โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

“อ.อัจฉราวดี”เผย ประสบการณ์ “อดีตนิสิต จุฬาฯ” เตือนสติแนวคิดการเมืองสุดโต่ง ชี้ล้างสมองเยาวชนกระทบอนาคตชาติ

สยามรัฐ

อัพเดต 19 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 20 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“อ.อัจฉราวดี” เผยประสบการณ์ “อดีตนิสิต จุฬาฯ” เตือนสติแนวคิดการเมืองสุดโต่ง ชี้ล้างสมองเยาวชนกระทบอนาคตชาติ

เมื่อวันที่ 8 ม.ค.69 อาจารย์ อัจฉราวดี วงศ์สกล ประธานมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต และมูลนิธิโนอิ้ง บุดด้า ได้เผยแพร่บทความสะท้อนประสบการณ์และมุมมองเกี่ยวกับกระบวนการปลูกฝังแนวคิดทางการเมืองในสถาบันการศึกษา โดยอ้างอิงคำบอกเล่าจากอดีตนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยรายหนึ่ง ซึ่งระบุว่า

ช่วงใกล้สอบเข้ามหาวิทยาลัย บรรดาคุณแม่ที่เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ ก็มักจะพาลูกมาขอพรให้สอบเข้าได้ ส่วนใหญ่อยากเข้าจุฬาฯ อาจารย์ก็ให้พรตามสไตล์ตัวเอง นอกจากย้ำให้ตั้งใจเรียนแล้วก็ยังแนะว่า

“ให้เอากุหลาบสีชมพูไปถวายที่พระบรมรูป ร.5 ในมหาวิทยาลัย แล้วไปอธิษฐานถึงพระองค์ว่า ลูกอยากมาเรียนที่นี่เพราะอะไร และหากเข้าได้ลูกสัญญาว่าจะเป็นคนดีของชาติ ให้พูดจากใจอย่างสุภาพไม่ต้องมีโพย ใจนั้นคือหัวหน้า แม้ลูกอาจไม่เก่งนักแต่หากจิตใจดีย่อมมีกระแสธรรมมาหนุน”

.

จะด้วยความเก่งของเด็กบวกกับอะไรก็แล้วแต่ เด็กๆ ที่มาหาก็ได้เรียนจุฬาสมใจทุกราย ลูกอาจารย์เองสองคนก็จบจากจุฬา ด้วยความพากเพียรและอธิษฐานแบบเดียวกัน

ช่วงเด็ก 3 นิ้วย่ำยีสถาบัน อาจารย์เสียใจแทนองค์พระปิยมหาราชผู้ทรงก่อตั้งมหาวิทยาลัย แต่แล้วคนเหล่านี้กลับเนรคุณ ที่หนักกว่าคืออาจารย์ที่จุฬาเองที่กระทำย่ำยีสถาบันด้วยการล้างสมองเด็ก ช่างเนรคุณอย่างร้ายกาจ วันนี้จะเอาเรื่องจริงของนิสิตจุฬาที่จบไปนานแล้ว และเป็นหนึ่งในผู้ที่เคยถูกล้างสมองให้หมิ่นสถาบันว่า เขาทำกันยังไง ทำไมพอหลุดเข้าไปในวงนี้แล้วอนาคตจึงดับ

“การเข้าไปอยู่ในกลุ่มหัวก้าวหน้าทางแนวคิดเกิดขึ้น ขณะที่เรียนอยู่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะเศรษฐศาสตร์หลักสูตรนานาชาติ ผมเลือกลงวิชาเรียน political science โดยอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้ระดับแนวหน้าของประเทศคืออาจารย์ใจ อึ๊งภากรณ์ เมื่อเริ่มเรียน อาจารย์ประกาศว่า

“วิชานี้ไม่ได้เหมาะกับพวกคุณทุกคน แล้วผมจะไม่สอนทุกคนในที่นี้ แค่บางคน worth my time (ไม่คุ้มค่ากับเวลาของผม) ใครไม่ ok ให้ออกไปได้เลย”

