ต้องรื้อรัฐธรรมนูญ 2560: จุดเริ่มต้นเขียนโดยคณะรัฐประหาร ที่ปิดกั้นเสียงประชาชน
ตามคำสัญญาที่รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยให้ไว้กับพรรคประชาชน ว่าจะเดินหน้าสู่การทำประชามติพร้อมเลือกตั้ง ในการทำประชามติครั้งนี้จะมีคำถามสำคัญว่า "เห็นชอบหรือไม่ กับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่" ประชาชนต้องพร้อมใจกันลงประชามติออกเสียง "เห็นชอบ" กับคำถามนี้ให้มากที่สุด เพื่อเปิดทางออกจากระบอบการเมืองที่อำนาจอยู่ในมือของคณะรัฐประหารและพวกพ้อง และเปิดโอกาสสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่จะมีการเมืองที่โปร่งใส เป็นธรรม ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ปัญหาสำคัญของรัฐธรรมนูญ 2560 อยู่ที่ “ที่มา” ซึ่งขาดความชอบธรรมอย่างสิ้นเชิง เป็นรัฐธรรมนูญที่ยกร่างโดยคณะกรรมการที่แต่งตั้งขึ้นโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผู้ทำรัฐประหาร โดยมี มีชัย ฤชุพันธ์ หนึ่งในสมาชิกของ คสช. เป็นประธาน กระบวนการทั้งหมดดำเนินไปในลักษณะ "คิดเอง ทำเอง" โดยไม่เปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ ไม่สร้างการมีส่วนร่วม และยังนำไปทำประชามติภายใต้กติกาของคสช. ที่ประชาชนไม่มีทางเลือก และไม่เปิดโอกาสให้รณรงค์คัดค้าน
คสช. วางกรอบเนื้อหาเอง ตั้งคนร่างขึ้นเองสองชุด ไม่พอใจก็ไม่ให้ผ่าน
หลังรัฐประหาร คสช. ได้ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับเดิม และประกาศรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. 2557 ขึ้นใช้เอง ซึ่งเปิดทางให้ตั้ง คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.) ตามมาตรา 32 โดยให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่คสช. แต่งตั้งขึ้นเป็นผู้คัดเลือกอีกต่อหนึ่ง และมาตรา 35 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวยังวางกรอบชัดว่า รัฐธรรมนูญใหม่ต้องสร้างกลไกลขจัดการทุจริตที่เข้มงวดขึ้น ต้องสร้างเกราะป้องกันไม่ให้รัฐธรรมนูญแก้ไขง่าย ต้องมีกลไกผลักดันการปฏิรูปเรื่องต่างๆ กมธ. จำนวน 36 คน นำโดย บวรศักดิ์ อุวรรณโณ จึงเริ่มร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งมีข้อวิจารณ์หลักคือ มีความพยายามก่อตั้งองค์กรพิเศษให้มีอำนาจเหนือรัฐบาลจากการเลือกตั้ง
กมธ.ชุด บวรศักดิ์ ใช้เวลาร่างรัฐธรรมนูญ ไปเกือบ 10 เดือน แต่ในวันที่ 6 กันยายน 2558 ที่ประชุมสปช.ลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ด้วยคะแนน 135 ต่อ 105 เสียง งดออกเสียง 7 คน ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ตกไป สมาชิกสปช. ที่ไม่เห็นชอบส่วนใหญ่เป็นกลุ่มข้าราชการ ตำรวจ ทหาร และนักการเมือง ทั้งอดีตและปัจจุบัน ขณะที่บวรศักดิ์ ออกเปิดใจภายหลังว่า เหตุที่ร่างรัฐธรรมนูญของเขาถูกคว่ำไปก็เพราะ “(คสช.)อยากอยู่ยาว”
วันที่ 5 ตุลาคม 2558 คสช. ออกประกาศแต่งตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ชุดใหม่ จำนวน 21 คน โดยมี มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน ซึ่งนอกจากเป็นนักร่างรัฐธรรมนูญ ยังเป็นสมาชิกคนหนึ่งในคสช. ด้วย เท่ากับว่า คสช. แต่งตั้งคนของตัวเองให้ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่สอง ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญชั่วคราว มาตรา 35 เช่นเดิม ซึ่งต่างจากชุดก่อนที่มีตัวแทนจากนักวิชาการและภาคประชาสังคมเข้าไปมีส่วนร่วมบ้าง แต่ชุดนี้กลับมีแต่คนของตัวเองที่ยกร่างขึ้นเอง
