โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คุยกับ ‘ศุภจี‘ยุคใหม่ข้าวไทย ปรับสู้โลก หลังแพ้เวียดนาม อินเดีย

TODAY

อัพเดต 03 ธ.ค. 2568 เวลา 10.34 น. • เผยแพร่ 03 ธ.ค. 2568 เวลา 05.41 น. • TODAY

ในอุตสาหกรรมข้าว ประเทศไทยเคยเป็นอันดับหนึ่งของโลกในอดีต แต่ทว่าปัจจุบันกลับไม่ใช่อีกต่อไป หลังจากอินเดียและเวียดนามสามารถส่งออกข้าวได้มากกว่าไทยเรา อีกทั้งยังได้เปรียบในเรื่องของผลผลิต ทำให้มีสต๊อกส่งออกทั่วโลก มาพร้อมกับราคาที่จับต้องได้

และถ้าอุตสาหกรรมข้าวไทยยังอยากที่จะกลับไปโดดเด่นในตลาดโลก ก็ต้องปรับตัว TODAY Bizview ได้ร่วมพูดคุยกับ ‘ศุภจี สุธรรมพันธุ์’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของไทย แล้วจะมาสรุปแนวคิดการผลักดันอุตสาหกรรมข้าวไทยฉบับภาครัฐและเอกชนให้ฟัง

[ New Rice Economy ทางออกของไทยคือการพัฒนาข้าวให้ตรงกับความต้องการของตลาดโลก ]

‘ศุภจี สุธรรมพันธุ์’ เล่าให้ฟังว่า ปัจจุบันการแข่งขันในตลาดข้าวโลกสูงมาก ประเทศไทยไม่ใช่ผู้ผลิตรายใหญ่เพียงรายเดียวอีกต่อไป อินเดียก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตอันดับหนึ่งของโลก และเพียงปีที่ผ่านมาอินเดียยังมีสต๊อกข้าวเกินกว่า 20 ล้านตันออกสู่ตลาด

ขณะที่ผลผลิตข้าวต่อไร่ของไทยยังต่ำกว่าเกณฑ์เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านไทยผลิตได้เฉลี่ย 600–700 กิโลกรัมต่อไร่ ในขณะที่เวียดนามทำได้ถึง 1,400–1,500 กิโลกรัมต่อไร่ ทั้งที่ต้นทุนแทบไม่ต่างกัน

ด้านผู้บริโภคเองก็มีตัวเลือกมากขึ้น สายพันธุ์ในไทยมีราว 5,000 สายพันธุ์ แต่ไทยผลิตอยู่ไม่กี่ชนิด ทำให้ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายไม่ทัน ไหนจะปัญหาสภาพอากาศผันผวนที่ควบคุมไม่ได้ ยิ่งตอกย้ำว่าเราไม่สามารถแข่งขันด้วย “ปริมาณ” แบบเดิมได้อีกต่อไป

เพราะปัจจุบันประเทศไทยผลิตข้าวปีละกว่า 20 ล้านตัน และปีนี้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นราว 27 ล้านตัน ซึ่งเกือบครึ่งหนึ่งถูกส่งออกไปแล้ว และในจำนวนนี้ข้าวที่ถือว่าเป็นจุดแข็งและไม่ต้องกังวลมากคือ ‘ข้าวหอมมะลิ’ ซึ่งมีปริมาณเพียงประมาณ 6 ล้านตัน เท่านั้น

ขณะที่ข้าวขาวและข้าวสายพันธุ์อื่นๆ อีกกว่า 21 ล้านตัน ยังต้องได้รับการพัฒนาและสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อให้แข่งขันในตลาดโลกได้ดีขึ้น

“ประเทศไทยมีสายพันธุ์ข้าวมากกว่า 5,000 สายพันธุ์ แต่ในความเป็นจริง เรากลับผลิตเพียงไม่กี่สายพันธุ์เดิมๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้าวเมล็ดแข็ง ทำให้ไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคได้ ขณะเดียวกันความต้องการของตลาดโลกก็เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านการแข่งขันจากต่างประเทศและปัจจัยสภาพภูมิอากาศที่ควบคุมได้ยาก สิ่งเหล่านี้ทำให้เราไม่อาจผลิตข้าวแบบเดิมอีกต่อไป” ศุภจี กล่าว

ทำหมดนี้ ทำให้ทางออกของไทย ต้องพัฒนาข้าวให้ตรงกับความต้องการของตลาดโลก ต้องเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ พัฒนาสายพันธุ์ให้ให้ผลผลิตสูงขึ้น มีคุณค่ามากขึ้น และสร้างมูลค่าเพิ่มได้ พร้อมบริหารจัดการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำให้เป็นระบบและมีมาตรฐาน