นักเรียนเกือบครึ่งห้องก็เดินออกไป จากนั้น อาจารย์แบ่งกลุ่มนักศึกษา ตามความสมัครใจแล้วค่อยๆ กรองจาก 30 คนเหลือ 15 คน ถกเรื่องแนวคิดและการเมือง จนนักศึกษาถูกเลือกอย่างเข้มข้น เหลือ 5 คน และ

สุดท้ายเหลือคนที่เก่งที่สุด 2 คนในคลาส อาจารย์จะชวน 2 คนนี้ ไปเรียนนอกสถานที่ โดยไปเรียนร่วมกับนักศึกษาจาก ม.ดังอื่นๆ เช่น ธรรมศาสตร์,มหิดล ม. กรุงเทพ เอแบค บางคนเป็นลูกครึ่ง บางคนเป็นฝรั่งมาจากฝรั่งเศส ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารเป็นหลัก โดยมีสัญลักษณ์คือ Pocket Book เล่มเล็กๆ ชื่อ coup d'état เราจะถกเรื่องเหตุการณ์บ้านเมืองบนรถไฟฟ้า และตามสถานที่ต่างๆ อย่างเปิดเผย ยิ่งใครพกหนังสือเล่มเล็กๆ นี้ไปด้วย กลุ่มก็จะรู้ทันทีว่า นี่คือพวกเดียวกัน โดยไม่จำเป็นต้องใส่หมวกดาวแดงหรือแต่งตัวให้ดูแปลกตา

นี่คือความภูมิใจลึกๆ ว่าเรานี่เป็นคนพิเศษ มีแนวคิดก้าวหน้ากว่าใครที่สุด

แต่ละครั้งที่พวกเรามารวมกัน อาจารย์ก็จะจับกลุ่มคละนักศึกษาจากสถาบันต่างกันให้มาถกประเด็น โดยวางแนวคิดเป็นรากฐานเรื่องสิทธิและความเท่าเทียม หรือ Rights and Equality

นักเรียนที่โดดเด่นที่สุด 3 คนก็จะไปร่วมสัมมนาที่จัดโดยสถานทูตอเมริกาและยุโรป และองค์กรไม่แสวงหากำไรชื่อแปลก ๆ ของตะวันตก (Amnesty ต่างๆ นานา)

ผมจำประโยคหนึ่งที่อาจารย์เคยพูดว่าทำไมเลือกพวกเราเพราะ

"you're rebelions who believe in logic. And it is your time."

พวกคุณถูกเลือกมาเพราะมีแนวคิดหัวขบถ ไม่ยอมเชื่ออะไรโดยไร้เหตุผล

และถึงเวลาแล้ว ที่แนวคิดนี้จะถูกนำมาใช้ อาจารย์จะพาพวกเราไปคุยกับ think tank สำนักต่างๆ เริ่มปรากฏตัวในงานสัมมนา บรรยากาศคล้ายกับการรวมตัวกันของผู้เชี่ยวชาญ ผู้รู้ลึกเรื่องการเมือง

เป็นบรรยากาศที่สนุกและ Privilege มาก เด็กอย่างเราถูกดึงดูดโดยที่ไม่อาจต้านทานได้เลย

การกินกาแฟพบปะ แต่มีความเป็นอภิสิทธิ์อยู่ในนั้น ตั้งแต่ร้านที่เลือกไปจะอยู่โซนส่วนตัว มีห้องส่วนตัว ดู understage แต่มีความลุ่มลึก บริเวณถนนวังเดิม ร้านลับข้างโดมธรรมศาสตร์ เป็นต้น

จากนั้นก็จะพาเราปิดประตูอยู่ในห้องเล็กๆ แล้วถกเรื่อง Rights สิทธิและความเท่าเทียม แต่ละคำที่เลือก สำเนียงภาษาที่พูดไพเราะฟังเพลินเหลือเกิน ดู Elite หรือเป็นอภิสิทธิ์ชนสุดๆ

กระนั้นส่วนตัวยังมีจุดที่ผมเองไม่ลงใจ เพราะหาเหตุผลของความแตกต่างแต่ละบุคคลไม่ได้ว่า ทำไมกษัตริย์ที่อาจารย์บอกว่าไม่ดีนักหนา จึงมีประชาชน จึงมีอะไรทำให้พวกเรามาอยู่จุดนี้