คสช. สั่งตรงๆ ให้มีสว. จากการแต่งตั้ง ไม่ถามความเห็นประชาชน
ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว มาตรา 39/1 วรรคสอง กำหนดให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ต้องรับฟังความเห็นของคสช. คณะรัฐมนตรี และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งล้วนแต่งตั้งโดยคสช.เอง พร้อมระบุให้รับฟังความเห็นของประชาชนด้วย แต่ในทางปฏิบัติ กรธ. ไม่เคยจัดเวทีสาธารณะ หรือเปิดช่องทางให้ประชาชนมีส่วนร่วม กระบวนการยกร่างก็ไม่มีการเปิดเผยเนื้อหาของร่างในแต่ละขั้นตอน มีเพียงการแถลงข่าวเปิดตัวร่างทั้งฉบับครั้งเดียวเมื่อจัดทำเสร็จแล้ว
ในขณะเดียวกัน คสช. ในฐานะผู้มีอำนาจตัวจริง ได้ส่งความเห็นโดยตรงถึงกรธ. โดยมีข้อเรียกร้องชัดเจนว่า ขอให้มีสมาชิกวุฒิสภา (สว.) 250 มาจากการสรรหาของคสช. โดยให้มีผู้นำเหล่าทัพไปเป็นสว.เพื่อควบคุมด้านความมั่นคงและความสงบเรียบร้อย และให้เปิดทางให้มีนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งได้ด้วย ซึ่งในหนังสือบันทึกของวิษณุ เครืองาม เคยเล่าถึงช่วงเวลานี้ว่า มีชัย เคยเล่าถึงช่วงนั้นว่า "วันที่ ครม. และ คสช. ส่งมาให้ 10 ข้อ (ข้อเสนอแนะในการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ) ก็ทุกข์กันทั้ง กรธ. เราคิดว่ามันไปไม่ได้…"
แต่หลังจากนั้น มีชัยก็หากลวิธีเขียนรัฐธรรมนูญตามข้อเรียกร้องของคสช. ได้สำเร็จ ทั้งในมาตรา 272 ที่เปิดช่องให้มีนายกรัฐมนตรีคนนอก และการเพิ่มคำถามพ่วงในการทำประชามติ เพื่อให้สว. สามารถร่วมโหวตนายกรัฐมนตรีได้ นอกจากนี้ ยังเขียนบทเฉพาะกาลให้คสช. เป็นผู้แต่งตั้งสว. ชุดแรกจำนวน 250 คน
แม้ภายนอกอาจดูเหมือนว่ารัฐธรรมนูญ 2560 ยกร่างโดยคณะนักกฎหมายผู้มีความรู้ความสามารถ แต่เมื่อพิจารณาที่มาของคณะกรรมการร่างฯ จะพบว่า ทั้งหมดมาจากการแต่งตั้งของคสช. โดยตรง และต้องทำงานภายใต้กรอบเนื้อหาที่ คสช. กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว และระหว่างกระบวนการยกร่าง พวกเขายังต้องทำตามข้อเรียกร้องหรือคำสั่งที่คสช. ให้บรรจุลงไปในรัฐธรรมนูญด้วย ทำให้เห็นชัดว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นผลผลิตจากคสช. ที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อรักษาอุดมการณ์และอำนาจทางการเมืองของตน ของพวกเขาไว้ในรัฐธรรมนูญ
ออกแบบประชามติที่ปิดกั้น จับคนเห็นต่าง สร้างข้อมูลเท็จฝ่ายเดียว
ตั้งแต่ต้น คสช. ตั้งใจจะร่างรัฐธรรมนูญเองด้วยตนเองโดยไม่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมเลย รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 กำหนดว่าเมื่อ กมธ. เขียนรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ต้องส่งให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จำนวน 250 คน ซึ่งทั้งหมดมาจากการแต่งตั้งโดย คสช. ลงมติว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ อย่างไรก็ดี ด้วยเสียงกดดันของสังคม และความเห็นของมีชัย ฤชุพันธ์เอง ทำให้ คสช.ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2558 เพิ่มขั้นตอน “ทำประชามติ” ก่อนประกาศใช้ร่างฉบับใหม่ โดยกำหนดให้วันลงประชามติเป็นวันที่ 7 สิงหาคม 2559 แต่การทำประชามติครั้งนั้นกลับไม่เสรี ไม่เป็นธรรม เพราะดำเนินการไปภายใต้อำนาจเบ็ดเสร็จของคณะรัฐประหาร ที่ควบคุมทั้งกติกา ข้อมูล และพื้นที่สื่อสารของประชาชนอย่างเข้มงวด
