ้น”

ยันมั่นคง-บริหารความเสี่ยงดี

อย่างไรก็ดี จากสถานการณ์ต่าง ๆที่เกิดขึ้นในปี 2568 ดร.สมพรกล่าวว่า หากดูมิติความมั่นคงของบริษัทประกันวินาศภัยไทย ทุกบริษัทยังมีความสามารถในการชดใช้สินไหมทดแทนให้กับผู้ประกันภัยได้ โดยยังสามารถดำรงเงินกองทุน (Risk Based Capital : RBC) เกินกว่า 200% หรือภาพรวมเฉลี่ยทั้งอุตสาหกรรมเฉลี่ยสูงถึง 280% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์กำหนด 2 เท่า หรือ 140% ซึ่งสะท้อนการบริหารจัดการความเสี่ยงของบริษัทประกันภัยได้อย่างดีเยี่ยม เพราะทุกบริษัทตระหนักถึงว่าได้รวมความเสี่ยงของภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรม หรือแม้แต่ภาครัฐไว้ที่ตัวบริษัทประกันวินาศภัยไทย ดังนั้น บริษัทประกันภัยจำเป็นจะต้องมีการบริหารความเสี่ยงของตัวเองไว้ให้เป็นอย่างดี

กางแผนธุรกิจ TIP ปี’69

ส่วนของ TIP ในปี 2569 นั้น ดร.สมพรกล่าวว่า จากแนวโน้มการแข่งขันของบริษัทรับประกันภัยต่อที่มีมากขึ้น โดยเฉพาะการประกันภัยต่อในประกันภัยอื่น ๆ ที่มีการแข่งขันรุนแรง ส่วนหนึ่งมาจากไทยมีผลการดำเนินงานที่ดี หรืออัตราการเคลมน้อย ทำให้เห็นสัญญาณการต่ออายุประกันภัย เป็น Soft Market หรือเบี้ยปรับลดลงจากตลาดที่แข่งขันกันรุนแรง ซึ่งแตกต่างจากประกันภัยธรรมชาติ-ภัยพิบัติ เป็น Hard Market เบี้ยปรับเพิ่มขึ้น เพราะไทยเกิดภัยพิบัติเยอะมากขึ้น

ดังนั้นจากสัญญาณ Soft Market ในส่วนของประกันภัยอื่น ส่งผลกระทบต่อเบี้ยประกันของบริษัท ทิพยประกันภัย (TIP) ที่ไม่ใช่ภัยธรรมชาติเบี้ยปรับลดลง โดยเฉพาะเบี้ยโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งจะมีการเจรจาต่อรองเบี้ยประกันในทุก ๆ ปี โดยบริษัทเหล่านี้จะมีการเรียกโบรกเกอร์หลายรายเข้ามา Bid เสนอราคา ซึ่งสามารถเลือกราคาถูกและประหยัดกว่า ทำให้เบี้ยโครงการของ TIP ปรับลดลง

“ทุก ๆ ปีเราจะมีการเจรจาต่อรองเบี้ยประกัน แต่จากแนวโน้มการแข่งขันของธุรกิจรับประกันภัยต่อที่รุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะในประกันภัยที่ไม่ใช่ภัยพิบัติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเบี้ยประกันปรับลดลง จึงเป็นบทเรียนว่า หลังจากนี้ในปี 2569 เราจะต้องสร้างธุรกิจรีเทลมากขึ้น เพื่อมาช่วยชดเชยเบี้ยที่หายไป”

หันมุ่งลูกค้ารายย่อยมากขึ้น

ดังนั้น ในปี 2569 บริษัทจะต้องหันมาสร้างธุรกิจ Retail มากขึ้น เพื่อช่วยชดเชยเบี้ยประกันภัยในส่วนโครงการขนาดใหญ่ที่ปรับลดลง อย่างไรก็ดี การหันมาเน้นธุรกิจ Retail แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ธุรกิจรายกลาง และรายย่อย ซึ่งในส่วนของธุรกิจรายกลางที่ไม่ใช่ประกันรถยนต์ (Nonmotor) จะเป็นการเข้าไปรับประกันภัยในธุรกิจที่มีวงเงินเล็กลงมา จากเดิมเน้นธุรกิจรายใหญ่วงเงินหลัก 1,000 ล้านบาท จะปรับลดลงเหลือ 500 ล้านบาท

ขณะที่รายย่อย จะขยายพอร์ตประกันภัยรถยนต์ (Motor) ภายหลังจากมีการปรับพอร์ตธุรกิจ และสัญญาณผลประกอบการที่ดีขึ้น บริษัทจึงตั้งเป้าขยายธุรกิจขึ้น โดยภายในปี 2569 จะขยับพอร์ต Motor ให้ขึ้นไปอยู่ในสัดส่วนไม่เกิน 30% จากปัจจุบันอยู่ที่ 25% เนื่องจากบริษัทตัดสินใจถอยออกจากธุรกิจรับประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ที่มีอัตราการสูญเสีย (Loss Ratio) ค่อนข้างสูง ทำให้พอร์ตรถยนต์อีวีเหลือราว 100 ล้านบาท จากเดิมที่เคยมีอยู่ 500-600 ล้านบาทต่อปี

ดร.สมพรกล่าวอีกว่า นอกจากประกันภัยรถอีวีที่มีอัตราการสูญเสีย (Loss Ratio) ค่อนข้างสูงแล้ว จะพบว่าการซ่อมห้าง หรือซ่อมศูนย์ มีอัตรา Loss Ratio ค่อนข้างสูงเช่นเดียวกัน อยู่ที่ราว 90% ปลาย ๆ ดังนั้นจากแนวโน้มดังกล่าว ในปี 2568 TIP ได้เพิ่มความระมัดระวังในการขายและรับประกันภัยซ่อมห้างมากขึ้น โดยการปรับลดพอร์ตซ่อมห้างลง จากเดิมพอร์ตซ่อมห้างอยู่ที่ราว 2,000 ล้านบาท ปัจจุบันลดลงเหลือ 1,500 ล้านบาท

นอกจากนี้ บริษัทได้สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่มาทดแทน เรียกว่า Premium Plus Garage ซึ่งเป็นการบริการซ่อมอู่ในเครือที่มีอยู่ 300 แห่ง โดยใช้อะไหล่แท้ทุกชิ้น (อะไหล่ห้าง) พร้อมรับประกันรถยนต์อายุสูงสุดไม่เกิน 7 ปี โดยเปิดตัวในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา พบว่าได้กระแสตอบรับที่ดี ซึ่งผลิตภัณฑ์ประกันภัยรถยนต์ Premium Plus Garage จะช่วยลด Loss และมีเบี้ยประกันภัยสูงกว่าซ่อมอู่ แต่น้อยกว่าซ่อมห้าง ขณะเดียวกันขยายงานประกันประเภทอื่น ๆ มากขึ้น คาดว่าจะช่วยชดเชยเบี้ยประกันได้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เบี้ยประกันปี’69 ส่อพุ่ง พิษแผ่นดินไหว-น้ำท่วมใต้ ชงรัฐบาลใหม่ตั้งกองทุนภัยพิบัติ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...