“ฉลองวันเกิด” ตามปฏิทินสากลเกิดขึ้นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 4
การ “ฉลองวันเกิด” ตามปฏิทินสากล “สุริยคติ” เกิดขึ้นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 4
คนไทยสมัยโบราณไม่ได้ยึดถือคติ “ฉลองวันเกิด” เป็นเรื่องจริงจังเหมือนคนสมัยปัจจุบัน ที่หากมีคงจะเป็นส่วนน้อย แล้วก็จะยึดวันเดือนปีตามปฏิทิน “จันทรคติ” คือข้างขึ้น ข้างแรม บ้างก็นับเอาข้างขึ้น ข้างแรมนั้น เป็นวันครบรอบอายุเพิ่มอีก 1 ปี บ้างก็นับเอาวันขึ้นปีใหม่ไทยในช่วงสงกรานต์ เป็นหลักยึดว่าแก่ขึ้นอีก 1 ปี
ดังที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงอธิบายไว้ว่า
“แต่เรื่องทำบุญวันเกิดในประเทศสยามนี้ไม่เป็นแบบอย่างเหมือนเช่นเมืองจีนหรือประเทศยุโรป ดูไม่ใคร่มีผู้ใดถือว่าจำจะต้องทำอย่างไรในวันเกิดของตัว มักจะนิ่งเลยๆ ไปหรือไม่รู้สึกโดยมาก
เมื่อเวลาเด็กๆ ที่เป็นเจ้านายบางทีก็มีสมโภช แต่สมโภชนั้น ก็ตามวันจันทรคติซึ่งนับบรรจบรอบ แต่ดูก็ทำแต่เมื่อเด็กๆ โตขึ้นก็ไม่ใคร่ได้ทำ ถ้าเป็นคนไพร่ๆ แล้วไม่ต้องทำอะไรเลย ไม่รู้สึกเกือบทั้งนั้น เพราะเหตุว่าการที่นับอายุมากขึ้นไปอีกปีหนึ่งนั้น ไปนับเสียแต่เมื่อเดือนห้าขึ้นค่ำหนึ่ง หรือเถลิงศกขึ้นศักราชใหม่ ว่าเป็นอายุมากขึ้นไปอีกปีหนึ่ง…”
แต่แนวคิดการ “ฉลองวันเกิด” ก็เริ่มเปลี่ยนไป เมื่อสยามได้เปิดรับวัฒนธรรมและวิทยาการจากตะวันตกมากขึ้น ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4
รัชกาลที่ 5 ทรงอธิบายว่า “การทำบุญวันเกิดทุก ๆ ปี ในเมื่อบรรจบรอบตามทางสุริยคติกาล เช่นทำกันทุกวันนี้เกิดขึ้นโดยพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงทำเป็นต้นเดิมมาแต่ยังทรงผนวช…”
รัชกาลที่ 4 ทรงเชี่ยวชาญการคำนวณวันเดือนปีตามปฏิทิน “สุริยคติ” คือการนับวันเดือนปีอย่างที่ใช้กันในปัจจุบัน ต่อมา เมื่อทรงครองราชย์แล้วจึงโปรดให้มีพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ที่กระทำในเดือนตุลาคมเป็นประจำ
อย่างไรก็ตาม ผู้คนโดยมากไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจเรื่องวันเดือนปีตามปฏิทิน “สุริยคติ” เพราะสังคมไทยสมัยนั้นยังผูกพันกับปฏิทิน “จันทรคติ” มากกว่า ดังนั้น พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาในรัชกาลที่ 4 จึงทำเป็นการส่วนพระองค์ ไม่ได้เปิดเผยให้ผู้ใดรับรู้มากนัก
รัชกาลที่ 5 ทรงเล่าไว้อีกว่า เมื่อรัชกาลที่ 4 ทรงทราบว่ามีผู้ทำบุญแซยิดวันเกิดตามปฏิทิน “จันทรคติ” ก็ทรงทนไม่ได้ จึงแนะนำให้ทำตามปฏิทิน “สุริยคติ” นอกจากนี้ รัชกาลที่ 5 ยังทรงเล่าว่า พระราชบิดายังได้ทรงคำนวณวันเกิดตามปฏิทิน “สุริยคติ” พระราชทานให้หลายคนอีกด้วย
“ข้าพเจ้าได้ยินเองเนืองๆ เมื่อจวนผู้ใดจะทำบุญวันเกิด เห็นเคยเข้ามา กราบทูล ทรงคำนวณวันพระราชทานบ่อยๆ เพราะการที่นับวันฝรั่งนั้น อยู่ข้างจะไม่มีใครทราบเหมือนทุกวันนี้…”
ภายหลังเมื่อคติการนับวันเดือนปีตามปฏิทิน “สุริยคติ” เริ่มแพร่หลาย การพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาจึงมีธรรมเนียมปฏิบัติรับรู้กันมากขึ้น
การ “ฉลองวันเกิด” ในสมัยนั้นจึงมักทำบุญทำทานเป็นหลัก โดยให้ยึดวันเกิดนี้เป็นเครื่องเตือนใจของการใช้ชีวิตโดยไม่ประมาท ดังที่รัชกาลที่ 5 ทรงเล่าถึงแนวพระราชดำริของรัชกาลที่ 4 ไว้ ความว่า
“การซึ่งมีอายุมากถึงบรรจบครบรอบปีไม่ตายไปเสียก่อนเป็นลาภอันอุดมอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ควรยินดี เมื่อผู้มารู้สึกยินดีเช่นนั้น ก็ควรจะบำเพ็ญกุศลซึ่งเป็นประโยชน์ตนและผู้อื่น สมกับที่มีน้ำใจยินดี และควรที่จะทำใจให้เป็นที่ตั้งแห่งความไม่ประมาท ด้วยไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่า จะอยู่ไปบรรจบรอบปีเช่นนี้อีกหรือไม่ ควรที่จะบำเพ็ญการกุศล และประพฤติหันหาสุจริตธรรม
วันเกิดปีหนึ่งเป็นเครื่องเตือนใจครั้งหนึ่ง ให้รู้สึกว่าอายุล่วงไปใกล้ต่อความมรณะอีกก้าวอีกคั่นหนึ่ง เมื่อรู้สึกมีเครื่องเตือนเช่นนี้ ก็จะได้บรรเทาความเมาในชีวิต ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทเป็นตัวอกุศลกรรมนั้นเสีย…”
อ่านเพิ่มเติม :
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
นนทพร อยู่มั่งมี. “ฉลองราชย์ เฉลิมพระชนมวาร” ใน, ศิลปวัฒนธรรม. ฉบับกรกฎาคม 2567.
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 6 พฤศจิกายน 2568
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “ฉลองวันเกิด” ตามปฏิทินสากลเกิดขึ้นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 4
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com