โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

กองทุนลดหย่อนภาษี SSF-RMF ใครบ้างควรซื้อ แล้วเลือกลงทุนอย่างไรดี?

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 08 ต.ค. 2565 เวลา 09.40 น. • เผยแพร่ 10 ต.ค. 2565 เวลา 00.00 น.

กองทุนลดหย่อนภาษี หนึ่งในผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์ผู้มีรายได้ที่อยู่ในเกณฑ์เสียภาษี เพราะได้ทั้งเงินออม และลดหย่อนภาษีได้

แล้วจะเลือกลงทุนอย่างไร ระหว่างกองทุน SSF กับกองทุน RMF วันนี้ Prachachat Wealth ได้มีโอกาสร่วมพูดคุยกับ “คุณสาห์รัช ชัฏสุวรรณ” ผู้อำนวยการสายการตลาดและที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนทิสโก้ จำกัด

Q: กองทุนลดหย่อนภาษี มีหลักคิดอย่างไรในการเลือกซื้อ

นายสาห์รัช เปิดเผยว่า ถ้าพูดถึงกองทุนลดหย่อนภาษี จะมี 2 ประเภท เป็นกองทุน SSF (กองทุนรวมเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว) กับกองทุน RMF (กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ) ซึ่งกองทุน RMF นี่คือตัวเดิม ส่วนกองทุน SSF นี่คือตัวใหม่ที่เข้ามาประมาณสัก 2-3 ปีที่ผ่านมา

คือฟีเจอร์คล้าย ๆ กัน แต่จะมีความแตกต่างในรายละเอียดบ้างในบางประเด็น แต่สามารถลดหย่อนภาษีได้ทั้งคู่ ถ้าเป็นคนที่อยู่ในช่วงวัยทำงาน อายุยังน้อย ด้วยฟีเจอร์ของ SSF อาจจะเหมาะสมกว่า เพราะความแตกต่างอันหนึ่งของ RMF กับ SSF

ก็คือว่าตัว SSF ต้องลงทุนด้วยเงื่อนไขอย่างน้อย 10 ปี นับจากวันลงทุน ขณะที่ RMF เป็นเงื่อนไขที่ต้องลงทุนมาไม่น้อยกว่า 5 ปีนับจากวันลงทุน แต่ถ้าจะขายได้ต้องอายุเกษียณไปแล้ว ก็คืออายุ 55 ปี เพราะฉะนั้นถ้าเป็นคนในวัยทำงานในช่วงเริ่มต้น อายุยังน้อย การลงทุนของ SSF ดูแล้วอาจจะสั้นกว่า เราอาจต้องล็อกการลงทุนของเราเอาไว้แค่ 10 ปี แต่ RMF อาจต้องรอนาน เพราะฉะนั้นจะเหมาะสมกว่าสำหรับคนอายุน้อย

แต่คนที่อยู่ในวัยอายุเกิน 45 ปีขึ้นไป ทางเลือกในการลงทุนของ RMF อาจจะเหมาะสมกว่า เพราะว่าเรามีระยะเวลาการรอคอยไม่ยาวเท่า SSF ลงทุนแค่ 5 ปี เกษียณก็ขายได้แล้ว

Q: ในภาวะตลาดเงินตลาดทุนเจอมรสุม มีคำแนะนำไหมควรเลือกสินทรัพย์อย่างไร

นายสาห์รัช กล่าวต่อว่า วัตถุประสงค์หลักก็เพื่อแค่ให้เราออมเงินในระยะยาว และการลงทุนเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่ดี และให้เรามีเม็ดเงินไปใช้ในยามหลังเกษียณ ทีนี้มันเป็นการลงทุนระยะยาว และสามารถที่จะลงทุนตั้งแต่ “เสี่ยงต่ำ” “เสี่ยงกลาง” จนถึง “เสี่ยงสูงมาก” คือลงทุนในหุ้นต่าง ๆ เพื่อที่จะคาดหวังผลตอบแทนที่สูง

หลักของการลงทุนคือความเสี่ยงสูง มันก็ตามมาด้วยผลตอบแทนที่สูง ถ้าเกิดเราเป็นนักลงทุนระยะยาว RMF อย่างน้อย 5 ปีขึ้นไป หรือ SSF ที่อย่างน้อย 10 ปีขึ้นไป มันก็ยาวพอที่เราจะเสี่ยงได้ แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากว่าทั้ง SSF และ RMF ไม่ได้ถูกจำกัดว่ามีนโยบายการลงทุนแบบเดียว ลงทุนหุ้นไทยอย่างเดียว หรือลงทุนหุ้นประเทศไหนอย่างเดียว

ณ วันนี้ บลจ.ต่าง ๆ รวมถึง บลจ.ทิสโก้เองก็จะมีหลากหลายกองทุน SSF หรือ RMF ลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ หลากหลายประเทศ หลากหลายธีมให้เลือกสรรได้ เพราะฉะนั้นเรารู้แล้วว่าลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง แต่เราก็ต้องบริหารจัดการความเสี่ยงตรงนั้นให้มันดีด้วย

