โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

โลกวุ่นวายหนุนทอง All-Time High “แม่ทองสุก” ฟันธงปีหน้า ได้เห็นทอง 70,000 บาท

การเงินธนาคาร

อัพเดต 23 พ.ย. 2568 เวลา 15.57 น. • เผยแพร่ 20 พ.ย. 2568 เวลา 09.34 น.

แม่ทองสุก มองธันวาคมนี้ ราคาทองคำ มีแนวโน้ม "สีเขียว" รับเทศกาลแห่งความสุข หลังสถิติชี้โอกาสปรับขึ้นสูงกว่าลงในเดือนสุดท้ายของปี ขณะที่ภาพยาวปี 2569 ราคาทองยังโตได้อีก 20% โอกาสเห็นทองบาทละ 70,000 ไม่เกินเอื้อม จากแรงหนุนความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและ De-dollarization แนะบาล๊านซ์พอร์ตลงทุน หุ้น 60%, พันธบัตร 20%, ทองคำ 20% รับแรงกระแทกโลกผันผวน

20 พฤศจิกายน 2568 นายกิรดิต หิรัญยศิริ ประธานฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ จำกัด (MTS) หรือ แม่ทองสุก เปิดเผยบนเวทีสัมมนาในงานมหกรรมการเงินกรุงเทพส่งท้ายปี ครั้งที่ 8 Money Expo 2025 Bangkok Year-End ว่า

ราคาทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจสูงสุดต่อเนื่องในปี 2025-2026 ด้วยผลตอบแทนปีนี้ที่สูงถึง 52% และคาดการณ์ว่าปีหน้ามีโอกาสเห็นระดับราคา 70,000 บาทต่อบาททองคำ โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากภาวะความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การสะสมทองคำของธนาคารกลาง และปรากฏการณ์ De-dollarization ทั่วโลก

ปีแห่งผลตอบแทน: ทองคำวิ่งทะลุเป้า ทำกำไรให้นักลงทุน 52%

นายกิรดิตได้เปิดเผยถึงการคาดการณ์ราคาทองคำอย่างน่าสนใจว่า ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา บริษัทได้ตั้งเป้าราคาทองคำไว้ที่ 60,000 บาท ซึ่งในปัจจุบันราคาได้ขยับขึ้นไปสูงสุดถึงระดับ 67,000 บาทแล้ว และบริษัทยังคงเชื่อมั่นว่าในปีหน้า นักลงทุนจะได้เห็นราคาทองคำพุ่งสูงแตะระดับ 70,000 บาทต่อบาททองคำ อย่างแน่นอน

สำหรับผลตอบแทนของทองคำในปีนี้ถือว่าอยู่ในระดับที่ "เร้าใจพอสมควร" โดยตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ทองคำสามารถให้ผลตอบแทนแก่นักลงทุนได้สูงถึง 52% ซึ่งเปิดปีมาที่ระดับ 4 หมื่นต้น และมีการเติบโตเป็นไปตามไตรมาส ดังนี้: ไตรมาส 1 ราคาทองคำปรับขึ้น 19%, ไตรมาส 2 ราคาปรับขึ้น 5.7%, และไตรมาส 3 ราคาปรับขึ้น 17%

ประธานฝ่ายปฏิบัติการ MTS ย้ำว่า ทองคำยังคงเป็นเครื่องมือที่สร้าง "มูลค่าของเงิน" ได้ดีที่สุดในปี 2025 เนื่องจากความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างความวุ่นวายของโลกและราคาทองคำที่มักจะปรับตัวสูงขึ้น “ยิ่งเรากลัวเรายิ่งต้อง ถือครองสินทรัพย์มีค่าที่สุด ในชีวิตของเรา” ซึ่งเป็นความจริงที่ปรากฏให้เห็นตลอดหลายปีที่ผ่านมาว่า ทองคำมีอัตรา "เพิ่มมูลค่าของตัวเองสูง" อย่างต่อเนื่อง