เรื่องสิทธิและหน้าที่นั้นเรื่องหนึ่ง แต่เรื่องเหตุผลไม่มีใครอธิบายได้ ผมเองก็ได้แต่เก็บความสงสัยส่วนนี้ที่ไม่มีใครให้คำตอบได้ไว้ในใจ

อาจารย์ใจก็สมเป็นกูรูเรื่องปั้นคนที่ดูออกแล้วยิ่งสนับสนุนผม ด้วยแนวคิดนี้ก็ยิ่งทำให้ผมโดดเด่นจากคนอื่นๆ มีความคิดเป็นผู้นำ และเห็นต่างคล้ายกับนักโต้วาทีที่ไม่มีใครสามารถเอาชนะได้ในยุคนั้น

..

การดีเบตสมัยนั้นคือการตั้งคำถาม ที่ชวนฉุกคิดจนอีกฝ่ายไม่สามารถสู้ได้ นี่คือทางที่พวกเราถูกสอนมา

ไม่นานผมและเพื่อนลูกครึ่งก็ถูกชวนให้ไปที่สถานทูตอเมริกาและอีกหลายสถานทูตจากทวีปยุโรป เพื่อร่วมงานในฐานะแขก ในงานอีเวนต์ สัมมนาต่างๆ แน่นอนความตื่นตาตื่นใจของเด็กมหาวิทยาลัยปี 1 หรือ ปี 2 การที่ได้รับเกียรติ การถูกเลือกขนาดนี้ อัตตาของพวกเรายิ่งพอง ตัวยิ่งโต รู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมยิ่งเข้าไปอีก

เมื่อเข้างานก็จะมีโต๊ะยืนแบบค็อกเทล โต๊ะของพวกเราจะอยู่ในโซนหลัง มีป้ายเขียนไว้พร้อมว่า

"New youth"

"youth movement" บ้าง

แม้พวกเราจะยืนดูอยู่ด้านหลัง แต่ก็จะมีฝรั่งใส่สูทเดินเข้ามาทักทายกล่าวให้การต้อนรับ

"It's good to see Young People have interest in this issue…

How do you think about this… that…"

(ดีที่เห็นคนหนุ่มสาวสนใจเรื่องแบบนี้… พวกคุณคิดเห็นอย่างไรกับประเด็น…)

พอได้รับความสนใจจากฝรั่งสถานทูตใส่สูท พวกเราก็ยิ่งเคลิ้มคิดว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่น

จากนั้นบทสนทนาก็จะไปลงเรื่องการเมือง ที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร ใช้คำว่าเผด็จการ ใช้คำว่ากดขี่

key word ประโยคที่มักจะถูกพูดซ้ำ ๆ คือ

"Abuse of power by military…

True of power should be by the people..

People have EQUAL RIGHTS.."

(อำนาจที่แท้จริงคือประชาชน

อำนาจควรจะมาจากเสียงของประชาชน นี้ต่างหากคือความเสมอภาค)

และวกกลับมาเน้นที่คำว่า Human Right and equality

(สิทธิและความเท่าเทียม) วนอยู่อย่างนี้ ที่พีคที่สุดคือเมื่อคลาสเรียนดำเนินต่อไป อาจารย์ก็จะนำโอกาสขององค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร สนับสนุนโดยชาติตะวันตกต่าง ๆ มีโปรเจคนี้ให้เขียนนำเสนอ Project นั้นให้ทำเรื่องเข้าไปขอทุน โดยให้งบประมาณมาทำสิ่งที่พวกเราอยากจะทำ บางครั้งสูงถึง 3 ล้าน USD

โดยที่จะเป็นโครงการอะไรก็ได้ จะไปพัฒนาชนบทสร้างห้องน้ำอะไรก็ได้ แต่คีย์เวิร์ดคือต้องมีคำว่า democrazy และ Right and equality อยู่ในนั้น

นี่คือจุดที่ผมตั้งคำถามหนักที่สุดว่า การแสดงเจตนาดี ความปรารถนาดีอันใดของพวกคุณ ถ้าดีจริงต้องไม่มีอะไรซ่อนเร้น ถ้าสอนให้มีความคิดก้าวหน้า ทำไมถึงรู้สึกมี hidden agenda เหมือนกำลังหลอกใช้พวกเรา

