โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“เงิน” พุ่งแรงแซง “ทองคำ” ปี 2025 อุปสงค์ลงทุน-อุตฯดันราคาทะลุ 80 ดอลลาร์

การเงินธนาคาร

อัพเดต 30 ธ.ค. 2568 เวลา 09.45 น. • เผยแพร่ 30 ธ.ค. 2568 เวลา 02.45 น.

"เงิน" พุ่งแรงแซง "ทองคำ" โตเกือบ 3 เท่าในรอบปี โดยปี 2025 อุปสงค์ลงทุน-อุตฯดันราคาทะลุ 80 ดอลลาร์

วันที่ 29 ธันวาคม 2568 เวลา 17.41 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ปี 2025 นับเป็นปีแห่งความผันผวนของตลาดการเงินโลก ทองคำพุ่งแรงจากแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย หลังนโยบายเศรษฐกิจนอกกรอบของรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สร้างความไม่แน่นอนให้กับนักลงทุนและธนาคารกลางทั่วโลก อย่างไรก็ดีในช่วงปลายปี กลับเป็น “เงิน” (Silver) ที่ขโมยซีนจากทองคำอย่างเต็มตัว

*ราคาซิลเวอร์ พุ่งทะยานทะลุระดับ 80 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ในช่วงปลายเดือนธันวาคม จากแรงซื้อของนักลงทุนที่ปะทะกับอุปทานที่ตึงตัว ส่งผลให้ราคาปรับขึ้นเกือบ 3 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และเหนือกว่าการปรับขึ้นของทองคำที่เพิ่มขึ้นกว่า 70% ตลอดปีเดียวกัน*

ทั้งทองคำและเงินต่างได้รับแรงหนุนจากความต้องการของนักลงทุนที่มองหาที่พักเงินท่ามกลางความเสี่ยงทางการเมือง เงินเฟ้อ และค่าเงินที่อ่อนค่า แต่ความแตกต่างสำคัญคือ “เงิน” ไม่ได้เป็นเพียงสินทรัพย์ปลอดภัยเท่านั้น หากยังเป็นวัตถุดิบสำคัญในภาคอุตสาหกรรมหลากหลายประเภท ซึ่งทำให้ราคาซิลเวอร์อ่อนไหวต่อเศรษฐกิจจริงมากกว่าทองคำ และราคาที่อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องอาจกระทบต้นทุนของผู้ผลิต จนเกิดความพยายามหาวัสดุอื่นมาทดแทนในอนาคต

ใครต้องใช้ "เงิน" (Silver)?

เงินเป็นตัวนำไฟฟ้าชั้นเยี่ยม ถูกนำไปใช้ในแผงวงจร สวิตช์ รถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และเป็นส่วนประกอบสำคัญของซิลเวอร์เพสต์ที่ใช้ในแผงโซลาร์เซลล์ นอกจากนี้ยังถูกใช้ในสารเคลือบอุปกรณ์ทางการแพทย์อีกด้วย

เช่นเดียวกับทองคำ เงินยังคงได้รับความนิยมในอุตสาหกรรมเครื่องประดับและเหรียญ โดย จีน และ อินเดีย เป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุด จากฐานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ประชากรจำนวนมาก และบทบาทของเครื่องประดับเงินในฐานะการเก็บมูลค่าที่ส่งต่อกันระหว่างรุ่น

รัฐบาลและโรงกษาปณ์ทั่วโลกยังใช้เงินจำนวนมากในการผลิตเหรียญ bullion และผลิตภัณฑ์ลงทุนอื่น ๆ ขณะที่ในมุมของนักลงทุนรายย่อย เงินมีราคาต่อออนซ์ต่ำกว่าทองคำมาก ทำให้เข้าถึงได้ง่ายกว่า และมักปรับตัวแรงกว่าทองคำในช่วงตลาดโลหะมีค่าขาขึ้น

ตลาดเงินแตกต่างจาก "ทองคำ" อย่างไร?

ลักษณะการใช้งานที่หลากหลายทำให้ราคาซิลเวอร์ได้รับอิทธิพลจากปัจจัยมากมาย ตั้งแต่วัฏจักรการผลิต อัตราดอกเบี้ย ไปจนถึงนโยบายพลังงานหมุนเวียน เมื่อเศรษฐกิจโลกขยายตัว ความต้องการใช้ในภาคอุตสาหกรรมจะผลักดันราคา แต่เมื่อเศรษฐกิจชะลอ นักลงทุนจะเข้ามาเป็นแรงซื้อทดแทน

ตลาดเงินยังมีขนาดเล็กและบางกว่าทองคำมาก ปริมาณการซื้อขายรายวันต่ำกว่า สต็อกมีจำกัด และสภาพคล่องสามารถหายไปอย่างรวดเร็ว มูลค่าเงินที่เก็บไว้ในคลังลอนดอนอยู่ที่ราว 65,000 ล้านดอลลาร์ เทียบกับทองคำที่มีมูลค่าสูงเกือบ 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ อีกทั้งทองคำยังได้รับการหนุนหลังจากทองคำสำรองของธนาคารกลางทั่วโลกที่เก็บไว้ในธนาคารแห่งอังกฤษ ซึ่งสามารถนำออกมาปล่อยกู้ในยามคับขันได้ ขณะที่ตลาดเงินไม่มีผู้ให้กู้ยืมสุดท้าย ในลักษณะเดียวกัน

ทำไม "เงิน" ถึงพุ่งแรงในปี 2025?