มหันตภัยโลกหนุนทอง: Trade War, Fed, สงคราม คือปัจจัยหลักปี 2025

ปัจจัยบวกที่สำคัญซึ่งจะยังคงเป็นแรงหนุนต่อราคาทองคำในปี 2025 ประกอบด้วย:

1. สงครามการค้า (Trade War): จากมาตรการภาษีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความขัดแย้งทางการค้าที่ "ยืดเยื้อ" ระหว่างจีนและญี่ปุ่นด้วย

2. นโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed): การส่งสัญญาณลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ จะเป็นแรงหนุนสำคัญในการเข้าซื้อทองคำ

  • ข้อสังเกต: ถึงแม้ว่าขณะนี้ตัวเลขทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ จะยังไม่ชัดเจนนัก นับตั้งแต่เกิด "เหตุการณ์ชัตดาวน์ (Shutdown)" และมีโอกาสที่ Fed อาจจะ "ไม่ลดดอกเบี้ย" แต่หากสังเกต "พฤติกรรมของราคาทอง" ก็จะเห็นว่าราคาไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ยังคงยืนอยู่ในช่วง 62,000-63,000 บาท

3. ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์-สงคราม: ความขัดแย้งและความตึงเครียดต่างๆ ทั่วโลก ทำให้ทองคำยิ่งทวีความสำคัญและสถานะในฐานะ "Safe Haven" (สินทรัพย์ปลอดภัย)

4. แรงซื้อจากธนาคารกลาง: การเข้าซื้อสะสมทองคำของธนาคารกลางทั่วโลก รวมถึงเม็ดเงินจากกองทุน ETF ที่สะสมทองคำอย่างต่อเนื่อง เป็นการหนุน Demand (อุปสงค์) ให้ยังคงอยู่ในระดับสูง

5. ปรากฏการณ์ De-dollarization: หลายประเทศลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ และ "หันมาสะสมทองคำแท้" เป็นทุนสำรองแทน

ทรัมป์ปั้นทอง: เบื้องหลังการทำ High พยุงหนี้ 38 ทริลเลียน (Trillion)

นายกิรดิตได้ให้มุมมองต่อสถานการณ์ในสหรัฐฯ โดยเฉพาะเรื่องการสะสมทองคำว่า: “เราเชื่อว่าทรัมป์เริ่มปรับตัวแต่ก็ยังจะต้องทำเพื่อประโยชน์ของอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นเก็บภาษี สะสมทอง เพียงแค่ไตรมาส 1 ทองขึ้นมา 19% เพราะทรัมป์สะสมทอง ตุนมากที่สุด”

พร้อมกล่าวถึงภาระหนี้ของสหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับสูงมากว่า ปัจจุบันสหรัฐฯ มีหนี้ถึง 38 ทริลเลียน (Trillion)ดังนั้น รัฐบาลจะต้องผลักดัน Asset (สินทรัพย์) หลายๆ ตัว เช่น Bitcoin และทองคำ ให้ "มีมูลค่าเพิ่มขึ้น" เพื่อเป็นหลักประกัน ซึ่งนั่นหมายความว่าภาระหนี้ที่แท้จริงจะ "น้อยลงเรื่อยๆ" เพราะการพิมพ์เงินออกมาไม่สามารถลบล้างหนี้ 38 ทริลเลียน (Trillion) ได้ จึงจำเป็นต้องนำ Asset มาเปลี่ยนเป็นหลักประกันเพื่อเพิ่ม "มูลค่า"

พลวัตใหม่ของ Demand: จากเครื่องประดับ สู่การเป็นทุนสำรองแห่งชาติ

ทองคำมีความน่าสนใจตรงที่มีความหลากหลายของ Product ทั้งในรูปแบบ Physical (ทางกายภาพ) ซึ่งมีประเภทหลักๆ ใหญ่ๆ ในตลาดถึง 4 ประเภท แต่พลวัตของอุปสงค์หลักที่สำคัญในปัจจุบันคือ:

  • การเปลี่ยนสู่เครื่องมือการลงทุน: สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากคือ เมื่อราคาทองคำอยู่ในระดับสูง ทองคำได้เปลี่ยนสถานะจาก "เครื่องประดับสู่" การเป็นเครื่องมือการลงทุนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
  • อุตสาหกรรมเทคโนโลยี: เทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่ ทั้งในไทยและต่างประเทศ ใช้ทองคำเป็นส่วนประกอบสำคัญ เนื่องจากมีคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมในการนำไฟฟ้า ทำให้เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม Solar (พลังงานแสงอาทิตย์) และการประมวลผลต่างๆ
  • ธนาคารกลาง (Central Bank) ซื้อยาว: ธนาคารกลางทั่วโลกมีบทบาทสำคัญในการ "รักษาสภาพเงินของประเทศตัวเองให้ดีที่สุด" ดังนั้นพวกเขาจึงใช้นโยบาย "ซื้อแล้วถือยาว" โดยนับตั้งแต่ปี 2022-2025 ปริมาณทองคำสำรองของธนาคารกลางมีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้เล่นระยะยาวเหล่านี้ยังคง "ทยอยซื้อตลอด" โดยเฉพาะประเทศจีนที่เข้าซื้อต่อเนื่องกว่า 10 ตันแล้ว ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาทองคำยังคงยืนอยู่ได้และมีโอกาส "ทยอยขึ้นต่อเนื่อง"

ดอลลาร์เสื่อมมนต์ขลัง: เอเชียทิ้ง Greenback หันถือทองคำแท้

นอกจากนี้ปรากฏการณ์ De-dollarization ทำให้ "ตอนนี้คนไม่เชื่อดอลลาร์แล้ว" และความต้องการ "แบ่งโลก" ทางเศรษฐกิจมากขึ้น นักลงทุนหลายคนมองว่าโลกถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นผลให้ในปีนี้ดอลลาร์มีราคาลดลงอย่างมาก และส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นอย่างมากตามไปด้วย ปัจจุบันประเทศในเอเชียหลายแห่งเริ่ม "ไม่เก็บดอลลาร์เป็นทุนสำรองแล้ว" แต่หันไปเก็บเงินสกุลอื่นและทองคำแทน เนื่องจากทองคำเป็นสื่อกลางที่สามารถ "แปลงเป็นเงินสดได้ทั่วโลก"

อย่างไรก็ตาม ทองคำก็ยังมีปัจจัยลบเพียงประการเดียว นั่นคือภาวะ “โลกสงบสุข” แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน เรายังไม่เห็นสัญญาณว่าโลกจะสงบ ทำให้ทองคำยังคง "มีโอกาสปรับขึ้น" ได้ตลอดเวลา

ธันวาคมสีเขียว: สถิติชี้เดือนแห่งความสุข หนุนราคาทองคำขึ้น

สำหรับแนวโน้มราคาทองคำในเดือนธันวาคมไปจนถึงปี 2026 นั้น หากมองย้อนหลังสิบปี จะเห็นว่ามี "โอกาสลง 4 ครั้ง" และ "โอกาสขึ้น 6 ครั้ง" โดยสถิติและธรรมชาติของเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นเดือนแห่งการเฉลิมฉลองคริสต์มาส การแต่งงาน และการให้ของขวัญ ทำให้เป็นปัจจัยที่หนุนให้ "แนวโน้มราคาทองเดือนธันวาคมน่าจะ เขียว มากกว่า แดง โดยสถิติ"

นายกิรดิตเชื่อว่า “ตอนนี้คนคุ้นเคยกับราคาทอง 6 หมื่นแล้ว คนไม่ได้มองว่ามันแพง แต่มองว่ามันยังไปต่อได้ และถ้า ติดดอย ก็ยังสามารถเก็บไว้ให้ลูกหรือส่งมอบเป็นมรดกได้ เพราะฉะนั้นถ้าถือทองไว้ก็ยังมีโอกาส ราคาขึ้นมากกว่าลง”

แม่ทองสุขมองว่า แม้ว่าราคาทองคำในปีนี้อาจจะกลับมาทำ High ที่ระดับ $4,385 เหรียญสหรัฐฯ แต่สำหรับปีหน้า บริษัทมองถึงระดับ $4,500 เหรียญสหรัฐฯ ซึ่งยังเหลือโอกาสเติบโตอีก 20% ถือเป็นผลตอบแทนที่ "ดีกว่าสินทรัพย์อื่นๆ"