หลักง่าย ๆ ในการบริหารจัดการความเสี่ยงตรงนี้ ก็คือเรื่องของการกระจายความเสี่ยง เพราะฉะนั้นข้อแนะนำเบื้องต้นในการลงทุน SSF หรือ RMF ไม่ว่าจะกองประเภทไหน เราอยากแนะนำให้กระจายในหลาย ๆ กองทุนในหลาย ๆ สินทรัพย์ หลาย ๆ ประเทศ เพื่อกระจายความเสี่ยงออกไป

ถ้าเราอยากได้ผลตอบแทนสูง เราก็ต้องลงทุนในกองทุนประเภทหุ้น มีทั้งหุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ หุ้นอเมริกา หุ้นญี่ปุ่น หุ้นจีน หรือหุ้นเอเชีย เราน่าจะมีการจัดพอร์ตให้มีการกระจายตัวตามมุมมองในแต่ละปี หรือในแต่ละขณะที่เราลงทุน

เบื้องต้นเราก็มองว่าปีหน้า (2566) ก็เป็นปีที่ตลาดยังมีความผันผวนอยู่ แต่ถ้าเรามองไปไกล ๆ ยาว ๆ การลงทุนในหุ้นก็น่าจะเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดอยู่ดี

Q: ให้น้ำหนักส่วนไหนมากกว่ากันในการบาลานซ์พอร์ตโฟลิโอ

นายสาห์รัช กล่าวอีกว่า สัดส่วนประมาณ 30% ลงทุนหุ้นไทย และอีก 70% ก็อาจจะเป็นหุ้นต่างประเทศ อันนี้พอร์ตสำหรับคนที่ผม Assume ว่าลงทุนระยะยาวและรับความเสี่ยงได้ เพราะอย่างน้อย 5 ปี 10 ปีขึ้นไป เราสามารถรับความเสี่ยงสูงได้

สัดส่วน 70% ต่างประเทศ ประมาณสักเกือบครึ่ง 20-30% อาจจะไปวางน้ำหนักที่หุ้นอเมริกา เพราะหุ้นอเมริกามีการปรับฐานมาพอสมควร และซึมซับเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยมาพอสมควรแล้ว และเป็นตลาดใหญ่ และค่อนข้างเสถียร

ส่วนอีกประมาณ 20-30% อาจมีการกระจายตัว มีตลาดจีนบางส่วน ประมาณสัก 10-20% ยุโรปอาจจะหลีกเลี่ยงก่อนในช่วงนี้ และอีกส่วนหนึ่งอาจเลือกลงทุนเน้นอุตสาหกรรมที่อยู่ในช่วงการเติบโต เช่น กลุ่มเทคโนโลยี เพราะในอีก 5-10 ปีข้างหน้า มีโอกาสเติบโตสูงมาก และอีกส่วนไปหากองพวกเฮลธ์แคร์ เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่ค่อนข้างมีความมั่นคงในเรื่องของรายได้

Q: ไตรมาส 4 เม็ดเงินซื้อกองทุนลดหย่อนภาษี จะหวือหวาเมื่อเทียบกับปีก่อนไหม

เราคาดว่าคงไม่ได้หวือหวาไปมากกว่าเดิม ส่วนหนึ่งก็อาจจะเป็นเรื่องของสภาวะเศรษฐกิจ แต่ในแง่ของจำนวนผู้ลงทุนมันก็อาจจะขยายฐานกว้างขึ้น แต่ในแง่ของเม็ดเงินก็คงอยู่ในระดับใกล้เคียงเดิม เพราะคนเดิมที่เคยลงทุนทุก ๆ ปีอยู่แล้ว ผมก็เชื่อว่าก็น่าจะลงทุนต่อเนื่อง เพราะประโยชน์ของกองทุน SSF และ RMF 1.สามารถลดหย่อนภาษีได้ ถ้าคน Tax Bracket ยิ่งสูงก็ยิ่งเซฟเรื่องของการจ่ายภาษีได้เยอะ

2.การออมและการลงทุน ณ เลเวลปัจจุบัน ปรับฐานลงมาลึกแล้ว ราคาถูกลง Discount ลงมากว่า 20% ถ้าเป็นกลุ่ม High Growth อาจจะ Discount ลงมากว่า 40-50% เพราะฉะนั้นก็เป็นโอกาส ผมจึงคิดว่าเม็ดเงินคนที่ลงทุนอยู่แล้วก็น่าจะลงทุนต่อเนื่อง

ในส่วนกองทุน SSF เองต้องย้ำว่าไม่ได้เป็นกองทุนที่สามารถซื้อขายได้ไปทุกปี เพราะทางกรมสรรพากรให้มาจะมีหมดเขตแค่ปี 2567 หรืออีก 2 ปีเท่านั้น ฉะนั้นโอกาสในการซื้อ SSF มีแค่ปีนี้และอีก 2 ปีข้างหน้าเท่านั้นเอง ก็เป็นโอกาสสำหรับคนที่ต้องการจะลดหย่อนภาษีด้วย และออมเงินผ่านกองทุนด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...