โดยปกติ เงินมักเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับทองคำ แต่ด้วยความผันผวนที่รุนแรงกว่า ช่วงต้นปี ราคาทองคำพุ่งแรงจนช่องว่างมูลค่าระหว่างทองกับเงินขยายตัวมากผิดปกติ ถึงขั้นที่ทองคำ 1 ออนซ์สามารถซื้อเงินได้มากกว่า 100 ออนซ์ นักลงทุนจำนวนหนึ่งมองเห็นโอกาสและเข้าซื้อเงินอย่างหนัก

นอกจากนี้ภาระหนี้มหาศาลของประเทศเศรษฐกิจหลัก เช่น สหรัฐอเมริกา และ ฝรั่งเศส รวมถึงความไม่แน่นอนทางการเมือง ทำให้นักลงทุนบางส่วนหันหลังให้พันธบัตรและค่าเงิน แล้วเข้าถือครองสินทรัพย์ทางเลือกอย่างเงินและโลหะมีค่าอื่น ๆ ในกระแสที่เรียกว่า “debasement trade”

ด้านอุปทาน การผลิตเงินทั่วโลกถูกจำกัดจากคุณภาพแร่ที่ลดลง และการพัฒนาโครงการใหม่ที่มีน้อยลง เหมืองในเม็กซิโก เปรู และจีน ซึ่งเป็น 3 ผู้ผลิตรายใหญ่ เผชิญอุปสรรคทั้งด้านกฎระเบียบและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งเงินส่วนใหญ่ยังถูกผลิตเป็นผลพลอยได้จากการทำเหมืองโลหะอื่น ๆ ไม่ได้เป็นการขุดเฉพาะ

อุปสงค์เงินทั่วโลกสูงกว่าการผลิตจากเหมืองต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ขณะที่กองทุน ETF ที่อ้างอิงเงินแท่งจริงยังดึงดูดเงินลงทุนใหม่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง

เกิด “ซิลเวอร์สควีซ” ในปี 2025 หรือไม่?

ช่วงต้นปี ตลาดเริ่มเก็งกำไรว่าสหรัฐฯ อาจเก็บภาษีนำเข้าเงิน ส่งผลให้เงินจำนวนมากไหลเข้าสู่คลังของตลาด Comex ในนิวยอร์ก เพื่อเก็งส่วนต่างราคา ทำให้สต็อกเงินในลอนดอน ซึ่งเป็นศูนย์ซื้อขายเงินสปอตหลัก ลดลงอย่างรวดเร็ว ซ้ำเติมด้วยเงินกว่า 100 ล้านออนซ์ที่ไหลเข้าสู่ ETF ที่ถือครองเงินจริง

เมื่ออุปสงค์พุ่งแรงในช่วงเทศกาลของอินเดียเดือนตุลาคม ตลาดจึงตึงตัวอย่างฉับพลัน ต้นทุนการยืมเงินพุ่งทำสถิติใหม่ และราคาปรับขึ้นอย่างรุนแรง ราคาที่ลอนดอนสูงกว่าตลาดอื่น ๆ จนดึงดูดเงินจากภูมิภาคอื่นเข้ามา และช่วยคลี่คลายภาวะตึงตัวในเวลาต่อมา

อย่างไรก็ดี ความผันผวนยังไม่จบ ตลาดยังจับตาความเป็นไปได้ของภาษีเงินจากสหรัฐ หลังโลหะชนิดนี้ถูกจัดเป็น “แร่สำคัญ” (critical mineral) โดยหน่วยงานธรณีวิทยาสหรัฐ ในเดือนพฤศจิกายน ทำให้ราคายังแกว่งแรงตลอดเดือนธันวาคม

เงินทะลุระดับ 80 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในวันที่ 26 ธันวาคม หลังเกิดความกังวลเกี่ยวกับมาตรการจำกัดการส่งออกเงินของจีนที่ประกาศปลายเดือนตุลาคม แม้จะเป็นเพียงการต่ออายุนโยบายเดิมก็ตาม กระแสราคายังได้แรงหนุนจาก Elon Musk ที่ออกมาโพสต์ในแพลตฟอร์ม X ว่า “นี่ไม่ใช่เรื่องดี เงินเป็นสิ่งจำเป็นในกระบวนการอุตสาหกรรมจำนวนมาก” ยิ่งตอกย้ำความกังวลด้านอุปทาน และผลักดันราคาให้ร้อนแรงยิ่งขึ้น

อ้างอิง : www.bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...