“แนวคิดนี้ให้ความสำคัญกับการคัดเลือกสายพันธุ์และเมล็ดพันธุ์ที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่และเพิ่มคุณค่าของข้าว รวมถึงการปรับปรุงวิธีการผลิต การเก็บเกี่ยว และการบรรจุภัณฑ์ให้ได้มาตรฐานสูงขึ้น ต้องบริหารจัดการตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ เพื่อให้ถึงมือผู้บริโภคด้วยคุณภาพที่ดีที่สุด ทั้งหมดนี้คือหัวใจของ New Rice Economy ที่ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญในยุคการแข่งขันใหม่ของตลาดข้าวโลก” ศุภจี กล่าว

[ ไทยต้องผลักดัน “ข้าวประณีต” ให้ขึ้นชื่อ เน้นขายคุณภาพมากกว่าปริมาณ ]

แนวคิดทั้งหมดนี้นำไปสู่แนวทางใหม่ภายใต้ชื่อ “ข้าวประณีต” โดยแนวคิดนี้ได้รับการผลักดันผ่านความร่วมมือระหว่าง กระทรวงพาณิชย์, RiceHub, สมาคมดิจิทัลเพื่อการศึกษาไทย (TDeD) และเครือข่ายเกษตรกรจากทั่วประเทศ ซึ่งร่วมกันสร้างสถาปัตยกรรมใหม่ของระบบข้าวไทย ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ผลิตข้าวจากความพิถีพิถัน ตั้งแต่สายพันธุ์ วิธีการผลิต ไปจนถึงคุณค่าที่ตอบโจทย์ตลาดยุคใหม่

ซึ่งข้าวประณีตเป็นคำที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อนิยามข้าวคุณภาพสูงที่แตกต่างจากข้าวทั่วไป เพราะในประเทศไทยมีกลุ่มเกษตรกรจำนวนหนึ่งปลูกข้าวด้วยความหลากหลายของสายพันธุ์มากกว่า 4–6 สายพันธุ์ที่เราคุ้นเคยกันอยู่

ลักษณะสำคัญของข้าวประณีตคือกระบวนการผลิตที่ทำด้วย ความใส่ใจ ความเคารพ และความตั้งอกตั้งใจ ทุกขั้นตอน ตั้งแต่สายพันธุ์ พื้นดิน เกษตรกร ไปจนถึงวิธีการผลิตและรสชาติ ซึ่งสะท้อนความ “ประณีต” ในทุกมิติของข้าวเหล่านี้

แนวคิดนี้ยังเป็นกลยุทธ์ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตลาดข้าวไทย โดยมองข้าวให้เหมือนสินค้าเกษตรคุณภาพสูงเช่นเดียวกับกาแฟพิเศษหรือไวน์ ข้าวแต่ละสายพันธุ์ พื้นที่ปลูก และกระบวนการผลิต ต่างมีเอกลักษณ์ที่สามารถบอกเล่าเป็น “Flavor Profile” ได้อย่างชัดเจน

ประเทศไทยมีสายพันธุ์ข้าวกว่า 5,000 สายพันธุ์ ซึ่งหลายชนิดมีเอกลักษณ์โดดเด่น เช่น ข้าวพญาลืมแกง ข้าวเหนียวดำคนึงนิจ หรือข้าวหอมหัวบอน การหยิบสายพันธุ์เหล่านี้มาพัฒนาและเล่าเรื่องให้ชัด

จะช่วยเพิ่มมูลค่าได้อย่างมีนัยสำคัญ เช่น ข้าวเหนียวดำคนึงนิจซึ่งเป็นสายพันธุ์ใหม่ที่มีรสชาติผสมผสานระหว่างข้าวเหนียวดำและข้าวหอมมะลิ สามารถขายได้ในราคาที่เกษตรกรพึงพอใจที่ราว 250 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับข้าวเหนียวทั่วไปเพียง 25 บาทต่อกิโลกรัม

และต้องช่วยกันผลักดันคำว่า “ข้าวประณีต” ให้เป็นคำไทยที่คนทั่วโลกเข้าใจเหมือนคำว่า “วากิว” ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของเนื้อคุณภาพสูงจากญี่ปุ่น นี่คือโอกาสของไทยที่จะเป็นผู้นำตลาดโลกในการพูดเรื่องรสชาติ คุณภาพ และความแตกต่างของข้าวในระดับสากลเป็นครั้งแรก

