โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“คุณมีสิทธิไม่พูด มีสิทธิได้รับทนาย” ตำนานอาชญากรโฉด สู่การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทั้งโลก

The Momentum

อัพเดต 19 เม.ย. 2568 เวลา 15.27 น. • เผยแพร่ 19 เม.ย. 2568 เวลา 05.57 น. • THE MOMENTUM

“ตำรวจไม่เคยบอกผมเรื่องสิทธิเหล่านี้เลยตลอดการสอบปากคำ”

1

วันที่ 13 มีนาคม 1963 แครอลล์ คูลีย์ (Carroll Cooley) นักสืบหนุ่มสังกัดตำรวจของรัฐแอริโซนา ประเทศสหรัฐอเมริกา เคาะประตูห้องพักในแฟลตแห่งหนึ่ง หญิงสาวออกมาเปิด โดยอุ้มทารกตัวน้อยและมีเด็กอีก 2 คนยืนอยู่ข้างๆ

ทว่าเธอไม่ใช่เป้าหมายของเขา

“มิแรนดาอยู่ไหมครับ”

หญิงสาวพยักหน้า ก่อนเดินไปในห้องนอนเพื่อปลุกสามีให้ตื่น

“มีตำรวจมาหาคุณนะ”

ชายหนุ่มงัวเงียก่อนเดินไปที่ประตูเพื่อพบเจ้าหน้าที่ โดยยังไม่ทันได้ใส่เสื้อ

“มีอะไรครับ คุณนักสืบ”

“ผมไม่อยากคุยเรื่องนี้ต่อหน้าครอบครัวคุณ เราไปคุยกันที่โรงพักจะดีกว่า สะดวกไหม”

เออร์เนสโต มิแรนดา (Ernesto Miranda) อายุ 23 ปี มึนงง แต่เขาก็ยอมไปกับนักสืบ โดยไม่ได้ถูกใส่กุญแจมือ เมื่อไปถึงสถานีตำรวจ เจ้าตัวถูกพาตัวเข้าห้องชี้ตัว ร่วมกับชายอีก 3 ราย เขาไม่เห็นและไม่รู้ว่า นอกห้องนั้นมีหญิงสาวอายุเพียง 18 ปี ยืนอยู่กับตำรวจ

“น่าจะเป็นคนนี้นะ” เธอชี้ไปที่มิแรนดา

นี่เพียงพอให้ตำรวจพาตัวชายหนุ่มออกมา

“ผมทำอะไรผิดเหรอ”

“นี่เป็นคำตอบที่ไม่ดีเลย” คูลีย์ นักสืบที่พาตัวเขาเข้าโรงพักส่ายหัว ก่อนพาตัวชายหนุ่มเข้าห้องสอบปากคำทันที กินเวลายาวนาน 2 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่ทั้งกดดัน ทั้งสืบสวนพูดคุย

สุดท้ายมิแรนดายอมเขียนคำรับสารภาพว่า ได้ก่อเหตุอาชญากรรมสุดสะพรึง นั่นก็คือลักพาตัวหญิงสาววัย 18 ปีไปข่มขืน ซึ่งมีโทษสูงสุดคือ ติดคุก 30 ปีทีเดียว

ชายหนุ่มเรียนจบแค่ชั้น ม.2 ไม่ได้ฉลาด แต่เขาเขียนหนังสือเป็น ในประโยคเริ่มต้นของคำรับสารภาพ เปิดด้วยวลีสุดสะพรึงว่า

“มันเริ่มจากผมเห็นเธอเดินอยู่ที่ถนน”

2

หญิงสาวอายุ 18 ปีเล่าว่า ขณะที่เธอกำลังเดินกลับบ้านจากป้ายรถเมล์ในช่วงกลางดึก หลังเพิ่งเลิกงานที่โรงภาพยนตร์ เจ้าตัวก็ถูกกระชากเข้าไปในรถ ถูกมัดมือไพล่หลัง และถูกสั่งให้นอนคว่ำที่เบาะหลัง