แม้ผลการทำประชามติจะปรากฏว่าประชาชนส่วนใหญ่ "เห็นชอบ" กับทั้งร่างรัฐธรรมนูญของคสช.และคำถามพ่วง แต่ผลดังกล่าวก็ไม่อาจใช้อ้างความชอบธรรมให้กับร่างรัฐธรรมนูญได้ เนื่องจากกระบวนการทำประชามติครั้งนั้นมีปัญหาและข้อจำกัดหลายประการ ดังต่อไปนี้
1. กลไกรัฐถูกใช้โปรโมตร่างรัฐธรรมนูญด้วยข้อมูลเท็จ
ประชาชนส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงร่างรัฐธรรมนูญฉบับเต็มได้ก่อนวันลงประชามติ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศว่าจะพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญ 1 ล้าน เล่ม ส่งไปตามหน่วยงานราชการและสถาบันการศึกษา แต่ไม่ส่งถึงครัวเรือนของผู้มีสิทธิออกเสียง ประชาชนจึงได้รับเพียงจุลสารสรุปสาระสำคัญ เล่มเล็กแทน ซึ่งมีเนื้อหาเต็มไปด้วยโฆษณาชวนเชื่อที่ไม่เป็นความจริง เช่น ข้อความว่า ทุกครอบครัวจะมีแพทย์ประจำครอบครัว ได้รับการศึกษาฟรี 14 ปี แต่จงใจหลีกเลี่ยงประเด็นสำคัญทางอำนาจการเมืองอย่าง เช่น ที่มาสว. ที่มาศาลรัฐธรรมนูญ การนิรโทษกรรมให้คสช. และการออกบบกลไกให้รัฐธรรมนูญนี้แทบจะแก้ไขไม่ได้ ฯลฯ
ภาครัฐยังใช้บุคลากรและเครื่องมือของรัฐ เช่น อาสาสมัครรักษาดินแดน, วิทยากรอาสาสมัครเผยแพร่ประชาธิปไตย (ครู ก. ข. ค.), รายการ 7 สิงหาประชามติร่วมใจ, การทำคลิปวิดีโอข้อดีของร่างรัฐธรรมนูญ, แอปพลิเคชั่นต่างๆ ฯลฯ นำเสนอเฉพาะข้อดีของร่างรัฐธรรมนูญ
การประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการลงประชามติตั้งใจที่จะไม่ทำให้ทั่วถึง จากการสำรวจของไอลอว์ ประมาณหนึ่งเดือนก่อนการลงประชามติ พบว่า ประชาชนร้อยละ 70.25 ไม่ทราบวันที่ลงประชามติที่ถูกต้อง ร้อยละ 50 ไม่ทราบว่าลงประชามติเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ และร้อยละ 92.41 ไม่ทราบว่าคำถามพ่วงคืออะไร
2. ประชามติอยู่ภายใต้กฎหมายของ คสช. ที่ห้ามการแสดงความเห็นต่าง
ระหว่างการทำประชามติ ประเทศไทยยังอยู่ภายใต้ระบบกฎหมายที่คณะรัฐประหาร เขียนขึ้นเอง และใช้อำนาจบริหารควบคุมทุกด้าน มีประกาศ คสช. ฉบับที่ 97/2557 และ 103/2557 ควบคุมการนำเสนอเนื้อหาของสื่อมวลชน และบังคับให้สถานีวิทยุโทรทัศน์ทุกช่องถ่ายทอดรายการ "คืนความสุข" ของรัฐบาลทุกวันตอนเย็น โดยไม่มีการจัดรายการดีเบต
ขณะเดียวกัน ก็มีคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 3/2558 ห้ามชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป และให้อำนาจทหารจับกุมตัวประชาชนไปคุมขังได้ 7 วัน มีการบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ฐานยุยงปลุกปั่น ภายใต้กระบวนการยุติธรรมที่ทหารมีอำนาจจับกุม การสอบสวน และใช้ศาลทหารพิจารณาคดี ซึ่งมีผู้ถูกจับกุมดำเนินคดีจากการทำกิจกรรมโดยสงบเกี่ยวกับกระบวนการประชามติ ด้วยข้อหาต่างๆ อย่างน้อย 142 คน