ในบริบทของ New Rice Economy ข้าวประณีตจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการปรับทิศทางอุตสาหกรรมข้าวไทยจากการแข่งขันด้านปริมาณไปสู่การแข่งขันด้านคุณภาพ ช่วยลดแรงกดดันจากราคาที่ถูกกำกับโดยผู้ผลิตรายใหญ่ เช่น อินเดียและเวียดนาม ทำให้ข้าวที่เคยถูกมองเป็นสินค้ามวลรวมกว่า 20 ล้านตันต่อปีสามารถยกระดับเป็นสินค้ามูลค่าสูงและผลิตในปริมาณที่เหมาะสมยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังมีแผนจับคู่ธุรกิจระหว่างเกษตรกรระดับ Tier 1 กับโรงแรม เชฟ ร้านอาหาร และโมเดิร์นเทรดทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการสร้างพื้นที่เฉพาะในร้านค้าสมัยใหม่เพื่อวางจำหน่ายข้าวประเภทนี้

ข้าวประณีตจึงตอบโจทย์ผู้ซื้อที่ต้องการคุณลักษณะเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นความนุ่มสำหรับทำโจ๊ก ความแข็งสำหรับทำข้าวผัด หรือสายพันธุ์ที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำเช่น กข43 ที่สอดคล้องกับกระแสรักสุขภาพ เทรนด์โภชนปัญญา และอาหารเฉพาะบุคคล (Personalized Food)

เวลาเราไปขายประเทศนั้นประเทศนี้ ไปขายข้าวไทยก็อร่อย แต่มันต่างจากเวียดนามอินเดียยังไง แต่ถ้าเรามีข้อมูลว่าข้าวเรานิ่ม ข้าวเราแข็ง เรามีสตอรี่ คนทั่วไป เวลาเดินไปซื้อของก็เลือกที่ราคา แต่ถ้าเราสามารถเจาะลงไปได้ก็จะทำให้เพิ่มมูลค่าให้

[ ถ้าอุตสาหกรรมข้าวดีขึ้น ชาวนาก็มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ]

อย่างไรก็ตาม สำหรับการพัฒนาแนวคิดข้าวประณีตจะเริ่มจากการสร้างชุมชนต้นแบบประมาณ 200 ชุมชน เพื่อเป็นตัวอย่างให้ชาวนากลุ่มอื่นเห็นผลลัพธ์จริง ทั้งด้านคุณภาพ ผลผลิต และมูลค่าที่เพิ่มขึ้น

กระทรวงพาณิชย์จะทำกาแบ่งเกษตรกรรออกเป็นกลุ่มตามระดับความพร้อม (Tier 1 และ Tier 2) เพื่อให้สามารถสนับสนุนและเติมเต็มเครื่องมือที่จำเป็นได้อย่างเหมาะสม เกษตรกรสามารถเริ่มทดลองปลูกข้าวประณีตในพื้นที่ขนาดเล็กเพื่อพิสูจน์ว่าการผลิตแบบใหม่นี้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้จริง ก่อนจะค่อยๆ ขยายพื้นที่เพาะปลูกออกไปนอกเหนือจากชุมชนต้นแบบทั้ง 200 แห่งได้

‘ศุภจี สุธรรมพันธุ์’ ก็มองทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมข้าวไว้ว่า “ชาวนาก็จะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น รายได้ต่อไร่สูงขึ้นเพราะสามารถขายข้าวได้ในราคาที่ดีขึ้น ขณะเดียวกันต้นทุนการผลิตยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ เนื่องจากต้นทุนหลักของชาวนามีไม่กี่อย่าง ได้แก่ ค่ายา ปุ๋ย แหล่งน้ำ และเมล็ดพันธุ์

ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่สามารถบริหารจัดการได้ หากเราช่วยกันเพิ่มมูลค่าข้าวต่อไร่ให้สูงขึ้น แต่ยังควบคุมต้นทุนเหล่านี้ให้มีประสิทธิภาพ ชาวนาก็จะมีรายได้สุทธิมากขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นตามไปด้วยค่ะ”

ทิ้งท้ายไว้ด้วยเร็วๆ นี้จะมีงาน Thailand Rice Fest 2025 วันที่ 4–7 ธันวาคม 2568 เวลา 10:00-20:00 น. ณ IMPACT Exhibition Center Hall 11–12 เข้าชมฟรี ในงานจะเป็นพื้นที่สำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้บริโภค นักวิจัย ผู้ประกอบการ และภาครัฐได้สัมผัสทิศทางใหม่นี้อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการชิมข้าวประณีตหลากสายพันธุ์ การจับคู่กับอาหารท้องถิ่นจากทั่วประเทศ และการเชื่อมต่อซื้อขายจริงระหว่างผู้ผลิต-ผู้ประกอบการในงานเดียว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...