รถยนต์คันนี้ขับไปได้ประมาณ 20 นาที ก็จอดลงที่นอกเมือง ชายคนขับขยับตัวจากเบาะหน้ามาที่เบาะหลัง เพื่อข่มขืนเธอ ก่อนจะเอาเงินสดแล้วสั่งให้หญิงสาวนอนนิ่งที่เบาะหลัง ผู้ก่อเหตุขับรถพาเธอไปส่งยังจุดที่อุ้มมา ก่อนจะหายตัวไป

เหยื่อจำได้ว่า รถที่ถูกพาตัวไปนั้น น่าจะเป็นสีเขียวไม่ก็สีเทา แต่มันไม่แน่ชัด เพราะตอนถูกก่อเหตุเป็นช่วงกลางคืน อย่างไรก็ดีหญิงสาวจำได้ว่า ในรถได้กลิ่นน้ำมันสนอย่างแรง

ตำรวจรับแจ้ง คูลีย์ดำเนินการสอบสวน 1 สัปดาห์ผ่านไป หญิงสาวแจ้งมาว่า ญาติของเธอเห็นรถคันหนึ่งคล้ายกับคันที่ก่อเหตุขับผ่านไป โดยจดทะเบียนรถไว้ด้วย เจ้าหน้าที่ทำการตรวจสอบข้อมูลในระบบ ก่อนจะพบว่าเจ้าของคือมิแรนดา ซึ่งเคยติดคุกในคดีปล้นมาก่อนด้วย

นั่นทำให้เจ้าหน้าที่บุกไปหาที่บ้าน และพาตัวเขาเข้าห้องสอบปากคำทันที กินเวลาไม่นาน ชายหนุ่มก็รับสารภาพว่า เป็นผู้ลงมือข่มขืนหญิงสาววัยเพียง 18 ปี

ขณะที่ตำรวจคุยกับมิแรนดา พวกเขาก็พาผู้เสียหายเข้ามาในห้อง คูลีย์ถามชายหนุ่มวัย 23 ปีว่า “นี่คือผู้หญิงคนที่นายข่มขืนใช่หรือไม่”

“ใช่ครับ”

นี่คือจุดสิ้นสุดของการสอบสวน คำรับสารภาพออกมาอย่างง่ายดาย คดีถูกไขอย่างหมดจดสมบูรณ์ ตำรวจโล่งใจ คนเลวหมดไปจากสังคมอีก 1 ตัว

แต่ใครเลยจะกล้าคิดว่า มิแรนดา ชายหนุ่มคนนี้กับคดีของเขาจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในโลกใบนี้

ทุกอย่างเกิดขึ้น เมื่อทนายของมิแรนดาถูกพาตัวให้มาว่าความในคดีนี้ เมื่อเขาอ่านสำนวนทั้งหมด เจ้าตัวก็พบช่องโหว่ในเรื่องนี้ และมันถึงขั้นอาจทำให้ลูกความพ้นผิดในสิ่งที่เขาก่อเหตุด้วย

“นี่คือการจงใจละเว้นบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ”

มิแรนดาฟังทนายเล่าแนวทางการสู้คดีจนจบ ก็ร้องลั่น “ผมไม่เคยรู้มาก่อน ตำรวจไม่เคยบอกผมเรื่องสิทธิเหล่านี้เลย ตลอดการสอบปากคำ”

ทนายฟังแล้วก็พูดออกมาอย่างมั่นใจว่า “นั่นก็เพราะตำรวจทำผิดกฎหมายเสียเองไงล่ะ”

3

ในรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาที่มีการแก้ไขครั้งที่ 5 มีบทบัญญัติแจ้งว่า ผู้ที่ถูกกล่าวหาในคดีอาญานั้นจะต้องไม่ถูกบังคับให้กล่าวโทษตนเองในการกระทำผิด และจะต้องไม่ถูกจำกัดเสรีภาพ โดยปราศจากกระบวนการกฎหมายที่ชอบธรรม

ฟังดูแล้วเป็นภาษากฎหมาย แต่ทนายของมิแรนดาชี้ให้เห็นว่า ข้อความดังกล่าวจะแสดงถึงความบกพร่องของตำรวจในคดีนี้ นั่นก็คือเจ้าหน้าที่ไม่เคยแจ้งให้ชายหนุ่มรู้เลยว่า เขากำลังจะถูกจับ แถมยังพาตัวเขาเข้าห้องสอบปากคำโดยไม่มีทนาย อันผิดบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่มีการแก้ไขครั้งที่ 6 ด้วย