นอกจากนี้ ยังมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 (พ.ร.บ.ประชามติฯ) โดยมี มาตรา 61 วรรคสอง เขียนข้อความกว้างๆ ที่จำกัดการแสดงความคิดเห็น กำหนดโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี พร้อมกับประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการแสดงความคิดเห็นในการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2559 ห้าม “ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม ข่มขู่” ทำให้ประชาชนไม่ทราบว่าจะแสดงความคิดเห็นได้เพียงใด มีคนถูกดำเนินคดีอย่างน้อย 64 คน จากการแสดงความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญ
ตำรวจ ทหาร และกกต. ยังทำตัวเป็นเครื่องมือให้ฝ่ายคสช. ใช้กำลัง ข่มขู่และห้ามการแสดงความคิดเห็นของประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยตีความการกระทำพื้นฐาน เช่น การขายเสื้อ Vote No หรือการแต่งเพลงล้อเลียน ว่า “อาจ” เข้าข่ายความผิด มีกิจกรรมสาธารณะเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ ถูกปิดกั้นอย่างน้อย 19 ครั้ง
กล่าวได้ว่า การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 อยู่ในบรรยากาศที่ประชาชนรู้สึกไม่ปลอดภัยในการวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญ ทำให้การถกเถียงเรื่องเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นไปอย่างเงียบงัน
3. เป็นประชามติที่ไม่มีทางเลือก มีแต่คำขู่หาก Vote No
ก่อนการลงประชามติ รัฐบาล คสช. ซึ่งถืออำนาจเบ็ดเสร็จ จงใจไม่ชี้แจงว่า หากร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงไม่ผ่านประชามติ จะมีกระบวนการอย่างไรต่อไป ทั้งในแง่การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และกำหนดการเลือกตั้ง ซ้ำร้าย มีชัย ฤชุพันธ์ุ ยังเคยขู่ว่า หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ อาจจะเจอฉบับที่โหดกว่านี้ ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากตกอยู่ในสภาวะ “ไม่มีทางเลือก” เพราะไม่อาจประเมินได้ว่า หากเลือกไม่เห็นชอบ ประเทศจะเดินหน้าอย่างไร
ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยลงมติ “เห็นชอบ” ไม่ใช่เพราะเห็นด้วยในเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ แต่เพราะต้องการเลือกตั้งโดยเร็วเพื่อออกจากระบอบคสช. จากผลสำรวจของนิด้าโพลล์ พบว่า ซึ่งให้ผู้ทำแบบสำรวจเลือกตอบข้อเดียว มีคนอย่างน้อย 8% ตอบว่าลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญเพราะต้องการให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว ขณะที่ผลสำรวจของไอลอว์ ซึ่งให้ตอบได้หลายข้อ มีคนให้เหตุผลว่า ต้องการให้มีการเลือกตั้ง 28% หากประเมินคร่าวๆ จากเสียงเห็นชอบ 16 ล้านเสียง ก็อาจมีคนประมาณ 4.5 ล้านคน ที่ลงคะแนนเห็นชอบไปเพราะอยากให้มีการเลือกตั้ง
ก่อนประกาศใช้ยังขอแก้ไขเพิ่มเติมเองอีกหลายเรื่อง
เมื่อเนื้อหาของรัฐธรรมนูญปี 2560 เผยแพร่ต่อสาธารณะ มีอย่างน้อยสองเรื่องที่ถูกวิจารณ์อย่างกว้างขวาง ได้แก่ สิทธิการได้รับการศึกษาฟรี ที่ถูกตัดออกจากหมวดสิทธิเสรีภาพของประชาชน และการเขียนให้รัฐอุปถัมภ์เฉพาะศาสนาพุทธนิกายเถรวาท
เสียงวิพากษ์วิจารณ์รุนแรงจนส่งผลให้ หัวหน้า คสช.ใช้อำนาจพิเศษตาม "มาตรา 44" ออกคำสั่งหัวหน้าคสช. ฉบับที่ 28/2559 ให้กลับมาจัดการศึกษาฟรี 15 ปี และหลังการลงประชามติ ยังออกคำสั่งหัวหน้าคสช. ฉบับที่ 49/2559 กำหนดให้รัฐมีหน้าที่คุ้มครองทุกศาสนาและทุกนิกาย