อาจารย์ใจเองก็ไม่สามารถตอบคำถามนี้ของผมได้

จากนั้นอาจารย์ใจก็หายไป ติดต่อไม่ได้ร่วม 2 เดือน จนสุดท้ายมาทราบว่า ท่านลี้ภัยหนีไปเสียแล้วด้วยคดี ม.112”

อเมริกาเกลียดกษัตริย์เพราะเคยตกอยู่ใต้อำนาจกษัตริย์ ต้องเสียภาษีโดยไม่มีสิทธิ์เลือกตั้งหรือส่งตัวแทนใดๆ เข้าไปในสภา จึงเป็นที่มาของการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาค แต่อเมริกาคือผู้ที่กดขี่คนผิวดำแม้คนผิวดำไปกินอาหารร้านคนขาวไม่ได้

อาจารย์เลวพวกนี้ปลุกปั่นหลอกใช้เด็กให้ล้มเจ้า ล้างสมองเด็กด้วยความเท็จ ปล้นลูกชายลูกสาวไปจากพ่อแม่ให้สิ้นอนาคต กลายเป็นคนก่อกรรมกับบ้านเมือง

เด็ก 3 นิ้วที่ติดคุกคือพวกที่ขบวนการนี้ตัดหางปล่อยวัด ส่วนพวกที่ยังระเริงอยู่ได้เช่นไอซ์ เพราะยังมีประโยชน์ด้วยปากกล้าหน้าตาดี ส่วนที่ลี้ภัยก็ด้วยการเปิดทางให้จากพญาอินทรีย์ ให้เข้าประเทศได้โดยไม่ติดเงื่อนไขวีซ่าตามปกติ ค่อยไปดำเนินการที่นั่น ต่อเมื่อหากไม่ได้อนุมัติวีซ่า ก็จะถูกส่งไปยังประเทศที่ 3 ที่ยากแค้นลำบากลำบน

ที่เจ็บมากคือ พ่อหัวทองไม่ได้ชอบเด็กพวกนี้ เพราะเขาก็รู้ว่าเป็นคนไม่ดีที่เนรคุณบ้านเมืองตัวเองเหมือนพระยาจักรีเนรคุณอยุธยา

..

เมื่อแรกที่ลูกเกิด ความรักท่วมท้นก็ปรากฏขึ้นในหัวใจ พ่อแม่ทุกคนย่อมสัญญากับตัวเองว่า “จะทำทุกอย่างให้เขามีความสุข”

กางปีกปกป้องลูกให้พ้นจากความหลงผิดอันสามานย์ของส้มเน่าสามนิ้ว

พูดกับลูกด้วยหัวใจของคนเป็นพ่อแม่

ความจริงความซื่อสัตย์กตัญญูต่อชาติบ้านเมือง

จะช่วยนำพาให้ลูกพ้นภัยและมีอนาคตที่สวยงาม

แต่หากใครยังยืนยันในทางที่เลือกสนับสนุนพวกนี้ต่อ

หนทางของเขามีทิศเดียวคือลง แม้เมื่อมีชีวิตอยู่ต่อไปจะเหมือนสุนัขขี้เรื้อน

เป็นที่น่ารังเกียจและน่าเวทนา เมื่อตายแล้วก็จะไปตกเหวนรกที่ลึกกว่าเหวในโลกมนุษย์ และต้องทุกข์ทรมานยิ่งนัก

บางคนก็เกิดมาเลวโดยสันดาน บางคนที่เลวเพราะตกเป็นเหยื่อ

เรื่องจริงนี้คงช่วยพวกเลวโดยสันดานไม่ได้

แต่เผยแพร่เพื่อช่วยเด็กที่หลงไปตามกระแส

กลับบ้านนะลูก..กลับเป็นคนดีของพ่อแม่ ของชาติและของสังคม

ไม่ควรมีใครที่เกิดมาแล้วต้องตกเป็นเหยื่อคนสามานย์

อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล

8 มกราคม 2569

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...