คดีของมิแรนดาจึงไม่มีความชอบธรรมที่จะดำเนินคดีได้เลย เพราะบ่งชี้หลายจุดว่า ตำรวจทำผิดรัฐธรรมนูญอย่างเห็นได้ชัด

ข้อความที่บัญญัติไว้ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 6 ของสหรัฐอเมริกา ระบุไว้ชัดว่า ผู้ต้องหามีสิทธิที่จะเรียกร้องขอให้มีทนายความได้ และการพาตัวไปสอบปากคำ โดยไม่มีทนายความที่ตำรวจต้องจัดหาให้ จึงเป็นขั้นตอนที่ไม่ชอบธรรมแบบชัดเจนแจ่มแจ้ง

ดังนั้นเจ้าหน้าที่จึงไม่มีสิทธิใช้หลักฐานที่ได้มา ปรักปรำชายหนุ่มในชั้นศาลโดยเด็ดขาด และเมื่อมันเป็นหลักฐานชิ้นเดียวที่ชี้ว่า มิแรนด้าทำผิด เท่ากับว่าตำรวจไม่มีอะไรอื่นเลยที่จะบอกว่า ชายหนุ่มคือผู้ก่อเหตุในคดีนี้ จึงต้องยกฟ้องและปล่อยตัวทันที

เมื่อมิแรนดาฟังแนวทางการสู้คดีแล้ว เขาจึงตัดสินใจเปลี่ยนคำให้การในชั้นศาลทันที อย่างไรก็ดีฝ่ายคูลีย์และอัยการแย้งว่า มิแรนดานั้นเขียนคำรับสารภาพด้วยความเต็มใจ ไม่ได้ถูกบังคับ และยังรู้ว่าสิ่งที่เขียนลงไปจะถูกนำไปใช้ดำเนินคดีเขาด้วย

“แล้วตำรวจหรือเจ้าหน้าที่คนไหน ได้บอกให้เขารับรู้สิ่งนี้บ้างล่ะ” ทนายโต้แย้ง

“มิแรนดาไม่รู้ด้วยซ้ำว่า สิ่งที่เขาเขียนหรือพูดไปจะทำให้เขาติดคุกได้ ไม่มีใครบอกให้รู้ความเสี่ยงนี้เลยนะ”

สิ่งที่ทนายย้ำต่อลูกขุนก็คือ มิแรนดาไม่ได้ฉลาดหลักแหลม เขาก็เหมือนคนธรรมดาทั่วไป ที่รู้ไม่ทันเหลี่ยมของตำรวจ ที่ต้องการรีดคำรับสารภาพออกมา

เพราะมิแรนดาเป็นเด็กที่มีความบกพร่องด้านการเรียนรู้ เขาหยุดเรียนตอน ม.2 แล้วไปก่อเหตุอาชญากรรม ลักขโมย พยายามข่มขืน ก่อนจะสมัครเป็นทหาร แต่ก็ถูกปลดออก แล้วก็ไปก่อเหตุอาชญากรรมมากมาย จนเข้าออกคุกเป็นว่าเล่น

แม้จากประวัติถือว่าเขาเป็นอาชญากรตัวอันตรายทีเดียว แต่กระนั้นการที่เจ้าตัวถูกตำรวจใช้อุบายหลอกให้รับสารภาพก็ไม่ถูกต้อง เพราะเมื่อเราถือหลักการว่า ทุกคนเท่าเทียมกันตามกฎหมาย ดังนั้นโจร อาชญากรก็ย่อมมีสิทธิตามกฎหมาย ที่จะรู้และปกป้องตัวเองจากเจ้าหน้าที่ด้วยเช่นกัน

“เขาถึงต้องมีทนายมาให้คำปรึกษาไงเล่า”

อย่างไรก็ดีการต่อสู้ในศาลชั้นต้นจบลงที่มิแรนดาแพ้ ลูกขุนตัดสินจากคำรับสารภาพที่เขาเขียนว่าเป็นความผิด จึงต้องโทษติดคุกถึง 30 ปี

กระนั้นทนายของมิแรนดาไม่ยอมแพ้ ขออุทธรณ์ โดยชี้ให้เห็นความบกพร่องของตำรวจในการจับกุมและสอบปากคำเขา

ช่วงเวลานั้นกลุ่มทนายความเพื่อสิทธิพลเมืองเห็นว่า คดีนี้จะเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ใช้ต่อสู้ เรียกร้องให้กระบวนการยุติธรรมดีขึ้นกว่าเดิม สังคมจะต้องตระหนักในสิทธิของผู้ถูกจับกุม และอำนาจของตำรวจต้องถูกจำกัดตรวจสอบ

กลุ่มนักกฎหมายจึงเข้ามาช่วยมิแรนดา และลากคดีนี้ขึ้นไปถึงศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกาได้สำเร็จในปี 1966 จนนำไปสู่คำตัดสินแบบเฉียดฉิว โดยคณะผู้พิพากษาศาลสูงสุดลงมติ 5-4 พลิกคำตัดสินในศาลรัฐแอริโซนา โดยเน้นว่า มิแรนดาถูกกระทำโดยมิถูกต้องตามกฎหมายจากตำรวจ เจ้าหน้าที่รัฐกระทำผิดรัฐธรรมนูญ ทั้งไม่แจ้งว่า ชายหนุ่มกำลังจะถูกจับ ทั้งไม่บอกว่า สิ่งที่เขาพูดเขาเขียนไป จะถูกใช้เล่นงานเขาในชั้นศาลได้

ทางศาลสูงสุดได้เน้นย้ำว่า ตำรวจจะต้องแจ้งให้ผู้ต้องหารับทราบสิทธิของตัวเอง ตั้งแต่ตอนถูกจับกุมและตอนถูกสอบปากคำเสมอ

และที่สำคัญ ทางการต้องแจ้งกับผู้ต้องหาไว้ก่อนว่า เจ้าตัวมีสิทธิที่จะไม่พูดอะไรที่เป็นโทษกับตัวเองด้วย นี่คือหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมาย

พลันที่คำตัดสินนี้ออกมา มันได้เปลี่ยนรูปแบบการบังคับใช้กฎหมายของตำรวจทั่วทั้งสหรัฐอเมริกา และลุกลามไปทั่วโลกทันที

ทางการต้องปรับตัว ก่อนจะนำไปสู่คำพูดที่เราจะพบได้ในภาพยนตร์ นั่นก็คือ เมื่อตำรวจจับกุมใครสักคน เจ้าหน้าที่จะต้องพูดว่า

“นายมีสิทธิที่จะไม่พูด เพราะทุกสิ่งที่พูด จะถูกนำไปใช้เป็นหลักฐานภายหลังได้ นายมีสิทธิที่จะมีทนาย ถ้าไม่มี เราจะจัดหาให้ นายเข้าใจสิทธิทั้งหมดแล้วใช่ไหม

“เอาละ ฟังแล้ว ยังอยากจะคุยกับเจ้าหน้าที่ต่อไหม”

คำพูดประโยคยาวๆ นี้ถูกเรียกสั้นๆ เป็นเกียรติให้กับอาชญากรในคดีนี้ ว่า

'สิทธิมิแรนดา'

4

เวลาต่อมาตำรวจทั่วทั้งโลกปฏิบัติรับเอาสิทธิมิแรนดาไปใช้ พวกเขาจะแจ้งให้ผู้ถูกจับกุมรับทราบว่า เจ้าตัวมีสิทธิร้องขอทนาย และจะไม่พูดกับตำรวจเลยก็ได้ แต่หากพูดจงรับรู้ว่า สิ่งที่พ่นออกจากปาก มีสิทธินำไปสู่การติดคุกได้

สิทธิมิแรนดาถูกยกระดับยิ่งขึ้น เช่น เจ้าหน้าที่ริเริ่มอัดเสียงการสอบปากคำ การถ่ายวิดีโอ เพราะเมื่อแจ้งให้ผู้ต้องหารู้สิทธิตัวเองแล้ว ก็สามารถเก็บหลักฐานอย่างละเอียดได้หมด

แต่หากคนร้ายไม่ประสงค์ ไม่ยินยอม ร้องขอทนาย เจ้าหน้าที่ก็ต้องรับฟังและปฏิบัติตาม มีประชาชนที่ถูกจับกุมอย่างมิชอบ รอดคุกเป็นจำนวนหลายราย สิทธิพลเมืองได้รับการเชิดชู สังคมได้พัฒนา ตำรวจก็มีแนวทางการทำงานที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญยิ่งขึ้นกว่าเดิม

ดูเหมือนทุกฝ่ายจะได้ประโยชน์ทั้งหมด

ยกเว้นเพียงคนเดียว

นั่นก็คือ มิแรนดานั่นเอง

5

เมื่อศาลสูงสุดตัดสินว่า คดีของมิแรนดาไม่ชอบตามกฎหมาย นั่นทำให้คำรับสารภาพที่เจ้าตัวเขียนถือว่า เป็นหลักฐานที่ได้มามิชอบ จึงไม่อาจถูกใช้ในชั้นศาลได้

อย่างไรก็ดีในปี 1967 หลังชนะคดีในศาลสูงสุดเพียงปีเดียว เจ้าหน้าที่ก็ได้รวบรวมหลักฐานใหม่ และก็เป็นคูลีย์ที่ได้รับโอกาสแก้ตัวจับกุมมิแรนดาใหม่อีกครั้ง

ในเมื่อไม่อาจใช้คำรับสารภาพเดิมได้ นักสืบคูลีย์ก็มาเหนือเมฆไว้ลายตำรวจ โดยการพบหลักฐานใหม่ และนำตัวอดีตภรรยาของชายหนุ่มไปขึ้นให้การ โดยหญิงสาวบอกว่า ช่วงเวลาที่ติดคุกนั้น

“มิแรนดารับสารภาพกับฉันเองว่า เขาเป็นคนข่มขืนเด็กผู้หญิงคนนั้น”

แค่นั้นก็เพียงพอให้ชายหนุ่มต้องกลับเข้าสู่คุกอีกครั้ง

ขณะเป็นนักโทษ มิแรนดามีความประพฤติที่ดีเยี่ยม จนได้รับทัณฑ์บนให้พ้นโทษในปี 1972 หลังจากติดคุกไปเพียง 5 ปีเท่านั้น เมื่อออกมาเจ้าตัวกลายเป็นคนดังมีชื่อเสียง และชายหนุ่มได้ทำการขายบัตรสิทธิมิแรนดาให้กับประชาชนทั่วไป

อย่างไรก็ดีสันดานของมิแรนดาเป็นอาชญากรอย่างแน่แท้ ไม่นานเขาก็ฝ่าฝืนทัณฑ์บนจนต้องกลับไปสวมชุดนักโทษอีกครั้ง ก่อนจะถูกปล่อยตัวออกมาในปี 1975

หลังได้รับอิสรภาพ มิแรนดารีบตรงดิ่งไปที่ร้านเหล้าใกล้บ้านน้องชาย เพื่อดื่มกินและโชว์ตัวในฐานะคนดัง และแล้วในวันที่ 31 มกราคม 1976 จุดจบเขาก็มาถึง

พยานเผยว่า ช่วงก่อนเกิดเหตุ มิแรนดานั่งเล่นไพ่อยู่กับชาย 2 คน จากนั้นก็มีปากเสียงนำไปสู่การทะเลาะวิวาท

“เอาเงินของแกไปซะ” ใครสักคนในวงไพ่ตะโกนขึ้นมา

“ไม่ ทำแบบนี้มันไม่ถูก” มิแรนดาพูดประโยคสุดท้ายในชีวิต

จากนั้นใครสักคนในวงพนันได้ใช้มีดแทงเข้าที่ตัวของเจ้าของชื่อสิทธิอันโด่งดัง ทำให้มิแรนดาเสียชีวิตทันที เจ้าหน้าที่จับกุมชาย 2 คนที่เล่นไพ่อยู่กับผู้ตาย โดยก่อนใส่กุญแจมือ ตำรวจได้อ่านสิทธิมิแรนดาให้ฟังด้วย แล้วพาตัวไปโรงพัก

อย่างไรก็ดีไม่มีใครถูกดำเนินคดี ตำรวจไม่เคยจับกุมมือมีดที่ปลิดชีพมิแรนดาได้เลย มันกลายเป็นคดีปริศนาที่ชวนน่าตกใจไม่ใช่น้อย เพราะดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องยากในการหาคนร้าย แต่ทางการก็ไม่อาจหาตัวฆาตกรในคดีนี้ได้จนถึงปัจจุบัน

ทางเหล่าตำรวจที่เคยจับกุมเขา เมื่อได้รับทราบข่าว ต่างตื่นตกใจ ทางคูลีย์เองก็เช่นกัน เจ้าตัวได้บอกกับนักข่าวว่า แม้เจ้าตัวจะกลายเป็นชื่อของสิทธิที่ตำรวจต้องปฏิบัติตาม แต่ชีวิตจริงมิแรนดากลับต้องมานอนตายบนพื้นสกปรกในร้านเหล้า

มิแรนดาเป็นอาชญากรโดยกำเนิด ช้าหรือเร็ว เขาก็ต้องทำผิดและต้องติดคุกอีกครั้ง

คูลีย์ นักสืบที่เคยสอบปากคำมิแรนดาพูดไว้ว่า “สังคมกล่าวหาว่าผมพยายามบังคับให้เขาเขียนคำรับสารภาพ แม่งโคตรไร้สาระที่สุดเลย”

เพราะชายหนุ่มก็รับสารภาพเองว่า ได้ก่อเหตุข่มขืนเด็กหญิงวัย 18 ปีเอง แต่เพราะเจ้าหน้าที่ทำไม่ถูกขั้นตอนจึงถูกยกฟ้อง แต่สุดท้ายเขาก็ต้องชดใช้ในสิ่งที่ก่อเหตุในเวลาต่อมา จากความปากพล่อยของตัวเอง และตำรวจก็หาพยานเชิงประจักษ์มายืนยันว่า เขาทำผิดกฎหมายเองด้วย ซึ่งผลงานของคูลีย์นี้เอง ทำให้เจ้าตัวได้รับการยกย่องจากผู้บังคับใช้กฎหมาย ในฐานะนักสืบที่กัดไม่ปล่อย ไม่ยอมให้อาชญากรลอยนวลจนถึงปัจจุบัน

คูลีย์บอกกับนักข่าวว่า “มีเจ้าหน้าที่หลายคนนะ รีบโทร.มาหาผม บอกไอ้มิแรนดามันพบกับจุดจบที่เหมาะสมแล้วล่ะ

“แต่ผมไม่ดีใจแม้แต่น้อยเลย”

เพราะในฐานะผู้พิทักษ์สันติราษฎร์และผู้บังคับใช้กฎหมายเพื่อความสงบสุขของสังคมแล้ว

“ผมไม่เคยมีความสุข ที่ได้เห็นเขาถูกฆ่าตายแบบนั้น”

“และหากผมได้ทำคดีนี้ ผมจะล่าตัวฆาตกรที่ก่อเหตุกับเขา มาดำเนินคดีอย่างแน่นอน”

ข้อมูลอ้างอิง

https://www.history.com/articles/miranda-rights#The-Miranda-Warning

https://www.azcentral.com/story/news/local/arizona/2025/03/17/where-did-miranda-rights-come-from-arizona-case/80960072007/

https://www.azcentral.com/story/news/local/phoenix/2016/06/11/miranda-and-right-remain-silent-phoenix-story/85206416/

https://www.azcentral.com/picture-gallery/news/local/arizona/2024/11/25/ernesto-miranda-rights/74189703007/

https://www.police1.com/history/articles/the-story-of-ernesto-miranda-bTPZF4RTVn3zBgNz/

https://time.com/archive/6890141/the-law-catching-up-with-miranda/

https://guides.loc.gov/miranda-v-arizona/timeline

https://www.nytimes.com/1976/02/01/archives/miranda-slain-main-figure-in-landmark-suspects-rights-case.html

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...