พลิกเกมลงทุน: ช่องทางดิจิทัล เปิดโอกาสซื้อขายทองคำเริ่มต้น 100 บาท

ประเทศไทยมีช่องทางการลงทุนทองคำที่หลากหลายและเข้าถึงง่าย:

  • Physical (ทางกายภาพ): ได้แก่ ทองรูปพรรณ และ ทองคำแท่ง เนื่องจากราคาทองที่สูงขึ้น ทำให้มีการทำทองคำขนาดเล็กลงได้ โดยเริ่มตั้งแต่ "น้ำหนัก 0.1 กรัม" ซึ่งหากราคาทองปรับขึ้นเกิน 100 บาทต่อวัน ก็ถือว่า "ทำกำไรแล้ว" ข้อดีสำคัญคือ "ไม่ต้องเสียภาษี" เหมือนกับการลงทุนในสินทรัพย์อื่น
  • Digital/Mobile Platform: ผ่าน Application ต่างๆ เช่น เป๋าตังค์, ออมทองแม่ทองสุก, MTSGoldX, K+, Dime ข้อดีคือสามารถซื้อขายได้ทั้งในสกุล "เงินบาทไทย" และ "ดอลลาร์" สามารถตั้งราคาซื้อที่ต้องการได้ เหมาะสำหรับนักลงทุนรุ่นใหม่ และเป็นเครื่องมือที่ทำให้ได้กำไรเร็วที่สุด และไม่ต้องเสียภาษี
  • Gold Futures: เป็นการซื้อขายสัญญาที่มีระยะเวลา 2-3 เดือน ข้อดีคือสามารถ "ทำกำไรได้มากกว่าการลงทุนที่เป็นเงิน 100%" เนื่องจากมีการใช้ Leverage

สูตรสำเร็จจัดพอร์ต: 20% คือทองคำ สู้ความผันผวนของตลาด

กลยุทธ์การจัดสรรพอร์ต (Asset Allocation) เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดความผันผวนให้กับพอร์ตการลงทุนโดยรวม

“กิรดิต”แนะนำกลยุทธ์การลงทุนดังนี้: “ซื้อทองคำมีวิธีทำกำไรคือซื้อแล้ว เก็งกำไรขาย ในช่วงที่ราคาดี เรามองว่าถ้าปีหน้าทองขึ้น 20% เรายังแนะนำว่ายังต้องมีทองคำในพอร์ตอย่างน้อย 20% เช่นเดียวกัน ถ้ามีเงิน 1 ล้านบาท จะต้องมี 200,000 บาท ในการลงทุนทองคำ โดยจะ ตามราคาทองคำ และค่อยๆ ทยอยสั่งซื้อ แอปของเราก็สามารถซื้อขั้นต่ำ 100 ถึง 200 บาท ได้”

จากการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของพอร์ตการลงทุนที่มีการเสริมทองคำ (หุ้น 60%, พันธบัตร 20%, ทองคำ 20%) กับพอร์ตหุ้นทั่วไป (หุ้น 60%, พันธบัตร 40%) พบว่า พอร์ตที่มีทองคำเข้ามาเป็นส่วนประกอบนั้น "ทำผลงานได้ดีกว่า" และในช่วงที่ตลาดอยู่ในภาวะขาลง “ทองคำช่วยลดความผันผวนของพอร์ตได้ดี” ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญของทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย

นอกจากนี้ การซื้อทองคำในประเทศไทยยังมีความได้เปรียบ เนื่องจากนักลงทุนสามารถ "ได้ทองกลับบ้าน" และมี "ราคากลางควบคุม" ซึ่งทำให้ตลาดทองคำในไทย "สมบูรณ์มาก" ดังนั้น MTS จึงยังคง "เชียร์ทองคำ" ในฐานะสินทรัพย์ที่น่าลงทุนต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง :

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...