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนความย้อนแย้งในตัวของกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ ที่แม้จะถูกเสนอว่าเป็น “กติกาใหม่ของประเทศ” แต่สุดท้ายยังต้องพึ่งพาอำนาจพิเศษของผู้นำรัฐประหารมาปรับแก้เนื้อหาของตนเอง
หลังการลงประชามติเสร็จสิ้น พร้อมคำถามพ่วงที่เปิดทาง “ให้ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้ง ร่วมเลือกนายกรัฐมนตรี” ก็ผ่านด้วย กรธ. จึงนำร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติแล้ว มาแก้ไขในมาตรา 272 เพื่อให้สอดคล้องกับคำถามพ่วง
อย่างไรก็ตามเมื่อ กรธ. ส่งร่างที่แก้ไขเสร็จแล้วให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา วันที่ 28 กันยายน 2559 ศาลรัฐธรรมนูญตีความใหม่โดยวินิจฉัยว่า ส่วนที่กรธ. แก้ไขมานั้นยังไม่ดีพอ ให้ กรธ. ไปเขียนเพิ่มให้ชัดเจนว่า 1) เฉพาะส.ส. ที่จะมีสิทธิเสนอชื่อนายกฯ 2) ให้ ส.ว.ร่วมกับ ส.ส. ลงมติเปิดทางนายกฯ คนนอก และ 3) การเลือกนายกฯ คนนอกไม่จำกัดครั้งเดียว แต่ทำได้ตลอดระยะเวลา 5 ปี
การขยายขอบเขตในประเด็นเหล่านี้ กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะแม้จะอ้างว่าเป็นการแก้ไขให้ตรงตามผลประชามติ แต่เนื้อหาที่เพิ่มเข้ามา กลับเกินกว่าสิ่งที่ประชาชนลงมติไว้ และมีนัยทางการเมืองชัดเจน
แม้กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญจะดำเนินไปอย่างซับซ้อน ก็ยังไม่สามารถประกาศใช้ได้ทันที ต้นเดือนพฤศจิกายน 2559 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น นำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ แต่ต่อมาวันที่ 9 มกราคม 2560 สำนักราชเลขาธิการทำเรื่องมาถึงรัฐบาลว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 มีพระราชกระแสรับสั่งว่ามี 3-4 ประเด็นที่จำเป็นต้องแก้ไขให้เป็นไปตามพระราชอำนาจ ที่ประชุม สนช. จึงดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 เพื่อเปิดทางให้ คสช. นำร่างรัฐธรรมนูญกลับมาแก้ไขอีกครั้ง และแก้ไขเนื้อหาอีก 7 ประเด็นตามข้อสังเกตพระราชทาน ก่อนประกาศใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 6 เมษายน 2560 รวมเป็นระยะเวลา 8 เดือนนับจากวันทำประชามติจนถึงวันประกาศใช้จริง
จากที่มาของรัฐธรรมนูญ 2560 จะเห็นได้ว่า กระบวนการยกร่าง ผู้มีอำนาจในการกำหนดเนื้อหา และกลไกสำคัญในการจัดวางอำนาจทางการเมือง ล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมของคณะรัฐประหาร คสช. โดยตรง รัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงถูกออกแบบมาเพื่อให้ คสช. สามารถยึดกุมและสืบทอดอำนาจทางการเมืองได้ภายใต้รัฐธรรมนูญของตัวเองที่ฉากหน้านั้นเป็นไปตามกฎหมาย แม้จะมีการทำประชามติ แต่ก็เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นภายใต้กลไกของคณะรัฐประหารที่จะสร้างความชอบธรรมให้ตัวเอง มากกว่าที่จะมุ่งหมายให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจได้จริง
เมื่อถึงวันที่ต้องตอบคำถามว่า จะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือจะอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ของ คสช. ต่อไป จึงเป็นธรรมดาที่ประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศจะใช้โอกาสนี้ทวงคืนอำนาจ รื้อโครงสร้างตามระบอบที่คณะรัฐประหารวางไว้ และเปิดทางไปสู่การออกแบบกติกาขึ้นใหม่ ที่เขียนขึ้นโดยประชาชน เพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง